วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รีวิวงานแต่งงาน (เย็น) @ ดาราเทวี เชียงใหม่


รีวิวงานแต่งงานรอบเช้าไปเรียบร้อย ทีนี้มาดูงานเลี้ยงรอบเย็นกันบ้างนะคะ ซึ่งงานเลี้ยงของลูกบัวกับคุณกฤชเป็น งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ค่ะ ไว้จะรีวิวเกี่ยวกับขั้นตอนการขอนะคะ

สถานที่ใช้ที่โรงแรมเดิมค่ะ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ดาราเทวีเชียงใหม่ เพื่อความสะดวก และคงความเป็นพื้นบ้านแบบที่ชอบ ซึ่งงานเลี้ยงตอนเย็นจะถูกจัดอยู่อีกห้องหนึ่ง คือห้อง จูมทอง ซึ่งเป็นห้องสำหรับการจัดงานเลี้ยงของทางโรงแรมที่ถือว่าใหญ่ที่สุดละ (เล็กกว่านี้ก็จะเล็กไปหน่อยคือห้องจูมเงิน ซึ่งพนักงานบอกว่าเหมาะสำหรับจัดประชุมมากกว่า)

หรือหากอยากจัดงาน ใหญ่กว่านี้ก็สามารถเลือกจัดที่สนามฟุตบอลของโรงแรมได้ จะเป็นสไตล์งานแต่งงาน งานเลี้ยงกลางแจ้ง สบายๆ ตอนแรกก็อยากจะจัดแบบนั้นเหมือนกัน ดูโล่งๆ โปร่งๆ แต่ติดที่ว่า เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าการจัดงานแต่งงานแบบ outdoor นี่มันมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบ indoor อีกนะ แอบตกใจ เค้าให้เหตุผลว่าเพราะต้องมีการ set up ระบบบไฟ และยกเก้าอี้ เวที ฯลฯ อะไรไปที่สนามโล่งๆ นอกจากนี้การจัดงานอาจทำให้หญ้าบนสนามตาย หรือได้รับความเสียหาย ดังนั้นจำเป็นต้องคิดเพิ่มอีก "หนึ่งแสนบาท" หากเลือกจัดงานที่สนามฟุตบอลของทางโรงแรม ... อืมส์ ... ไม่เอาดีกว่าเกรงว่าแดดจะร้อน เกรงว่าฝนจะตก ฮาๆ ที่สำคัญไม่อยากเพิ่มเงินอีกตั้งหนึ่งแสนบาท

สำหรับชาวกรุงเทพ ที่คุ้นเคยกับการจัดงานในห้องโรงแรมทั่วๆ ไปวันนี้ลองมาดูงานของลูกบัวที่จัดที่นี่บ้างนะคะ จะเป็นอีกบรรยากาศหนึ่ง ซึ่งหาดูได้ยากเหมือนกันนะ ก่อนจัดงานที่นี่พยายามหารีวิว หรือรูปถ่ายงานแต่งงานซึ่งถูกจัดขึ้นที่นี่ แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย ที่หาเจอส่วนใหญ่จะเป็นงานจัดเลี้ยง ไม่ก็งานของชาวต่างชาติมาจัด แปลกดี ทั้งๆ ที่โดยปกติโรงแรมนี้จัดงานแต่งงานแทบทุกวันนะ หมายถึงในช่วงเทศกาลที่คนนิยมแต่งงานกันปลายปี ต้นปีอะไรเงี้ยค่ะ ก็ถูกจองเต็มตลอด แต่กลับไม่มีใครพูดถึงในอินเตอร์เนต ลูกบัวเลยตั้งใจเขียนและลงรูปไว้เผื่อใครสนใจใช้บริการนะคะ

บรรยากาศ หน้างานค่ะ ถูกโรยไว้ด้วยดอกไม้ สไตล์ก็เหนือๆ ล้านนาๆ ตามที่เราต้องการ อันนี้เสียเงินจ้างเพิ่มเติมจากในแพคเกจนะคะ ในแพคเกจแต่งงานที่นี่จริงๆ จะไม่ได้มีดอกไม้ตกแต่งอะไรเยอะแยะแบบนี้ รู้สึกจะเสียเพิ่มอีก 30,000 บาท ซึ่งเค้าจะตกแต่งเพิ่มให้สำหรับบรรยากาศรอบๆ ด้านนอก

ตรงนี้ใช้ดอกดาวเรือง = รุ่งเรือง
คู่กับกลีบดอกกุหลาบ = ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ อิอิ

เจ้าบ่าว เจ้าสาว ^^ ยืนทำหน้าสวยๆ หล่อๆ รอรับแขกหน้างาน

โคมแบบเหนือๆ นำมาตกแต่งด้วย ดูเข้ากั๊น เข้ากันกับสถานที่ ^^

ของชำร่วยในงานเป็น ครีมน้ำหอม (Cream Perfume) วิธีใช้คือใช้เหมือนน้ำหอมค่ะ แต่ตัวนี้เป็นครีม เอาไว้ทาตรงซอกๆ เพื่อเพิ่มความหอมแทนน้ำหอม (บางคนเข้าใจผิดเอาไปทาหน้า ทาผิวซะงั้น)  สั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับงานนี้นะคะ เพราะว่าเจ้าสาว เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ความสวย ความงามแบรนด์นี้ เลยอยากสั่งทำอะไรให้มันพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ ผลิตจากแล็บที่ทำ "ซุยเรน" เลยนะคะ ตอนแรกสั่งผลิตก็คิดว่าจะเสียเงินเหมือนสั่งผลิตครีมที่เอามาขายเนอะ แต่เปล่าเลยทางผู้บริหารใจดีมากๆ ยกให้เป็นของขวัญวันแต่งงานทั้งหมดหนึ่งพันกว่าชิ้น ราคาก็ราวๆ 50,000 บาท ... สุดยอด ขอบคุณค่า

น่ารักมากมาย ^^ ในรูปนี้คือด้านหน้า กับด้านหลังค่ะ ด้านหน้าโชว์แบรนด์ซะหน่อย แบบว่าขนาดในงานแต่งงานยังไม่เว้นที่จะโฆษณาอ่ะ อิอิ ใช้ทุกๆ วันเวลาเป็นโอกาสในการขาย...กระปุก รูปแบบ อะไรต่างๆ ลูกบัวเลือกเองหมดเลย ได้ดั่งใจเป๊ะๆ

เริ่มค่ำละ...

อันนี้คือมุมถ่ายรูปเลือกแบบให้ดูง่ายๆ ไม่เอาดอกไม้เยอะ เพราะยิ่งดอกไม้เยอะจะยิ่งแพง ^^" ที่เห็นรูปด้านล่างนี้ก็รวมอยู่ในค่าตกแต่งดอกไม้อะไรรอบๆ งานตามที่บอกไว้ค่ะ ไม่เกี่ยวกับทางโรงแรม เราจ้างมาเพิ่มเอง หากให้โรงแรมทำให้จะมีค่าใช้จ่ายแพงกว่านี้ คนที่จัดดอกไม้ให้รอบๆ งานชื่อว่า พี่โศ เป็นผู้ชายที่สาวๆ ซึ่งมีพรสวรรค์มาก จัดดอกไม้สวย และมักจะรับงานให้กับทางดาราเทวีเสมอ ได้รู้จักพี่เค้าเพราะไปดูสถานที่ ดูการจัดงานของคนอื่น ซึ่งพี่เค้าก็รับจัดให้ ก็เลยชวนเค้ามาจัดให้งานเราด้วยเลย ง่ายดี อาจมีที่อื่นจัดสวยกว่านี้ จัดเก่งกว่านี้ แต่หากเลือกคนนี้จะมั่นใจได้ว่าเค้ารู้จักคนข้างในนัน และรู้มุม รู้ว่าอะไรควรจะแต่งตรงไหน เพราะรับงานที่นี่ประจำทำให้งานออกมาดี และไม่ต้องพูดมากค่ะ ชอบ และประทับใจเช่นกัน

มุมนี้เป็นมุมสำหรับลงชื่ออวยพร รับของชำร่วย และ "ให้ซอง" อิอิ

เพื่อนเจ้าสาวที่มาอยู่มุมนี้น่ารักมาก เดือนถัดไปจะเป็นงานแต่งงานของเค้าที่ โอเรียนเต็ลกรุงเทพ เดือนนี้ยังอุตส่าห์แวะมาช่วยงานเรา สังเกตุจากรูปทั้งบนและล่างนะ ที่ใส่ของชำร่วย หรือใส่ซองอะไรจะเป็นขันเงิน พานเงินอะไรสไตล์เหนือๆ ทั้งนั้น ^^

ตรงโต๊ะนี้ก็จะมีรูปของเราสองคนวางไว้นิดๆ หน่อยๆ ไม่ถึงกับขนาดไปถ่าย pre-wedding ค่ะ เพราะจริงๆ ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ถ่าย ไม่ชอบ และที่สำคัญเปลืองเงิน อิอิ แต่สุดท้ายก็ต้องไปถ่ายนิดหน่อยเพื่อเอามาโชว์หน้างาน ซึ่งก็ถ่ายมานิดๆ หน่อยๆ ในสตูดิโอที่เชียงใหม่ซึ่งมีแพคเกจที่ถูกมากเพียงแค่ 10,000 บาทอ่ะ สะดวกและรวดเร็วด้วยไม่ต้องอะไรมากมาย เห็นบางคู่เค้าต้องไปหาสถานที่ถ่ายกันเอาวิวสวยๆ รูปสวยๆ ก็แล้วแต่ความชอบและเงินในกระเป๋าเนอะ งานเราเอาแค่นี้พอละ

รูปใหญ่ๆ ก็มีไว้นิดๆ หน่อยๆ 4 รูป ดูในรูปดีดี ตรงบันไดก็มีโคมเล็กๆ มาเป็นพร๊อพตกแต่ง ชอบไปหมดทุกสิ่งอันเลย

ต่อไปเป็นรูปก่อนเข้าห้องจัดเลี้ยง มีรูปเจ้าบ่าว เจ้าสาวใส่ชุด "ยูนิฟอร์ม" ทหารกับแอร์โฮสเตส ^^"

มีเพื่อนสาวสวยๆ มาช่วยต้อนรับหน้างาน...

งานวันนี้ทางเราเลือกการจัดเลี้ยงแบบ "โต๊ะจีน" เพราะลูกบัวเข้าใจแบบผิดๆ คิดว่ามันดูดี และสะดวกผู้ใหญ่ที่สุด ถึงแม้จะมีราคาแพงที่สุดเมื่อเทียบการการจัดแบบอื่นๆ เช่น แบบบุฟเฟ่ต์ (buffet) ซึ่งทางเรามองว่ามันดูวุ่นวาย ส่วนถ้าจะให้จัดแบบคอกเทล (cocktail) ก็เกรงว่าแขกจะกินกันไม่อิ่ม เอาแบบโต๊ะจีนแหละดีที่สุด มองไม่เห็นข้อเสียของการจัดงานแบบโต๊ะจีนเลยแต่เอาเข้าจริงๆ ปัญหาการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน เยอะมากค่ะ โดยเฉพาะการประมาณจำนวนแขกซึ่งจำเป็นมากว่าต้องเป๊ะ ขาดเกินได้ไม่ควรเกิน 1 โต๊ะ (สิบคน) ซึ่งในความเป็นจริงเนอะ สังคมไทยโดยเฉพาะชาวบ้านๆ แจกการ์ดหนึ่งใบ เค้าก็ยกกันมาทั้งครอบครัว บางครอบครัวมี 3 ก็มา 3 บางครอบครัวมี 5 มี 7 ก็อาจจะยกโขยงกันมาหมด ^^" หรือบางทีอาจจะไม่มาเลย แต่ก็จะไม่มีการแจ้งหรือคอนเฟิร์มอะไรล่วงหน้าแบบที่ฝรั่งเค้าทำกัน (เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคอนเฟิร์ม แต่พอจัดงานเองก็เข้าใจแล้วค่ะ ต่อไปนี้หากใครเชิญไปงานอะไร ไปได้หรือไม่ได้ ต้องรีบแจ้งและถ้าไปได้จะไปกี่คนก็ต้องแจ้งเค้า เพราะมันจำเป็นมากๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการจัดเตรียมของเค้า)

กรณีการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน หากประมาณการว่าแขกจะมาเยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ แขกมาน้อยก็จะทำให้งานดูไม่เต็ม โหวงเหวง และที่สำคัญเราก็สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะต้องจ่ายเงินตามจำนวนโต๊ะที่เราประมาณ แขกมาไม่ครบเราก็จะต้องเสียเงินเต็มๆ เนื่องจากทางโรงแรมจะต้องจัดเตรียมอาหารไว้ตามจำนวนที่แจ้ง (ทางโรงแรมจะเผื่อโต๊ะและอาหารเกินไว้ให้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินแค่ 1 โต๊ะค่ะ) แต่หากเราประมาณไว้น้อยไป ในวันงานมีแขกมาเยอะกว่าที่เราประมาณแขกก็จะไม่มีที่นั่ง ไม่มีโต๊ะ ไม่มีอาหารไว้ให้สำหรับแขก ก็จะเกิดความวุ่นวาย

บางคนคิดง่ายๆ ก็ประมาณให้น้อยๆไว้ก่อน หากมีแขกมาเพิ่มก็แค่เสริมเก้าอี้ยัดๆ กันไป แบ่งๆ กันกินก็ได้ไม่น่าจะมีปัญหา จริงๆ ลูกบัวก็อยากให้ทำแบบนี้ได้เหมือนกันเนอะ ฮาๆ แต่ว่าทางโรงแรมเค้าไม่ยอมค่ะซึ่งแน่นอนหากเราเป็นผู้บริหารโรงแรมเราก็ไม่ ยอม เพราะโต๊ะจีนเค้าคิดราคาต่อโต๊ะหากทำแบบนั้นเค้าก็เสียเปรียบ และอีกอย่างมันจะดูว่าอาหารที่เค้าเตรียมไว้ไม่อลังการณ์ ไม่พอกับจำนวนแขก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่อาหารที่เค้าเตรียมไว้มันสำหรับคนสิบคน แต่หากปล่อยให้นั่งสิบเอ็ด สิบสองคนก็จะดูอึดอัดและแย่งกัน เสียมาตราฐานโรงแรม อะไรประมาณนี้ อันนี้เข้าใจทางโรงแรมจริงๆ ค่ะ

ตอนแรกทางเราประมาณแขกที่จะเข้ามาในงานประมาณ 180-200 คน แต่ไปไปมาๆ พอใกล้ๆ วันจริงๆ ต้องเปลี่ยนเพิ่มเป็น 300 คน ^^" ถ้ารู้ว่าจะเยอะขนาดนี้ตั้งแต่ตอนแรก คงจะขอของแถมอะไรเซลล์ได้มากกว่านี้ เพราะโดยปกติหากยิ่งเรามีแขกเยอะ เราจะได้ของแถมเช่นพวกซุ้มดอกไม้  เค้ก ห้องโรงแรม ฯลฯ อะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่จริงๆ งานนี้ก็ถูกอัพให้หลายอย่างแล้วค่ะอยากรู้ว่าเพราะอะไรต้องกลับไปอ่านเรื่อง ก่อนหน้านะคะ รีวิวงานแต่งงานแบบเรียบง่ายสไตล์ล้านนา (ตอนที่1)

นอกจากนี้ข้อเสียของโต๊ะจีนก็คือหากแขกที่ไม่รู้จักกันต้องมานั่งด้วยกันเค้าก็อาจจะรู้สึกไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ และบางคนจะมีการจองที่ไว้ให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จักของตนที่คาดว่าจะมา แต่ยังมาไม่ถึง คนที่มาถึงก็จะไม่สามารถนั่งได้ ต้องเปิดโต๊ะใหม่ ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดไว้แล้วก็ตามว่าโต๊ะหมายเลขนี้สำหรับแขกฝ่ายไหน บางทีก็ดูไม่ทั่ว เค้านั่งไปแล้วจะให้ลุกก็เป็นไปไม่ได้ ทีนี้แทนที่โต๊ะจะมีคนนั่งครบ 10 กลับกลายเป็นว่าบางโต๊ะก็มีเพียง 8 คนอะไรประมาณนี้ คนที่มาหลังๆ จริงๆ ถึงจะมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็ต้องแตกย่อยไปนั่งแซมๆ กับโต๊ะอื่นๆ อะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เจอในงานตัวเองทั้งหมดนะคะ แต่มารู้ตอนที่ไปงานคนอื่น (ซึ่งจัดขึ้นหลังจากงานตัวเอง) ว่ามันไม่ค่อยสะดวกสบายจริงๆ หากย้อนเวลากลับไปได้ ลูกบัวจะตัดสินใจจัดเลี้ยงแบบ buffet และให้มีการตั้งโต๊ะไว้สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีพนักงานคอยจัดเสริฟเพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกผู้ใหญ่จริงๆ ไว้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ลุกไปตักตามใจชอบน่าจะดีกว่า วุ่นวายหน่อยแต่ก็จะสนุกและเป็นกันเองไปอีกแบบ

เอาละค่ะ มาดูบรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงกัน คลาสสิคมากๆ

อยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ว่าการจัดงานที่นี่ และจัดแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ยังไง ... บอกไว้เป็นข้อมูลคร่าวๆ นะคะ หากสนใจแนะนำให้ติดต่อกับทางโรงแรมได้โดยตรงค่ะ เซลล์ที่นี่น่ารักกันทุกๆ คนค่ะ ไม่มีการเชิด หรือหยิ่งใส่ลูกค้าเหมือนบางโรงแรม งานลูกบัวเซลล์ที่ดูแลเรื่องให้ชื่อ คุณฟลุ๊คนะคะใจดี มีความรู้ และมืออาชีพมาก หากสนใจก็ติดต่อไปได้ค่ะ ไม่ได้ค่านายหน้าหรือค่าเชียร์อะไรทั้งนั้น แต่รู้สึกประทับใจเลยแวะมาบอกต่อสิ่งดีดี หากใครทำไม่ดี ก็ไม่แปลกที่เราจะตัดสินใจบอกต่อในสิ่งที่ไม่ดี ดังเช่นกรณีของร้านชุดแต่งงานที่เขียนไว้ในเรื่องก่อนๆ (ยังไงก็ฟังหูไว้หูเนอะ นี่ก็เป็นเพียงการรีวิวจากประสบการณ์จริงของบุคคลแค่หนึ่งคนเท่านั้นค่ะ)

เอาละ มาต่อกันค่ะ ค่าใช้จ่ายที่นี่จะคิดที่โต๊ะละ 11,000-15,000 บาทต่อโต๊ะ ตามแต่อาหารที่เราจะเลือก (โต๊ะละ 10 คนเฉลี่ยก็หัวละประมาณ 1,100-1,500 บาท) คนกรุงเทพมาอ่านก็คงตกใจว่าทำไมดาราเทวีโอเรียนเต็ลเชียงใหม่คิดราคาโต๊ะจีน ถูกจัง เพราะทางกรุงเทพเค้าจัดงานกันโรงแรมระดับนี้ก็แพงกว่านี้เยอะ ... แต่เอ่อที่นี่เชียงใหม่ราคาโต๊ะจีนโรงแรมทั่วไปจะอยู่แค่หัวละประมาณ 200-400 บาท หรือหากเป็นโรงแรมระดับห้าดาวเช่น แชงกรีล่า (เชียงใหม่) ก็อยู่ที่ราวๆ 600-700  บาท อันนี้บอกเป็นข้อมูลคร่าวๆ เผื่อการตัดสินใจค่ะ จะว่าแพงก็แพง จะว่าไม่แพงก็ไม่แพงนะคะ เพราะราคาของที่ดาราเทวีนี้รวมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วค่ะ ไม่มีการคิดค่าเช่าสถานที่ ไม่มีการคิดค่าเปิดขวด หรือค่าอะไรจุกจิก ดังนั้นต้องศึกษาดูดีดีค่ะ บางโรงแรมที่ราคาต่อหัวถูกนั้น อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ แอบแฝงเข้ามาอีก ... สำหรับลูกบัวถือว่าราคานี้ สำหรับที่นี่ ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

มาดูเค้กแต่งงานกันชัดๆ วันงานเห็นก็ชอบแล้วนะ แต่ก็ไม่มีเวลาดูแบบละเอียด พอมาดูจากรูปที่ได้มานี่ยิ่งรู้สึกชอบมากๆ ค่ะเป็นเค้กสไตล์เจ้าหญิงที่ลูกบัวให้ไอเดียไว้เลย ชอบและถูกใจมาก ดอกไม้และการตกแต่งรอบๆ ก็ค่อนข้างเป๊ะ ตามที่บอกไป

ภายในงานไม่มีการเล่นดนตรี หรือเปิดเพลงแจ๊ส เพลงป๊อบอะไรทั้งนั้น มีแต่วงสะล้อ ซอซึงบรรเลง ซึ่งทางเราจ้างมาต่างหากจาก "บ้านรักษ์ไทย" ที่เชียงใหม่ ราคาค่าจ้างมาเล่นในงานเฉพาะช่วงเย็น พร้อมกับสาวๆ ที่มาฟ้อนในงานช่วงเย็น (ต้องย้ำว่าช่วงเย็น เพราะช่วงเช้าเราก็ใช้สไตล์นี้เหมือนกันแต่ไม่ได้จ้างมาเพิ่มมันรวมอยู่ใน แพคเกจงานเช้า แต่งานเย็นจะไม่รวมค่ะ) ค่าจ้างอยู่ที่ 10,000 บาท ก็ประทับใจเช่นกัน หากใครสนใจก็ลองติดต่อไปได้ค่ะ หากให้ทางโรงแรมติดต่อให้ หรือใช้วงของทางโรงแรมจะแพงกว่านี้ แต่อันนี้ก็ต้องคุยกับทางโรงแรมกันดีดี ว่าเค้าจะยอมให้เราจ้างวงข้างนอกเข้ามาหรือไม่ งานของลูกบัวที่เค้ายอมให้ได้ เพราะจำนวนแขกของเราค่อนข้างเยอะแล้ว และจัดงานทั้งเช้า ทั้งเย็นที่เค้า ซึ่งก็จ่ายไปเยอะแล้ว อะไรที่พอหยวนได้เค้าก็หยวนให้ค่ะ

 

เตรียมมารำในงาน ภาษาเหนือเรียกว่า "ฟ้อน"

เอาละแขกเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงกันเกือบครบแล้วค่ะ ได้เวลาเราสองคนเตรียมตัวเข้าไปในงานแล้ว....ชุดเจ้าสาวเยอะมากมาย

หนักและเดินไม่สะดวกอย่างแรง ... ต้องขอบใจเพื่อนสาวที่มาคอยช่วยยกหาง อิอิ

ระหว่างที่พิธีกรในงานเค้าก็กล่าวต้อนรับ เกริ่นอะไรกับแขกข้างใน เราสองคนก็ยังอยู่ด้านนอกถ่ายรูปเล่นกันก่อน

 will you married me...i do i do อิอิ

ผนังอะไรก็ตกแต่งไว้อย่างสวยอ่ะ (ชอบไปซะหมดทุกอย่างเลยวุ้ย)

ภายในงานจะมีฟ้อนๆๆ เช่นฟ้อนร่ม =  ชีวิตมีแต่ความร่มเย็น ร่มรื่น

ทางเชียงใหม่นี้เค้าเรียกการแสดงชุดด้านล่างนี้ว่า ฟ้อนขันดอก ซึ่งความหมายก็เหมือนกับ รำอวยพร ของคนภาคกลางนั่นแหละค่ะ

การ แสดงนี่ไม่ได้ต่อเนื่องกันนะคะ จะแบ่งเป็นช่วง 3 ช่วงด้วยกัน แต่จำไม่ได้ละว่าช่วงไหนบ้าง เอารูปมาให้ดูในแต่ละช่วงละกันค่ะ มีทั้งบนเวที และด้านล่างเวที

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี (รองนายกรัฐมนตรี) ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี และกล่าวนำถวายพระพรค่ะ

กรุณางดวิจารณ์เรื่องการเมืองนะคะ เพราะนี่คือการรีวิวงานแต่งงาน ไม่ใช่งานกีฬาสีอะไร หากคุณมีผู้ใหญ่ที่เคารพ และท่านได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีคุณจะรู้สึกซาบซึ้งแค่ไหน ที่ผู้ใหญ่ระดับนี้ให้เกียรติมาร่วมงาน ลูกบัวกับคุณกฤชก็เช่นกันค่ะ ^^

ขอโชว์รูปเค้กแต่งงานกับบรรยากาศรอบๆ งานอีกครั้ง ดูดีเวอร์

ดื่มฉลอง

เกรงว่าจะยาวไป รูปและเรื่องราวเยอะเหลือเกิน ขอแบ่งไว้เขียนตอนต่อไปนะคะ ... พบกับพิธีลอดซุ้มกระบี่ ^^

ทิ้งท้ายไว้ด้วยรูปนี้จ้า

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รีวิวงานแต่งงานแบบเรียบง่ายสไตล์ล้านนา (ตอนที่1)

รีวิวงานแต่งงานแบบเรียบง่ายสไตล์ล้านนา (ตอนที่2)

 

โดย ลูกบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net