วันที่ อังคาร มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ให้..ความรัก..ช่วยนำทาง...นะคะ


 

วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริง เทอมสุดท้ายช่วงปลายปีนี้

เจ้าลูกสาวจะต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.๑

สำหรับเด็กที่สอบได้คะแนนอันดับ ๑-๑๐๐ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องห่วงค่ะ

แฟ้มสะสมงานไม่ต้องมีก็ได้

.

.

.

แต่สำหรับเจ้าลูกสาวตัว(ไม่)น้อยของนรอง

เธอบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่า

"แม่คะอย่าคาดหวังกับหนูมากนะคะ ถ้าผิดหวังเดี๋ยวแม่จะเสียใจ หนูไม่อยากทำให้แม่เสียใจ"

ก็ไม่อยากกดดันลูกค่ะตอบลูกว่า

"หากหนูทำเต็มที่ สอบได้ที่เท่าไร แม่ไม่เสียใจหรอกค่ะ"
 

เด็กเข้าสอบแต่ละครั้งพันสองพันคน ไม่ได้หวังว่าเธอต้องเป็นหนึ่งในร้อย

แต่ถ้าหนึ่งในสามร้อยค่อยพอมีหวังค่ะ

.

.

.

สำหรับเด็กที่สอบได้อันดับที่ ๑๐๑ ขึ้นไป

จะต้องมี "แฟ้มสะสมงาน" หรือ "Portfolio"

ส่งให้ทางโรงเรียนใช้ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อ

ตอน ป. ๕ เธอทำเกรดเฉลี่ยได้ ๓.๕๒

คะแนนสอบเข้า ม.๑ เธอก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้นะ

ยังมีอีก  ๑๐๐ คะแนน จากแฟ้มสะสมงาน ซึ่งงานนี้ผู้ปกครองช่วยลูกได้ แม่จะทำให้เต็มที

แม่เอาใจช่วยเจ้า..นะจ้ะ..ฟ้าใส

 

"แฟ้มสะสมงาน"

ยังทำไม่เสร็จเลยค่ะ แต่เก็บเอาไว้ก่อน ค่อยทำต่ออีกครั้งในวันว่าง

ขอเก็บภาพวัยละอ่อนของลูกทั้งสองมาอัพบล็อกก่อน

ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้กับ

"คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังช่วยกันเลี้ยงดูลูกน้อย"

 

ขอให้เชื่อมั่นนะคะ

สัญชาติญาณของความเป็น "แม่" และ "ความรัก" ของแม่ที่มีต่อลูก

จะช่วยให้ "แม่" นำพา "ลูก" ผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปได้

ต้องเชื่อใจตัวเองนะคะว่าเราทำได้

แล้วเราก็จะผ่านไปได้

"เป็นกำลังใจให้"

นะคะ

.

.

.

 

การดำเนินชีวิตในเมืองกรุง

ด้วยวิถีชีวิตแบบ "ครอบครัวเดี่ยว"

แม้ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นนัก

นรองมีลูกน้อยสองคนวัยใกล้เคียงกัน

เป็นพ่อแม่ที่ต้องทำงานประจำและต้องเลี้ยงลูกเอง

 ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

เป็นงานที่หนักเอาการ แต่ก็สุขใจมากมายพอกัน

เคยจ้างพี่เลี้ยงเด็ก...แต่...ลูกเรา...ให้ใครเลี้ยงก็ไม่เท่าเราเลี้ยงเอง

 เหนื่อยหน่อยค่ะ...แต่สบายใจกว่ากันเยอะ

.

.

.

พาย้อนอดีตไปดูลูกน้อยสองคนของนรองกันนะคะ


 

รู้สึกสุขใจตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่า มีเจ้าตัวน้อยมาซุกตัวนอนอยู่ในท้อง

จึง ลด ละ เลิก ทุกพฤติกรรมที่จะทำให้เจ้าเจ็บ  เพิ่มทุกอย่างและทำทุกวิธีที่จะทำให้เจ้าแข็งแรง 
 

 

ลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง ?

เป็นคำถามที่อยู่ในใจตั้งแต่วันนั้นและถามคุณหมอเรื่อยมาตลอดระยะเวลา ๙ เดือน

จนกระทั่งวันคลอด ก็ยังรอฟังคำคุณหมอบอกอีกครั้ง

"ลูกแข็งแรงสมบูรณ์ครับ"

แค่นั่นล่ะ...แม่ก็หลับตานอนพักด้วยความโล่งใจ

 

 

  ลูกทั้งสองคลอดแบบธรรมชาติที่ "โรงพยาบาลรามาธิบดี"

ตอนคลอดคนโตนอนพักห้องพิเศษ เงียบมาก ทั้งเหงา ทั้งกลัว

พอคนที่สองขอพักห้องรวม สดชื่นกว่ากันเยอะ

เพราะมีคุณแม่เตียงข้างๆ ชวนพูดคุย

ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การเลี้ยงลูกไปด้วย

สดชื่นอีกมากมายค่ะ ในวันที่ออกจากโรงพยาบาล

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นไม่ถึงสี่พันบาท

(แต่ตอนนี้คงจะเปลี่ยนไป)

 

 

เลี้ยงลูกด้วย "นมแม่" ดีที่สุด

 ทำให้ลูกมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยเจ็บป่วย  จะพาลูกไปพบหมอก็เฉพาะตอนที่ฉีดวัคซีนเท่านั้น

 

 

แข็งแรง เลี้ยงง่าย โตไว ไม่งอแง

 

 


"ฟ้าใส"
 ในโลกกว้างใบใหญ่ เธอเป็นเด็กร่าเริงและสดใส

ทำให้คนรอบข้างชื่นใจเมื่อได้เห็นหน้าเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ลายไทย"..พี่ชายเจ้าก็ทั้งรักทั้งหวงและห่วงน้อง 

 

ในช่วงแรก

ใช้บริการพี่เลี้ยงเด็ก

แต่ก็ต้องพบกับหลายปัญหาเกี่ยวกับพี่เลี้ยง

มีครั้งหนึ่ง พี่เลี้ยงหยุดกระทันหัน งานเราก็หยุดไม่ได้

ก็เลยต้องเอาเจ้าตัวน้อยไปที่ทำงานด้วย เอาเธอใส่กล่องกระดาษแอบวางไว้ใต้โต๊ะ

(เป็นหัวหน้างาน เอาลูกเล็กมาเลี้ยงในที่ทำงาน ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนัก แต่ครั้งนี้จำเป็น จึงไม่อยากให้ประเจิดประเจ้อเกินไป)

แม่ทำงานด้วยความสบายใจ ฟ้าใส เธอก็เป็นใจ ไม่โยเยแม่สักนิด

จนกระทั่งเลิกงาน...เฮ้อออออ...ผ่านไปได้อีกหนึ่งวัน

ยังมีอีกมากมายหลากหลายปัญหาค่ะ

แต่เชื่อเถอะค่ะว่า

"ทุกปัญหาย่อมมีทางออก"

  

  

 เลี้ยงลูกเล็กในช่วงวัยก่อนจะเข้าเรียนชั้นอนุบาล

เหมือนงานยกหินก้อนใหญ่ ทั้งเหนื่อยงาน ทั้งต้องเลี้ยงลูก

พ่อกับแม่จึงต้องใช้ความอดทนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

ต้องระวังเรื่องอารมณ์ให้ดี

มิฉะนั้นอาจเกิดการปะทะเปรี้ยงปร้างกันได้ง่ายๆ  

 

 

แต่พอลูกเริ่มเข้าโรงเรียน

ก้อนหินก็เริ่มเล็กลง พ่อแม่ก็เหนื่อยน้อยลง

 

 

ด้วยความจำเป็น

ด้วยไม่อยากให้ลูกต้องอยู่กับพี่เลี้ยงเพียงลำพัง

ฟ้าใส..จึงต้องเข้าโรงเรียนไวกว่าที่คิด

เธอเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กตอนอายุได้เพียงขวบครึ่ง

สองพี่น้องจึงต้องออกจากบ้านพร้อมกับพ่อแม่ที่ต้องเดินทางไปทำงาน

หกโมงเช้าถึงประตูโรงเรียน หกโมงเย็นออกจากประตูโรงเรียน ใช้โรงเรียนคุ้มจริงๆ เลย

 

 

ทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมาเธอก็อยู่กับคุณครูที่โรงเรียนแล้ว

นรองจึงไม่ค่อยพบปัญหาลูกร้องไห้ โยเย ไม่ยอมไปโรงเรียน

 

 

 ข้อดีของการพาลูกไปเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กที่โรงเรียน

เธอสวดมนต์ไหว้พระ ร้องเพลงชาติได้

จับดินสอ วาดภาพ ได้คล่องขึ้น

ไม่ติดแม่มากนัก ทั้งมีมนุษย์สัมพันธ์ เข้ากับผู้อื่นได้ดีอีกด้วย

ถ้าหากพ่อแม่มีความจำเป็นจะต้องให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง

เลือกโรงเรียนให้ลูก แล้วพาลูกไปโรงเรียนเลยค่ะ ดีกว่าแน่นอน

 

 

เธอเป็นเด็กที่มีความอดทนค่ะ

น่ารัก น่าเอ็นดู ว่านอนสอนง่าย  เธอจึงได้รับ "ความรัก" มากมาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

สามปีผ่านไปไวมากค่ะ 

พอลูกเข้าเรียนชั้นอนุบาล เค้าก็เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

 

 

แต่ครอบครัวเราก็ยังต้องแข่งกับเวลาเช่นเดิม

กิจกรรมบนรถตอนเช้า

สองมือพ่อขับรถ สองมือลูกตักข้าวกิน สองมือแม่ทำผมลูก

รถจะหยุดหรือจะไปต่อก็ไม่หวั่น อย่างไรลูกก็ต้องไปโรงเรียนทันแน่ๆ 

และนั่นก็ทำให้แม่ลูกมีความสามารถเพิ่มขึ้น

ลูกกินข้าวบนรถโดยไม่หก แม่เปียผมสองข้างได้ไวแถมเนียบด้วย

พอถึงโรงเรียน ลูกๆ อิ่มมื้อเช้า แม่ทำผมให้ลูกสาวเสร็จพอดี

ลูกเข้าโรงเรียน พ่อแม่ไปทำงาน

ตั้งใจเรียนนะคะลูก...เย็นนี้พบกันจ้ะ

นี่ล่ะค่ะ...ชีวิตคนกรุง

 

 

พอถึงวันที่่ลูกได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของทางโรงเรียน

พ่อแม่ทั้งตื่นเต้น ทั้งเป็นสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

  

 

สองพี่น้องกลายเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงปัจจุบัน

แม้จะต้องตื่นนอนตีสีตีห้าแล้วกลับถึงบ้านสี่ห้าทุ่ม

เธอบอกว่า "หนูไหวค่ะ" แต่สภาพตอนกลับมักจะเป็นแบบนี้ค่ะ  

 

 

ถ้อยคำที่คอยพร่ำสอนลูกทุกเช้าค่ำ

เป็นพี่ต้องคอยดูแลน้อง เป็นน้องก็ต้องเชื่อฟังพี่

เวลาลูกทั้งสองทะเลาะกัน แม่จะต้องไถ่ถามให้ได้ความ

ใครผิดต้องยอมรับผิด

ผู้กระทำต้องขอโทษ  ผู้ถูกกระทำต้องให้อภัย

อีกสิ่งที่สำคัญ

"ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น"

 

 

  กว่าจะเลี้ยงลูกทั้งสองได้ตัวโตเท่านี้

เหนื่อยมั๊ย ... ?

เหนื่อยมาก .. แต่ .. สุขมากกว่า

 

.

.

.

.

ก็แม่ถนัดงานกิจกรรมนี่คะ ลูกสาวจึงเดินรอยตาม ลองคลิกไปชมค่ะ

  

 

.

.

.

ทั้งคู่ก็โตพอช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้างแล้วค่ะ

  

ปิดเทอมที่ผ่านมา

พ่อแม่ต้องไปทำงาน พี่ชายก็เปิดเทอมก่อน

 ฟ้าใสอยู่ในบ้านคนเดียว มีเครื่องดนตรีเป็นเพื่อน หันซ้ายเจออูคูเลเล่ หันขวาเจอกีตาร์

หนูก็เลยคว้า..กีตาร์..ขึ้นมาตีคอร์ด

ผ่านไป ๑ เดือน หนูก็เริ่มตีคอร์ดกีตาร์เป็นเพลง แม้จะยังเพี้ยนไปบ้าง

 แต่เป็นบทเรียนที่ดีมากๆ เพราะลูกได้เรียนรู้ได้ฝึกฝนด้วยตนเอง

 

 

.

.

.

วันหยุดไม่ได้พาลูกไปเรียนพิเศษ

แต่สนับสนุนให้ทำทุกกิจกรรมที่ลูกชอบ

แล้วลูกก็ชอบหลายอย่าง

ลูกก็เลยเป็นแบบนี้ค่ะ  

  

ตอนนี้ลูกทั้งสองเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้วค่ะ อนาคตจะเป็นอย่างไรยังไม่อาจรู้

แต่ทุกวันนี้ลูกทั้งสอง ห่วงใย ใส่ใจ พ่อแม่ เหมือนกับที่เรา ทะนุถนอม เอาใจ ใส่ใจลูก

เจ้าลูกชายบอก "รักแม่นะครับ" เช้าเย็น แถมหอมแก้ม นวดเท้าให้แม่ก่อนนอน

ก่อนจะหลับเจ้าลูกสาวยังคอยบอก "ฝันดีนะคะแม่"

แค่นี้แม่ก็สุขล้นใจแล้วจ้ะ

 

ชีวิตครอบครัว

จะต้องพบทั้งทุกข์และสุข

ราบรื่นลื่นไหลบ้าง ติดขัดหกคะเมนตีลังกาบ้าง

แต่หน้าที่หลักของพ่อกับแม่ คือ ดูแลลูก

ไม่ว่าจะต้องพบอีกกี่ปัญหา เล็กใหญ่แค่ไหนก็จะต้องฝ่าไป

เพราะ "ลูก คือ แก้วตา ดวงใจ" ของเรา

"พ่อแม่ทะนุถนอมหัวใจลูกเช่นไร ลูกย่อมทะนุถนอมหัวใจพ่อแม่เช่นนั้น"

 ดูแเลกันและกัน

ให้...ความรัก...ช่วยนำทาง

..นะคะ..

 

 

เป็นกำลังใจให้กับ "พ่อแม่มือใหม่ทุกท่าน" ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อยด้วยตัวเอง

สู้ๆ...ค่ะ

ประเดี๋ยวเดียวเค้าก็โต....แป๊บเดียวเองค่ะ
 

 

    

"ความรัก"

บทเพลงอันทรงคุณค่า

คำร้อง - บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ จากเรื่องเวนิสวาณิช

ศิลปิน - แนน สาธิดา พรหมพิริยะ บรรเลงดนตรี - ทฤษฎี ณ พัทลุง  ทำนอง - สง่า อารัมภีร์

ขอบคุณพี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ที่นำเพลงนี้มาประกอบในละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรัชชานนท์

ช่างเป็นผู้กำกับที่ละเมียดละไมจริงเชียวผู้ชมอิ่มทั้งละคร อิ่มทั้งเพลงประกอบค่ะ

ขอบคุณศิลปิน ขอบคุณผู้บรรเลงดนตรี ขอบคุณผู้สร้างทำนองเพลง

ทุกอย่างงดงามเหลือเกินค่ะ

 

 
ขอขอบคุณ "โอเคเนชั่น" พื้นที่แห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน 

 ขอขอบคุณทุกท่าน

ที่แวะมาเยี่ยมชมและเป็นคอยกำลังใจให้เสมอ  

 _/\_ ขอบคุณมากค่ะ _/\_  

    

 

 

โดย นรอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net