วันที่ พุธ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"พระราชวังดุสิต" กับ "พระปกเกล้าศึกษา" (2)


บทความจาก ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล

รำไพพรรณีใต้ร่มพระบารมี “สมเด็จป้า” ณ สวน

ในบรรดา “เรือนหมู่” หรือ “สวน” ที่ประทับในสวนดุสิตของเจ้านายฝ่ายใน ซึ่งได้เกริ่นถึงไว้ในตอนที่แล้ว มีพระตำหนักสวนสี่ฤดู ของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ณ พระตำหนักนี้เอง ใน พ.ศ.2450 ปีเดียวกันกับที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยฯ เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ยุโรป หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในภายหลัง) พระชันษา 2 ปี ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายตัวอยู่ในพระราชอุปการะของสมเด็จฯ พระองค์นั้น ผู้ทรงเป็น “สมเด็จป้า” ของท่านหญิง เนื่องด้วยทรงเป็น พระภคินี (พี่สาว) ร่วมพระมารดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมหมื่นสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (พระยศขณะนั้น) พระบิดา

การนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของความนิยมในอดีตที่มีการมอบบุตรธิดาบางคนให้อยู่ในการเลี้ยงดูของบุคคลที่เคารพนับถือ และเป็นการที่เด็กจะได้รับการอบรมสั่งสอนในทางที่เหมาะสม ซึ่งสำหรับเด็กหญิงนั้น การอยู่ในพระอุปการะของเจ้านายฝ่ายในเป็นหนทางหนึ่งจะได้รับการอบรมกิริยามารยาท ตลอดจนศิลปะวิทยาต่าง ๆ อันจำเป็นสำหรับการครองเรือนอย่างมีเกียรติต่อไป ด้วยในสมัยนั้น เพิ่งจะเริ่มมีโรงเรียน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมหมื่นสวัสดิวัดนวิศิษฎ์

พระตำหนักสวนสี่ฤดูนั้น ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคลองเม่งเส็งและถนนส้มมือใกล้กับพระที่นั่งอัมพรสถาน ลึกเข้าไปในสวนดุสิตจากถนนราชวิถี จากคำบอกเล่า ร่องรอยชิ้นส่วนที่พอจะเหลืออยู่ ทราบว่าเป็นเรือนไม้สองชั้นหลังคาปั้นหยา ทาสีชมพูแก่ มีพระเฉลียงโดยรอบ บานพระแกลเป็นกระจกและไม้บานเกล็ด มีบันได 2 ข้าง แต่ละข้างมี 3 ส่วน คือ โถงกลาง ส่วนของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ทางทิศใต้ และส่วนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ (กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ในภายหลัง) ทางทิศเหนือ

โดยห้องบรรทมทั้งสองอยู่ชั้นบน มีห้องสรงห้องเดียวด้านหลัง ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงฯ ยังต้องเสด็จไปสรงน้ำหลังเขาหน้าพระตำหนัก13 ที่ชั้นล่างตรงกับที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กั้นเป็นห้องของ ท้าววรคณานันท์ (หม่อมราชวงศ์ปั้ม มาลากุล) ผู้เป็นผู้ใหญ่ดูแลปกครองสำนักฯ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีและหม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ ซึ่งทรงเป็นหม่อมเจ้ารุ่นเล็ก “หลานป้า” และ “หลานอา” ของสมเด็จฯ โดยตรงตามลำดับ ประทับอยู่กับคุณท้าว เล่าขานกันว่าท่านหญิงทั้งสองพระวรกายยังเล็ก น่ารักมาก ประทับบนใบบัววิคตอเรียใบใหญ่ แล้วฉายพระรูปเป็นที่ระลึก

สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ พระราชทานความเอ็นดูและห่วงใยหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีและหม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพอยู่เสมอ และทรงเอาพระทัยใส่อบรมอย่างใกล้ชิด รับสั่งให้ขึ้นเฝ้าฯ ไปทรงเล่นและเสวยบนพระตำหนัก และบางครั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรทมร่วมกับพระองค์บนพระแท่นด้วย

หลังจากที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 6 ได้ทรงย้ายจากพระตำหนักสวนสี่ฤดูไปประทับรักษาพระองค์อยู่ที่พระตำหนักวังพญาไท (พระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมุงกุฎเกล้าฯ ในปัจจุบัน) หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีได้โดยเสด็จไปประทับที่ชั้นล่างของพระตำหนักนั้นด้วย เป็นที่มาแห่งพระราชหฤทัยผูกพันระหว่างพระองค์กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชฯ ผู้ได้สำเร็จการศึกษากลับมาจากอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2457

พระตำหนักวังพญาไท

เมื่อฤดูกาลผันเปลี่ยน

ในปี พ.ศ. 2461 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา พระองค์นั้น ได้ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีฯ และได้เสด็จไปประทับ ณ วังศุโขทัย วังส่วนพระองค์ริมคลองสามเสน ในระยะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ย้ายพระตำหนักสวนสี่ฤดูไปปลูกที่วังนั้น ด้านทิศตะวันออกของสนามใหญ่ โดยมีบันไดสองข้างเช่นเดิม และสมเด็จพระศรีพัชรินทิราฯ ได้เสด็จฯ ไปประทับที่นั่นเป็นครั้งคราวก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตในปีถัดมา

ครั้นสยามไร้ซึ่งองค์ประชาธิปกอีก ทั้งองค์รำไพพรรณี ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จนกระทั่งสมเด็จฯ เสด็จฯ กลับมาใน พ.ศ. 2492 พระตำหนักสวนสี่ฤดูซึ่งเป็นไม้ได้ทรุดโทรมลง จึงเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่คนวังศุโขทัยว่าเป็น “บ้านผีสิง” ซึ่งน่าจะเป็นอุบายของผู้ใหญ่ ไม่ให้เด็กไปเล่นแถวนั้น เพราะเกรงว่าจะมีชิ้นส่วนหล่นลงมาทับ

ครั้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จกลับจากสวนบ้านแก้วที่ประทับในชนบทจังหวัดจันทบุรี มาประทับที่วังศุโขทัยเป็นการถาวร เมื่อ พ.ศ. 2511 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระตำหนักสวนสี่ฤดูเพื่อนำชิ้นส่วนไปปลูกสร้างกุฏิวัดราชาธิวาสวิหารถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ด้วยพระบรมราชสรีรังคารบรรจุอยู่ในพระอุโบสถ

ต่อมาสำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ก่อสร้างพระตำหนักสี่ฤดูตามแบบที่ใกล้เคียงของเดิม ณ แปลงเดิมในสวนดุสิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 สร้างเสร็จและเปิดการจัดแสดงสิ่งของที่มีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเนื่องในวโรกาสนั้น เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2540 หากแต่ว่า ปัจจุบัน พระตำหนักนี้ไม่ได้เปิดให้ชมแล้ว เนื่องเพราะตั้งอยู่ใกล้กับพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร เสด็จออกให้บุคคลสำคัญ ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ

พินิจสรรพศิลป์ภูมิปัญญา

อย่างไรก็ตาม ในบริเวณสวนดุสิตในเส้นทางสู่พระที่นั่งวิมานเมฆยังมีพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายในอยู่หลายพระองค์ที่บริเวณเกาะกวางและเกาะสน ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงวัตถุสิ่งของต่าง ๆ อันเป็นศิลปหัตถกรรมของทั้งไทยและต่างประเทศที่หลากหลาย ซึ่งเลือกชมได้ตามความสนใจเฉพาะบุคคล เช่น ผ้าโบราณในราชสำนัก เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงโบราณ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นาฬิกาโบราณและของที่ระลึกจากต่างประเทศ เป็นต้น พระตำหนักเหล่านี้มีขนาดย่อมและมีความน่ารักแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่พึงสังเกตก็คือ พื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ บันไดที่ออกแบบให้ขึ้นลงได้สะดวก และช่องลมเหนือหน้าต่างสำหรับระบายอากาศแม้เมื่อปิดหน้าต่าง

นอกจากนั้น ที่ริมกำแพงด้านนอกของพระที่นั่งอนันตสมาคม ยังมีพิพิธภัณฑ์ช้างต้น และหอแสดงผ้าไทยพื้นบ้านจากทุกภาคตั้งอยู่ด้วย โดยใช้เทคนิคการแสดงที่ทันสมัยน่าชม และขาดเสียไม่ได้คือ การขึ้นไปพระที่นั่งนั้นเพื่อพินิจนิทรรศการ “ศิลปแผ่นดิน” ซึ่งแสดงผลงานการสืบสานงานช่างศิลป์หลากหลายแขนงแต่โบราณของชาวบ้านซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้มาฝึกทักษะจนสามารถทำงานประสานกันด้วยฝีมือยอดเยี่ยมวิจิตรตระการตาอย่างน่าพิศวง ชวนให้ตั้งคำถามว่าที่ว่า “คนไทยทำงานเป็นทีมไม่เป็น” นั้นจริงเสมอไปหรือ

พระที่นั่งอนันตสมาคม

พิศจิตรกรรมประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

พระที่นั่งอนันตสมาคมนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2451 ตามแบบอิตาเลียน เรอเนซองส์ และแบบนีโอคลาสสิกด้วยหินอ่อนจากเมืองคาราร่า ประเทศอิตาลี เป็นอาคารเพดานสูงสองชั้น มีโดมประธานตรงกลางและโดมเล็ก ๆ อีก 6 โดมโดยรอบ เพื่อใช้เป็นท้องพระโรงพระราชวังดุสิต หากแต่สร้างเสร็จในรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2458

พระที่นั่งองค์นี้ นอกจากน่าสนใจเชิงสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีจิตรกรรมบนเพดานโดมซึ่งวาดโดย แกลิเลโอ คินี และ ซี. ริโกลี ชาวอิตาลี เป็นภาพเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 6 ที่โดดเด่นงามสง่าเป็นพิเศษเห็นจะเป็นภาพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกประทับบนหลังช้างเสด็จกลับราชการเมืองเขมร และทรงปราบดาภิเษกเป็นรัชกาลที่ 1 ภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ แวดล้อมด้วยพระภิกษุและนักบวชต่างชาติศาสนา นิกายต่าง ๆ  ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ทั้งสองข้าง แสดงนัยแห่งพระราชจรรยาที่ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภ์ของทุกศาสนาโดยไม่รังเกียจกีดกัน แลภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกประเพณีการมีทาสไพร่ ให้ราษฎรได้รับรู้ตระหนักถึงความเป็นไท

ภาพเขียนเหล่านี้ แม้ชาวต่างประเทศยังเอ่ยปากชื่นชมว่า นอกจากงดงามแล้ว ยังทำให้เขาเข้าอกเข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นมาของสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ไฉนเลยเราคนไทยจะพลาดโอกาสไม่สัมผัสให้เป็นบุญตาและประดับสติปัญญา

นามนั้นสำคัญไฉน

ผู้อ่านสงสัยว่าเหตุใดผู้เขียนจึงใช้ว่า “สวนดุสิต” เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ในชื่อบทความใช้ว่า “พระราชวังดุสิต” จึงขอไขความว่า ด้วยเหตุที่เป็นชื่อซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อแรกสร้างและเพื่อเน้นความเป็นสวน แต่ในความจริงในประวัติศาสตร์ คือ เมื่อเสด็จฯมาประทับบ่อยครั้งขึ้นได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วังสวนดุสิต” บ่งบอกว่าเป็นวังส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวข้องกับการจะเป็นของหลวงในอนาคต ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2449 พระที่นั่งอัมพรสถานสร้างเสร็จและเสด็จฯ ประทับ อีกทั้งวังสวนดุสิตมีพระที่นั่งต่าง ๆ เพียงพอแก่การประกอบพระราชพิธีได้ จึงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนนามเป็น “พระราชวังสวนดุสิต” ใน พ.ศ. 2452 ซึ่งมีความหมายว่าเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นเมื่อได้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมในต้นรัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขานนามว่า “พระราชวังดุสิต” โดยให้ตัดคำว่า “สวน” ออกไป

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผนวก “สวนจิตรลดา” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบุกเบิกสร้างเป็นที่ประทับ เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต โดยพระองค์เองได้เสด็จประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นครั้งคราว แต่มิได้โปรดเกล้าฯ ให้ขานนามพระตำหนักนั้นว่าพระที่นั่ง แม้จนถึงทุกวันนี้

 

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net