วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"พระราชวังดุสิต" กับ "พระปกเกล้าศึกษา" (จบ)


ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล

“พระราชกิจส่วนพระองค์ในบริเวณพระราชวังดุสิต”  คือ เนื้อหาของตอนสุดท้ายของบทความนี้  ซึ่งแตกต่างจากของตอนอื่น ๆ  ตรงที่จะช่วยให้เห็นถึงพระอุปนิสัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มากขึ้น  โดยเรียบเรียงจากคำบอกเล่าด้วยวาจาและข้อเขียนของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว

น้ำพระทัยดี  มีเมตตากรุณา

“ท่านทรงพระสนับเพลาแพรจีนและฉลองพระองค์ชั้นในหรือกุยเฮงสีนวล  ทรงมีพระวรกายเล็ก  มีพระมัสสุ พระฉวีผ่อง พระเนตรฉายแววแจ่มใส  แสดงถึงว่ามีน้ำพระทัยดี  เต็มไปด้วยเมตตากรุณา  ท่านเสด็จมาประทับตรงพื้นใกล้ๆที่ฉันนั่งอยู่ สมเด็จฯ ทรงเตือนให้ฉันเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนและกราบถวายตัว  พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับฉันว่า “สีดาจะมาอยู่ด้วยกันแล้วหรือ?” ฉันยิ้มแหย ไม่ตอบเลย  แล้วท่านก็เสด็จพระราชดำเนินออกจากห้องนี้เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ ที่อื่น...”

นี่คือข้อความที่หม่อมเจ้าหญิงสีดาดำรวง (สวัสดิวัตน์)  ชุมพล  ทรงไว้เกี่ยวกับวาระที่ท่านหญิงเข้าเฝ้าฯถวายตัวเป็นข้าในพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พ.ศ. ๒๔๖๙  ปีถัดจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา

ในวันนั้น  ท่านหญิงในวัย ๘ ปี  เสด็จจากตำหนักพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา ซึ่งเป็นที่พำนักของพระสุจริตสุดา (เปรื่อง  สุจริตกุล)  พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ผู้ได้เลี้ยงดูท่านหญิงมาตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง  ตำหนักนั้นอยู่บน “เกาะกวาง”  ใกล้พระที่นั่งวิมานเมฆ  ท่านหญิงเสด็จด้วยเรือพาย  ตามคลองเล็กๆจนถึง “อ่างหยก”  ขึ้นบนบกที่ท่าน้ำ ”เรือนต้น”  แล้วทรงพระดำเนินจากที่นั่นไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน  แสดงว่ายังมีการใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรภายในพระราชวังดุสิตในสมัยนั้น

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ   ทรงมีพระเมตตาชุบเลี้ยงเด็ก ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่  แต่ไม่ทั้งหมดเป็นหม่อมเจ้าชาย  มาตั้งแต่ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรส และเรื่อยมาแม้เมื่อทรงครองราชย์แล้ว  หม่อมเจ้าการวิก  จักรพันธุ์   เป็นอีกองค์หนึ่ง ซึ่งได้เข้าถวายตัวในช่วงใกล้ ๆ กับท่านหญิงสีดาฯ  ท่านชายทรงเล่าไว้ว่า  รับสั่งกับเสด็จพ่อของท่านชายว่า    “เด็กคนนี้น่าเอ็นดูดี  เอามาให้ฉันเลี้ยงเถอะ”   และแล้วท่านชายซึ่งเดิมรู้สึกกลัวเกรง “พระเจ้าแผ่นดิน” อยู่บ้างก็ทรงพบว่า  “พระทัยดีและมีเมตตารักใคร่เด็กๆ  ผมจึงคลายใจลง”  อีกพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต

พระราชกิจกับเด็กๆ : โรงเรียนในบ้าน (home school)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเลี้ยงดูเด็กๆเหล่านี้ไว้ใกล้ชิดพระองค์  “อยู่กับท่านตลอด ยกเว้นตอนไปเรียนหนังสือและรับประทานอาหาร  แต่เวลาน้ำชาก็ร่วมด้วยเสมอ  มีจานช่องแจกแต่ละคน” ในเวลาเช้า  เด็กๆจะเข้าเฝ้าฯในห้องพระบรรทม ขณะที่กำลังเสวยพระกระยาหารเช้า    ท่านหญิงสีดาทรงเล่าว่า  “พอเสวยเสร็จ เขาก็ยกลงมาให้เราได้กินกัน..สนุกมาก...ทรงเพลิดเพลินกับการรุม “โจ๊ะ” ของพวกเรา... พวกเราก็คุยกับท่าน  แต่ส่วนมากก็คุยกันเอง หรือเล่นเกมส์อะไรกัน  ซึ่งเป็นแผ่นกระดาษ เช่น เสือตกถัง เป็นต้น...”

ในตอนเย็น บางครั้ง  พระองค์จะเสด็จลงเล่นน้ำกับเด็กๆ “สมัยนั้นยังไม่มีสระว่ายน้ำในบ้าน  ที่พระที่นั่งอัมพร มีเป็นสระแรกในเมืองไทย  เครื่องกรองน้ำและเคมีฆ่าเชื้อก็ยังไม่มี  ก็ยังโปรดทรงเล่นน้ำในสระนี้กับพวกเด็กๆเสมอ  แม้ว่าจะสกปรก มีกบ เขียดลงไปไข่เต็ม...”

นอกจากนั้นโปรดให้เด็กๆได้เล่นกีฬา เช่น เทนนิส  แบตมินตัน และสควอช (Squash) ซึ่งทรงเองด้วย  และให้เด็กๆได้รู้จักเก็บรักษาอุปกรณ์กีฬา  เด็กๆจึงได้ทั้งออกกำลังกายและฝึกวินัยไปด้วย  บางวันก็โปรดให้เด็กๆแจวเรือออกไปที่เขาดินวนาที่ซึ่งมีศาลาทรงไทยหลังย่อมๆปลูกไว้เป็นที่ทรงพระสำราญพระอิริยาบถ หากไม่มีพระราชกรณียกิจ ก็จะทรงเล่านิทานแฝงคุณธรรมให้เด็กๆ ฟัง เช่น เรื่องทาร์ซาน (Tarzan) ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์และธรรมชาติ  และการผจญภัยในป่า 

ท่านชายการวิกทรงเล่าว่า “ทรงทำเสียงประกอบตามบทบาทของตัวละครด้วย” ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าทรงวางพระองค์เสมือนทรงเป็นพ่อที่ใกล้ชิดกับลูกๆ  อีกทั้ง ท่านหญิงสีดาฯ ทรงเล่าว่า  แม้จะทรงมีเด็กๆเล่นกัน คุยกันอยู่รอบพระองค์  ขณะที่ทรงอ่านหนังสืออยู่อย่างเป็นพระกิจวัตรประจำก็ตาม  ก็ยังทรงสามารถแทรกเข้ามารับสั่งในเรื่องที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ได้เสมอ  “ ทรงเป็นสุภาพบุรุษแท้  ทรงมีน้ำพระทัยกว้าง (ใจ sport) ทรงฟังความคิดเห็นของทุกๆคน  แม้ของเด็กๆ...ทรงมีนิสัยค่อนข้างเงียบ  แต่บางคราวกับผู้ที่ทรงคุ้นเคย  ก็ทรงสนุกสนาน  และทรงเป็นกันเองมาก...”  

ในด้านการเรียนหนังสือนั้น  ทรงจัดห้องๆหนึ่งของพระที่นั่งอภิเศกดุสิตเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กผู้ชาย  มีครูจากโรงเรียนดี ๆ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าไปสอน  โดยต้องพระราชประสงค์จะทรงทดลองจัดเป็นโรงเรียนนำร่องด้วย  จึงมีการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ  นอกจากนั้นมีการเรียนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส  และการสอนพระพุทธศาสนาและศีลธรรม  รวมทั้งการออกกำลังกายทุกวัน  ส่วนเด็กผู้หญิงซึ่งรวมถึงบุตรีข้าราชบริพารในพระองค์  เรียนหนังสือกับครูผู้หญิง เป็นต่างหากจากเด็กผู้ชาย 

นอกจากการเรียนหนังสือแล้ว  บ่อยครั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เด็กๆ  ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย  เมื่อเสด็จไปทรงกีฬา  หรือแม้แต่งานพระราชพิธี  ดังที่หม่อมเจ้าการวิกทรงเล่าว่า  ต้องทรงเป็นมหาดเล็กแต่งเครื่องแบบตามเสด็จ  คอยรับพระมาลา  เมื่อทรงถอด หรือพระแสง (ดาบ) มาเชิญไว้  เป็นต้น  เด็กผู้หญิงก็จะทำหน้าที่เสริมนางพระกำนัลตามเสด็จสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้ออกงานรับพระราชอาคันตุกะในโอกาสที่เป็นกึ่งทางการด้วย  จึงได้ฝึกการใช้ภาษาต่างประเทศไปในตัว  ทั้งนี้รวมถึงเมื่อเสด็จประพาสดินแดนบ้านใกล้เรือนเคียง การทรงเปิดโอกาสให้เช่นนี้ได้อำนวยให้เด็กๆในพระราชอุปการะทั้งชายและหญิงเติบโตเป็นผู้ที่มีความมั่นใจและรู้จักกาลเทศะในการสมาคมกับผู้คนทั้งในโลกจารีตและในโลกสมัยใหม่  

 

ในการจัดการศึกษาอบรมแก่เด็กๆ นี้  มิได้ทรงละเลยสุนทรียศาสตร์โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้นักดนตรีไทยเดิมชั้นนำ เข้าไปฝึกสอนการเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ  เช่น จะเข้ ซอ ฆ้อง และระนาด  จนกระทั่งปรากฏว่า หม่อมเจ้าการวิกทรงฆ้องได้ดีถึงขนาดที่โปรดเกล้าฯให้ได้ร่วมวง ”อัมพร” วงดนตรีส่วนพระองค์สำหรับพระองค์เอง   และสมเด็จฯนั้นทรงซอ  และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย ๓ เพลง  ซึ่งเพลงแรกคือ “ราตรีประดับดาว” (เถา) ซึ่งบรรเลงออกอากาศทางวิทยุซึ่งเพิ่งมีขึ้นในสมัยนั้น มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า “เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง” ซึ่งหมายถึงว่า “ในหลวง” ทรงแต่ง มากกว่าใน “วังหลวง” คือ พระบรมมหาราชวัง  หากแต่น่าจะเป็นที่พระที่นั่งอัมพรสถาน  พระราชวังดุสิต

การทอดพระเนตรภาพยนตร์เป็นพระจริยวัตรประจำทุกวันพุธและวันศุกร์  ซึ่งเด็กๆก็จะเฝ้าอยู่แทบพระบาท  ทรงอธิบาย “หนังเงียบ” ให้พวกเขาเข้าใจ หรือบางครั้งทรงซอคันเล็ก  ซึ่งราชสกุลบริพัตรทูลเกล้าฯถวาย (“ซอตุ๋น”) คลอเบาๆ  ระหว่างพักพระราชทานเลี้ยง “ไอศกรีมโซดา” ซึ่งเด็กๆชื่นชอบมาก

พระราชกิจ ณ สวนจิตรลดา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกรวมสวนจิตรลดาเข้าไว้ในพระราชวังดุสิต  และได้ทรงใช้เพื่อประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการ 

ประการแรก  ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างสนามกอล์ฟหลวงขึ้น  เข้าใจว่าเมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๔๗๓  เพื่อเป็นสนามสำหรับเสด็จไปทรงกอล์ฟเป็นการส่วนพระองค์กับเจ้านายและข้าราชบริพาร    สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ก็ได้ทรงสนองพระราชนิยมด้วย  เมื่อการกีฬากอล์ฟกลายเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ข้าราชบริพาร  อีกทั้งชนชั้นนำอื่นๆทั้งบุรุษและสตรี เรื่องการเล่นกอล์ฟจึงเป็นข้อสนทนากันในราชสำนักจนเกินกาลเทศะ 

พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งกล่องค่าปรับขึ้น  อาการดังกล่าวจึงลดลง  นอกจากจะทรงใช้ส่วนพระองค์แล้ว  ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัด และเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันกอล์ฟชิงถ้วยชนะเลิศแห่งสยาม  ซึ่งเป็นถ้วยพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๖  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๓  อีกด้วย  โดยในขณะนั้น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นนายกกรรมการ สมาคมกอล์ฟแห่งสยาม  นายทิม กันภัย เป็นผู้ชนะเลิศ  และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๔  เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันกอล์ฟชนะเลิศแห่งคณะกอล์ฟสมัครเล่นกับการแข่งขันชนะเลิศฝ่ายสตรี  และพระราชทานรางวัลด้วย

ประการที่สอง  ด้วยเหตุที่การถ่ายภาพยนตร์เป็นพระราชกิจส่วนพระองค์ที่โปรดมากพอๆ กับการทรงถ่ายภาพนิ่งอีกทั้งมีเจ้านายและชนชั้นนำอื่นๆ นิยมเช่นกัน  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการประชุมนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นเพื่อก่อตั้งสมาคมขึ้นเป็นศูนย์กลาง  เสด็จฯเป็นองค์ประธานในที่ประชุม  เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓  ใช้ชื่อว่า  “สมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยาม”  ใช้อักษรย่อว่า “ส.ภ.ส”  ภาษาอังกฤษว่า Amateur Cinema Association of Siam  (A.C.A.S) เป็นสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสำนักอยู่ในบริเวณสวนจิตรลดา  สมาชิกประชุมกันเดือนละครั้ง  เพื่อนำภาพยนตร์ฝีมือของตนไปฉายให้ได้ติชมกัน  โปรดเกล้าฯให้ทำแหนบหรือเข็มชนิดหนึ่งด้วยทองคำแบบตราอาร์มมีอักษรลงยาในวงตราว่า ส.ภ.ส. เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง  มีพระมหามงกุฏอยู่เบื้องบนของตัวอักษร ลงยาว่า “ส.ภ.ส” ในกรอบสี่เหลี่ยมติดกันคล้ายแผ่นฟิล์มภาพยนตร์  

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 

ต่อมาสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต  และกรมพระกำแพงเพชรทรงเป็นสภานายกตามลำดับ  มีคณะอนุกรรมการแผนกขายของ  และแผนกห้องสมุดภาพยนตร์ โดยแผนกขายของมีหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา  (สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ในภายหลัง)  ทรงเป็นอนุกรรมการ  ครั้งหนึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้นำภาพยนตร์ “อัมพร” ของหลวง เรื่องการเสด็จประพาสเกาะบาหลี  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒  ออกฉายและยังได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายเป็นตอนๆ จนตลอดด้วย

ซึ่งมีรายงานว่า “พระราชกระแสแจ่มใสไพเราะ  และยังพระราชทานความขบขันอีกหลายตอน”

ประการที่สาม  ได้โปรดเกล้าฯให้ย้าย โรงเรียนเยาวกุมาร จากพระที่นั่งอภิเศกดุสิตไปที่กรมมหาดเล็กในสวนจิตรลดา ( ซึ่งต่อมาในรัชกาลปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุอ.ส. (อัมพรสถาน)  พระราชวังดุสิตและปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมราชองครักษ์)  ศาสตราจารย์ระพี สาคริก  เป็นผู้หนึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ไปเป็นนักเรียนที่นั่น  เล่าว่า”ในนั้นเป็นสนามกอล์ฟ เป็นป่าทั้งนั้น...มีนักเรียนอยู่ ๑๕ คน ๑๖ คน...ผมยังจำได้ปี ๒๔๗๕  โรงเรียนเล่นละคร  ผมเป็นนกโพราดก  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จประทับทอดพระเนตร  เสร็จแล้วก็ (ทรง)  เอาเด็กๆมานั่งตักด้วย ถ่ายรูปกัน  วันนั้นเสด็จฯกลับ ๒ ยาม  เด็กๆก็วิ่งดันหลังรถ  ร้องไชโย  ไม่มีใครเหนื่อย” ครั้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. ๒๔๗๕  จึงได้เลิกโรงเรียนนี้ไป

หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา 

พระบรมราชานุสาวรีย์สถิตในบริเวณพระราชวังดุสิต

คงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕  ในพระที่นั่งอนันตสมาคม  ซึ่งในการนั้นได้เสด็จออกสีหบัญชร  เมื่อมีการเชิญรัฐธรรมนูญออกให้ประชาชนได้เห็นที่บริเวณปะรำที่สนาม  พระราชพิธีนั้นตลอดจนพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และสมโภชรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งองค์ดังกล่าว  ได้โปรดเกล้าฯให้บันทึกเป็นภาพยนตร์ไว้ด้วย  โดยได้เสด็จฯทรงอำนวยการเตรียมการถ่ายภาพยนตร์ด้วยพระองค์เอง

ต่อมาหนึ่งปีให้หลัง  คือ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖  พระองค์ได้เสด็จฯไปทรงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง  แต่งตั้งกึ่งหนึ่ง  ครั้งแรกที่พระที่นั่งอนันต์ โดยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา  สภาฯได้ใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประชุม  และพระที่นั่งอภิเษกดุสิตเป็นที่ตั้งของสำนักงาน  ตราบจนกระทั่งได้สร้างอาคารรัฐสภาปัจจุบัน  เสร็จในพ.ศ. ๒๕๑๗  ในบริเวณหลังพระที่นั่งอนันต์

ทั้งนี้  เลขาธิการรัฐสภาได้มีดำริตั้งแต่ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างรัฐสภานี้ใน พ.ศ. ๒๕๑๒  ว่าสมควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นด้วย  แต่ปรากฏว่า มีข้อขัดข้องต่างๆเรื่อยมา  ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่ตั้งว่าจะเป็นที่หน้าอาคารหลังใหม่  หรือในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม  ในที่สุดตกลงได้สร้างที่หน้าอาคารรัฐสภา  ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานเช่นกัน  และแต่เดิมเป็นที่ตั้งของ “ฝ่ายหน้า” (บุรุษ)  มีทิมดาบกรมวัง เป็นต้น  อยู่ด้านในของประตูประสิทธิ์สุรเดช  ถัดไปจากโรงช้างต้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓

บทความนี้ได้เล่าขานมาถึง ๔ ตอนว่า  พระราชวังดุสิตมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเกือบตลอดพระชนมชีพอย่างไรบ้าง  ด้วยเหตุนี้  การที่พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ตั้งสถิตอยู่ในเขตพระราชฐานของพระราชวังดุสิตเช่นนี้  จึงเหมาะสมอยู่แล้ว ด้วยอยู่ใกล้กับสถานที่ซึ่งเคยทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ 

อีกทั้ง  เมื่อรัฐสภาย้ายที่ทำการไปแล้วในภายหน้า  ทำเลที่ตั้งริมถนนอู่ทองในก็สามารถที่จะได้รับการบริหารจัดการให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ไปถวายราชสักการะได้ทุกเมื่อเชื่อวันมากกว่าที่จะกระทำได้ในปัจจุบัน  เฉกเช่น ที่ทำได้ในกรณีของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕  ที่ลานพระราชวังดุสิต  และรัชกาลที่ ๖ ที่หน้าสวนลุมพินี  สถานที่สองแห่งซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพระองค์นั้น ๆ

[พช/พระราชวังดุสิต+ร.๗ (๔)/ม.ค. ๒๕๕๖]

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net