วันที่ อังคาร มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หัวหิน : พัฒนาการของสถานตากอากาศกว่าร้อยปี - ระยะเฟื่องฟู


ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร

ความเฟื่องฟูของหัวหินเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังไกลกังวลขึ้นในปี พ.ศ.  ๒๔๖๙ วังไกลกังวล เป็นวังส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร

โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จากพระคลังข้างที่  อยู่ห่างจากหาดหัวหินไปทางทิศเหนือประมาณ ๓ กิโลเมตร หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ  พระตำหนักต่าง ๆ ในวังไกลกังวล ได้แก่ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระตำหนักปลุกเกษม ตำหนักเอิบเปรมและตำหนักเอมปรีดิ์    

โดยมีวิศวกรชาวต่างประเทศเป็นผู้เดินทางไปควบคุมการก่อสร้างทุกเดือนโดยพักที่โรงแรมรถไฟดังปรากฏหลักฐานค่าใช้จ่ายประกอบด้วย “ค่าที่พัก ๔ บาท น้ำชาเช้า ๕๐ สตางค์ อาหารเช้า ๑ บาท ๗๕ สตางค์ อาหารกลางวัน ๒ บาท ๗๕ สตางค์ อาหารเย็น ๓ บาท” (กรรณิการ์ ตันประเสริฐ : เรื่องเดิม : ๑๗ )

รัชกาลที่ ๗  ทรงเรียก วังไกลกังวล ว่า สวนไกลกังวล และไม่ปรากฏหลักฐานเรื่องการยกวังไกลกังวลเป็นพระราชวังในหนังสือราชกิจจานุเบกษา จึงเรียกวังแห่งนี้ว่าวังไกลกังวลมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี การขาดแคลนน้ำในหัวหินเป็นปัญหาสำคัญ โดยปกติน้ำดื่มน้ำใช้ในวังไกลกังวลนำมาจากจังหวัดเพชรบุรีหรือปราณบุรี ทำให้มีหลักฐานว่าค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการประทับแรมที่หัวหินสูงยิ่งกว่าค่าใช้จ่ายเรื่องไฟฟ้า (กรรณิการ์  ตันประเสริฐ : เรื่องเดิม: ๓๑) การสร้างวังไกลกังวลแม้จะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจแก่ชาวท้องถิ่นเป็นอันมาก แต่ก็อาจสร้างความไม่พอใจแก่คนบางกลุ่ม จึงมีผู้ร้ายชุกชุมรบกวนการก่อสร้าง แม้จะมีการจ้างแขกยามเฝ้าทรัพย์สินเป็นเงินเดือนละ ๓๕ บาท

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน
(พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกุลฉัตรชัย)

เจ้านายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหัวหินขณะสร้างวังไกลกังวล คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกุลฉัตรชัย) สร้างตลาดฉัตร์ไชยบนที่ดินพระคลังข้างที่ โดยทรงออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน ๗ โค้ง หมายถึงสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๗  ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้ามีลักษณะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตลาดโล่ง  อากาศถ่ายเทสะดวก และถูกสุขลักษณะที่สุดในขณะนั้น

ชื่อตลาดนำมาจากพระนามเดิมของพระองค์  การสร้างตลาดฉัตร์ไชยทำให้หัวหินเจริญเติบโตขึ้นเป็นสถานตากอากาศหรูหราและมีชื่อเสียงที่สุด  แต่มีสิ่งที่น่าแปลกประการหนึ่งคือ ข้อมูลจากเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งเล่าว่า กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินไม่ทรงมีที่ดินในหัวหินเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้อาจ สะท้อนให้เห็นว่าทรงปฎิบัติราชการด้วยหลักธรรมาภิบาลและไม่ทรงมีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานมายังหัวหินอยู่เนือง ๆ  เอกสารทางการรัชกาลที่ ๗ ระบุว่า ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ชาวพระนครและชาวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวหัวหินถึงราว ๑๐,๐๐๐ คน  ปีถัดมา (พ.ศ. ๒๔๗๒ ) ชาวพระนครและชาวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวหัวหินเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐,๐๐๐ คน (กรรณิการ์ ตันประเสริฐ : เรื่องเดิม: ๕)

ยุคที่ ๓  .จากยุคคณะราษฎรถึงยุคปริศนาพาฝัน  (พ.ศ.๒๔๗๕ - ๒๕๑๐)

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕  กระแสต่อต้านเจ้ารุนแรงมาก หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่า

“...หัวหินกลายเป็นที่ชุมนุมชนทุกชั้น มีตั้งแต่คณะรัฐมนตรีใหม่และพระยามโนฯ นายกรัฐมนตรี พระยาศรีวิศาลวาจาและนายประยูร ภมรมนตรี ออกไปอยู่ตามหัวเมือง พวกทหารโดยมากไม่มีงานทำ ในหลวงจึงทรงพระดำริจะจับจองที่ว่างทางหลังเขา แบ่งเป็นผืน ๆ ให้พวกเหล่านี้ปลูกปอ และจะทรงลงทุนทำโรงงานทำกระสอบข้าวเล็ก ๆ ขึ้นในแถวนั้น โปรดให้กรมพระกำแพงฯ ไปติดต่อกับทางบริษัทในเมือง Manila ยังไม่ทันเป็นผลสำเร็จในหลวงก็ถูกกล่าวหาว่าทำทางไว้จะหนีไปเมืองพม่า

พวกผู้ดีสมัยใหม่ก็ enjoy ไปตากอากาศที่หัวหิน จนถึงมีรถไฟพิเศษลดราคาสำหรับให้คนไปเที่ยวแน่น ๆ ในวัน weekend และพวกเราที่ถูกเตะออกไปใหม่ ๆ  ก็เป็นตัวแมลงสำหรับคนเหล่านี้ไปเดินผ่านดูด้วยความเยาะเย้ยต่าง ๆ บางคนก็ยังรู้จัก บางคนก็แกล้งไม่รู้จัก คำว่า “เสรีภาพ” “เสมอภาค” “ภราดรภาพ” เป็นสิ่งที่มึนเมาอย่างน่าสะพรึงกลัว ครั้งหนึ่งหม่อมเจ้าทองเติม ทองแถม ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นรถไฟนั่งมาทางกรุงเทพฯ มีชายคนหนึ่งเข้าไปนั่งข้าง ๆ แล้วเหยียดตีนไปที่หัวเข่าและหัวเราะพูดว่า “ไหนลองเหยียดตีนใส่เจ้าดูสักที” พี่ทองเติม (our cousin) ตอบว่า ‘ได้ แต่อย่าให้ถูกตัวฉันก็แล้วกัน ถ้าถูกจะตบหน้าให้ดูว่าเขาปราบกิริยาชั่วกันอย่างไร’ ชายผู้นั้นก็เลยทำหน้าแหย ๆ แล้วลุก ๆ ไป...” (ม.จ.พูนพิศมัย  ดิศกุล : ๒๕๔๖ : ๖๘-๖๙)

หม่อมเจ้าทองเติม ทองแถม

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุลเล่าว่า กระแสต่อต้านเจ้าทำให้หัวหินมีคนแปลกหน้าซึ่งตอนหลังทรงสืบได้ว่าเป็นพวกนักเรียนกฎหมายเดินเล่นทุกหนทุกแห่ง พลอยทำให้ราษฎรในหัวหินแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ

“...พวกผู้ใหญ่ยังมาหาเจ้าและคอยบอกเหตุการณ์แต่พวกหนุ่ม ๆ เปลี่ยนกิริยาเป็นแบบเสรีภาพเที่ยวเดินตรวจดูทั้งทางหน้าบ้านหลังบ้านตามสบาย ถ้าเห็นพวกสาว ๆ ก็ทำท่าทางจะเกี้ยวไปทุกหนทุกแห่ง...” (ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล : เรื่องเดิม: ๗๕)

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุลบันทึกถึงพฤติกรรมจาบจ้วงของกลุ่มต่อต้านเจ้าว่า

“เย็นวันหนึ่งในหลวงทรงพระดำเนินเล่นตามชายหาดทางโฮเต็ล ราษฎรหาบของกินขายจำได้ก็วางหาบลงนั่งถวายบังคม ในหลวงตรัสทักว่า ‘ขายอะไร?’ ยายคนนั้นดีใจพนมมือทูลตอบ พอเสด็จเลยไปนิดเดียวก็มีชายหนุ่ม ๒ คนแวะเข้าไปขู่ถามยายคนขายของนั้นว่า ‘หน้ายาวขึ้นไหมที่ในหลวงพูดด้วยน่ะ ?’ ยายคนนั้นตอบว่า ‘ธุระอะไรของมึง’ วันรุ่งขึ้นแกก็มาเล่าให้เราฟังว่า มันแต่งตัวกางเกงสั้นใส่เสื้อขาว มีผ้าเช็ดหน้าเหลืองโผล่ที่กระเป๋าเสื้อทั้ง ๒ คนและยังมีพวกใส่หมวก beret สีน้ำเงินอีกพวกหนึ่งที่รู้กันดีว่าเป็นพวกเกลียดเจ้า...” (ม.จ.พูนพิศมัย  ดิศกุล : เรื่องเดิม : ๗๕)

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล

ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๗) รัฐบาลพยายามปรับปรุงสังคมไทยให้มีวัฒนธรรมทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เช่น มีการออกรัฐนิยม ซึ่งประกอบไปด้วยการปลูกฝังวัฒนธรรมทั้งด้านภาษา การแต่งกาย  ทรงผม  กิริยา มารยาทและอื่น ๆ  ทำให้ผู้หญิงต้องแต่งกายด้วยกระโปรงกับเสื้อเข้าชุดกัน สวมหมวก เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบนกับผ้าคาดอก ผู้ชายใส่เสื้อนอกเสื้อในครบชุด สวมหมวกและเปิดหมวกโค้งคำนับทักทายผู้ใหญ่เห็นชินตาที่โรงแรมรถไฟหัวหิน

ผู้มีฐานะและคนชั้นสูงนิยมเดินทางไปพักผ่อนตามชายทะเล แม้แต่หม่อมเจ้าพจน์ปรีชา พระเอกในนิยายรักอมตะเรื่อง “ปริศนา” ของ ว.ณ. ประมวลมารค (พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต) ก็ทรงมีตำหนัก “มโนรมณ์” ที่หัวหิน  ครอบครัวของปริศนาไปพักบังกะโลของกรมรถไฟหลวง ความรักของ “ท่านชายพจน์กับปริศนา” ท่ามกลางฟองคลื่นและหาดทรายสีขาวละเอียดโดยมีเสียงเพลง “หัวหินสิ้นมนต์รัก” กังวานก้องห้องเต้นรำของโรงแรมรถไฟ (เพลง “หัวหินสิ้นมนต์รัก” แต่งโดยไสล ไกรเลิศ บันทึกเสียงครั้งแรกพ.ศ. ๒๕๐๔  ขับร้องโดยสุเทพ วงศ์กำแหง)

 

 ว.ณ. ประมวลมารค หรือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

หญิงสาวที่ไปหัวหินมักนุ่งกางเกงขาสั้น ชุดว่ายน้ำ แต่งหน้า ทาปากและแก้มสีแดงชาด ทำผมหยิกเป็นลอน จนมีชายหนุ่มมาเกี้ยวพาราสีและตกหลุมรัก จึงมักได้ยินคำถามว่า สุภาพสตรีคนนั้นคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีชาติตระกูลเป็นอย่างไรเพราะหนุ่มสาวที่จะไปเดินเล่นที่ชายหาดหัวหินได้ต้องว่าจัดเป็นคนมีชาติตระกูล  โรงแรมรถไฟซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง คือ ค่าที่พักและค่าอาหารรวมวันละ ๓๐ บาท ขณะนั้นข้าราชการระดับเจ้าพระยามีเงินเดือน ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท ส่วนข้าราชการผู้น้อยมีเงินเดือนเพียงเดือน ๆ ละ ๕๐ บาท

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔ -๒๔๘๘) หัวหินมีบรรยากาศซบเซาเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย แต่เจ้านายและคหบดีซึ่งมีที่พักถาวรต่างพากันมาหลบพักที่หัวหินเป็นแรมปี หลังสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ไม่นาน หัวหินกลับได้รับความนิยมอีกครั้งเรียกว่า “ยุคคลั่งไคล้หัวหิน Hua Hin Fever” (ระหว่างพ.ศ.๒๔๙๐ –๒๔๙๒ ) ชาวกรุงเทพฯในวงสังคมทันสมัยต่างพากันไปพักที่บ้านตากอากาศของครอบครัวหรือที่โรงแรมรถไฟ

ช่วงนี้เริ่มมีการสร้างโรงแรมและตึกแถวรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้มีการสร้างโรงแรมหน้าตลาดฉัตร์ไชย เป็นต้น นิยายเรื่อง พล นิกร กิมหงวน ตอน มนต์รักที่หัวหินของ ป. อินทรปาลิต กล่าวถึงค่านิยมสมัยนั้นว่า

"...ส่วนประเภทมีสตางค์หน่อย พอนึกจะไปตากอากาศ ก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วขึ้นรถไฟตรงไปหัวหินทีเดียว  ไปถึงที่นั่นหาโรงแรมถูก ๆ พักเล่นข้างแกงตามตลาด เดินย่ำต๊อกวางมาดชายทะเลทุกเช้าเย็น แต่งตัวให้ภูมิฐานหน่อย อยู่ที่หัวหินสักหนึ่งอาทิตย์พอผิวเนื้อถูกแดดดำคล้ำก็กลับกรุงเทพฯ พบหน้าใคร ๆ ก็คุยอวดว่า ไปตากอากาศที่หัวหินกลับมา โรงแรมรถไฟที่นั่นสบายมาก สนามกอล์ฟงดงาม อาหารแพงหน่อย เพื่อนฝูงไม่รู้ความจริงก็เลยนับถือ เรื่องมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ไม่ใช่ผมมดเท็จพูด ในวงสังคม ถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งพูดว่า เขาไปหัวหินกลับมา ก็รู้สึกว่าเป็นของโก้เก๋เหลือเกิน.."  พ.ศ.๒๔๙๓ ผู้ที่มีรถยนต์ก็สามารถไปเที่ยวหัวหินได้อย่างเป็นส่วนตัว 

 

ป. อินทรปาลิต

ทางหลวงหมายเลข๔ ถนนเพชรเกษมสร้างเสร็จแล้ว แต่รถยนต์ยังมีราคาแพงทำให้คนรวยยังเป็นผู้นำของการไปเที่ยวหัวหินและนำวัฒนธรรมการเดินเล่นยามเช้า (Morning walk) ไปด้วย (เดินจากประตูน้ำไปราชดำริและเพลินจิตเพื่อไปดื่มกาแฟ และรับประทานปาท่องโก๋ (หรือ อิ้วจาก้วย)  โจ๊กไก่ หรือต้มเลือดหมู )  เนื่องจากมีการตัดถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนวิทยุและถนนราชดำริ ดังนั้นทุกเช้าจะเห็นนักท่องเที่ยวตากอากาศเดินทักทายคนรู้จักตามชายหาด แล้วก็ไปหาโจ๊ก หรือกาแฟและไข่ลวกรับประทาน  กลายเป็นกิจวัตรยอดนิยมที่ส่งผลให้ “ร้านกาแฟเจ๊กเปี๊ยะ” ขายดี (สุกัญญา  ไชยภาษี : ๒๕๕๑ :๑๐)

พาหนะที่ใช้ทั่วไปในหัวหิน คือ รถสามล้อถีบ ซึ่งก่อนหน้านั้นแม้แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯทรงตรวจงานการสร้าง “สวนไกลกังวล” ก็ยังทรงประทับอย่างผ่อนคลายพระอิริยาบถบนรถสามล้อแบบที่เรียกในปัจจุบันว่า “รถซาเล้ง”

ยุคที่ ๔ พ.ศ.๒๕๑๐ -ปัจจุบัน

ความซบเซาของหัวหินเกิดขึ้นหลังการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔ -  ๒๕๐๙ ) ทำให้มีการตัดถนนทั่วประเทศ  นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น ประกอบกับมีสถานที่พักตากอากาศแห่งใหม่เกิดขึ้น เช่น สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ชายหาดบางแสนและพัทยา จังหวัดชลบุรี และการสร้างถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดตราด  ผู้คนจึงเดินทางไปเที่ยวทางตะวันออกของอ่าวไทยกันมาก  เป็นเหตุให้หัวหินเงียบเหงาลง โรงแรมรถไฟประสบภาวะขาดทุนต้องให้เอกชนเข้ามาบริหารกิจการ ทำให้สถานตากอากาศหัวหิน-ชะอำเสื่อมความนิยมลงไปกว่ายี่สิบปี 

จวบจนปัจจุบัน หัวหินกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากความโดดเด่นทางด้านประวัติศาสตร์และกลิ่นอายของอดีตที่ผสมผสานกับบรรยากาศการท่องเที่ยวสมัยใหม่ อาทิ การจัดเทศกาลแจ๊สเฟสติวัล (Jazz Festival) การสร้างร้านอาหารเพลินวานเพื่อเลียนแบบวิถีวัฒนธรรม

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net