วันที่ พุธ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นครตักกสิลา มหาวิหาร “พระเมรุ” พุทธมหาวิทยาลัย พระใหญ่แห่ง “เมืองพระธม”


             ท่านที่เดินทางผ่านเมืองนครปฐมตามเส้นทางถนนเพชรเกษม คงเคยสังเกตเห็นซากก่ออิฐของสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ดูทรุดโทรม ที่ตรงมุมหนึ่งของสี่แยกใกล้กับตลาดทุ่งพระเมรุ (ตั้งเซี่ยฮวดเอื้ออาทร) ตรงที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมดูร่มรื่นและมีรั้วล้อมโดยรอบ

            ซากอาคารอิฐที่เห็นเป็นเนินดินสูงนั้น เป็นที่คุ้นตามาหลายสิบปี เรียกกันตามชื่อที่ตั้งกันในยุคปัจจุบันว่า “วัดพระเมรุ” (Phra Meru Monastery) ซึ่งเป็นชื่อที่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชทานไว้ จากเหตุที่ชาวบ้านเล่าขานกันมาว่าเป็นซากฐานพระเมรุมาศของกษัตริย์โบราณ ตั้งอยู่กลางทุ่งกว้างขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” โดยรอบไม่เห็นมีซากอาคารอิฐอยู่ใกล้เคียง 

ซากเนินดินสูงที่ตั้งของ “วัดพระเมรุ” หรือ “วิหารแห่งทุ่งพระเมรุ” มุมมองจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

แผนผังแสดงที่ตั้งของ “มหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ” ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากพระปฐมเจดีย์มาทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร

           ซากของเนินดินและอาคารก่ออิฐที่เห็นในวันนี้ อาจเป็นเพียงซากที่เหลืออยู่ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จากครั้งในอดีต จากเหตุแรกที่ผู้คนได้หายสาบสูญไปจากเมืองโบราณนครปฐม อาคารถูกปล่อยทิ้งร้างขาดผู้คนทำนุบำรุง แต่ก็ยังมีผู้คนจาริกแสวงบุญผ่านมาซ่อมแซมบูรณะ แต่เมื่อผ่านไปอีกหลายร้อยปี ส่วนยอดพังทลายลงมาเป็นกองอิฐ มีผู้คนในยุคอยุธยากลับเข้ามาขุดค้นเคลื่อนย้ายเอา “พระประธาน” องค์ใหญ่และองค์เล็กไปยัง “กรุงศรีอยุธยา” ศูนย์กลางอาณาจักรแห่งใหม่

 

ด้านบนสุดของซากอาคารก่ออิฐที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือฐานล่างของเจดีย์ประธานในอดีต

               ผ่านมาอีกหลายร้อยปี ผู้คนต่างยุคต่างสมัยเข้ามาขุดคุ้ยหาสมบัติมีค่าและโลหะที่เหลืออยู่ จนถึงช่วงรัชกาลที่ 4 มีการรื้ออิฐจำนวนมากไปสร้างพระปฐมเจดีย์  “พระประธาน” องค์ใหญ่ที่ยังดูสมบูรณ์ที่สุดอีกองค์หนึ่งในซากทับถมของกองอิฐกากปูน  พร้อมกับวัตถุโบราณ และลวดลายองค์ประกอบของอาคาร ก็ถูกเคลื่อนย้าย นำออกไปจากซากอาคารเก่าแก่กลางทุ่งพระเมรุแทบทั้งหมด

             อีกทั้งการก่อสร้างถนนสายเพชรเกษม ที่มีการรื้อเอาอิฐหินจากฐานอาคารและแนวกำแพงโดยรอบของซากอาคารที่ทุ่งพระเมรุ มาถมบดอัดเป็นถนน...เพื่อให้รถยนต์และผู้คนสัญจร

             ยังไม่นับก็ลักลอบขุดหาโบราณวัตถุในยุคหลังอีกนับครั้งไม่ถ้วน จนที่ตรงฐานของอาคารประธานมีรูโพรงขนาดใหญ่ ที่ถูกขุดเจาะหาสิ่งของล้ำค่ามาเป็นเวลายาวนาน นานจนกลายเป็นเรื่องเล่าขานตำนานปู่โสมเฝ้าทรัพย์  หรืออุโมงค์ถ้ำที่สามารถลอดทะลุไปยังรูบนเนินดินปนอิฐที่วัดธรรมศาลา

             เรียกว่าขุดกันจนลืม....ลืมกันไปเลยว่า นี่มันไม่ใช่ถ้ำนะ มันเป็น “รูโพรง” ที่ถูกขุดเข้าไปเพื่อขโมยของมีค่า สิ่งของ “พุทธบูชา” ในห้องกรุที่เก็บ “พระอัฐิธาตุ” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่

              ที่เหลือรอดมาให้ “หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์” และ “นายปิแอร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont)” จาก “สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ “ (École française d'Extrême-Orient (EFEO) ขุดค้นตามหลักวิทยาศาสตร์โบราณคดีในปี 2481 นั้น ก็อาจเรียกได้ว่า “แทบไม่มีหลักฐานสำคัญหลงเหลืออยู่ที่ตรงนั้นแล้ว” !!!!

 

 ภาพถ่ายเก่า ของการขุดค้นทางโบราณคดีในปี  2481 มองจากมุมทิศเหนือ

               ชิ้นส่วนของวัตถุโบราณจำนวนมาก ถูกนำมาวางประดับไว้รอบตัวองค์พระปฐมเจดีย์  “พระประธาน”ของ“อาคารก่ออิฐ” กลางทุ่งพระเมรุองค์หนึ่ง ถูกนำไปเป็นพระประธานในอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ อีกหลายชิ้นถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในอาคาร “พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑ์สถาน” ที่ตั้งอยู่บนลานประทักษิณฝั่งทิศตะวันออกของตัวองค์พระปฐมเจดีย์

 

พระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ ประธานในอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร 
ถูกขุดขึ้นมาจากจอมปลวกและเคลื่อนย้ายมาจากซากวิหารร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

พระพุทธศิลาขนาดใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ก็อาจถูกเคลื่อนย้ายมาจากซากวิหารร้างในคราวเดียวกัน

อาคารพระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑ์สถาน สถานที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 
ซึ่งหลายชิ้นที่วางอยู่ไม่รู้ที่มา ก็อาจถูกนำออกมาจากซากเนินวิหารร้างในอดีต

ธรรมจักรศิลา ด้านหน้าประตูทางเข้าพระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑ์สถาน ก็อาจถูกย้ายมาจากซากวิหารร้าง

ชิ้นส่วนแตกหักของธรรมจักรศิลาและลายปูนปั้นในศิลปะแบบทวารวดียุคพุทธศตวรรษที่ 13 - 14
ก็อาจถูกเคลื่อนย้ายมาจากซากวิหารร้างกลางทุ่งพระเมรุ

              ในครั้งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯ เสด็จมาที่เมืองนครปฐม ยังมีการขุดพบชิ้นส่วน ”คานพนักพิง” ของบัลลังก์ที่นั่ง เป็นรูปตัว “มกระ” คายสิงห์ ที่ซากของวิหาร และเมื่อนำไปต่อเข้ากับพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินตะกอนเนื้อละเอียดสีเข้ม (Bluish Limestone) นั่งห้อยพระบาทศิลาเขียว ที่วิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ ทางทิศเหนือของเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยาแล้ว ปรากฏว่าเข้ากันได้โดยสนิท จึงทรงเชื่อว่า พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทองค์นี้ ถูกขนย้ายมาจากซากวิหารเก่าแก่กลางทุ่งพระเมรุ ในช่วงต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

 

ชิ้นส่วนคานพนักพิงของพุทธบัลลังก์ ทำเป็นลวดลายตัว “มกระคายสิงห์” ขุดพบที่ซากวิหารร้างกลางทุ่งพระเมรุ 
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

 

พระพุทธรูป “อนาคตพุทธะ เมตไตรย” หินตะกอนเนื้อละเอียดสีเข้ม ประทับนั่งห้อยพระบาทแบบกรีก 
ถูกเคลื่อนย้ายไปจากซากวิหารร้างกลางทุ่งพระเมรุไปประดิษฐานไว้ที่วัดพระมหาธาตุกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ถูกเคลื่อนย้ายไปซ่อมแซมแล้วประดิษฐานในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ ในสมัยรัชกาลที่ 3

               ถึงจะถูกรื้อถอนทำลายมาหลายยุคสมัยจนแทบไม่มีหลักฐานหลงเหลือมากนัก แต่การขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2481 ได้พบหลักฐานสำคัญคือ ชิ้นส่วนแตกหักส่วนล่างของพระวรกาย ของ ”พระประธานศิลาขนาดใหญ่” ที่แสดงให้เห็นว่าอยู่ในท่า “ประทับนั่งห้อยพระบาท” ที่ตรงแกนกลางซากอาคาร เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถนำไปเชื่อมต่อ - โยงถึงซากชิ้นส่วนพระพุทธรูปประทับนั่งขนาดใหญ่ อีก 3 องค์ ที่วัดพระยางกงและวัดขุนพรหม นอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศใต้

 

ชิ้นส่วนพระเศียรของพระพุทธรูปประธานวิหารทุ่งพระเมรุ ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ยังวัดพระยากงในสมัยกรุงศรีอยุธยา 
ถูกทุบทำลายนำเอาส่วนพระเศียรมาขายต่อที่ร้านขายของเก่าย่านเวิ้งนครเกษม ถูกติดตามเอาคืนกลับมาได้ในปี 2501

ชิ้นส่วนของพระเศียร ถูกนำมาซ่อมแซมประกอบรวมกับชิ้นส่วนแตกหักอื่น ๆ ที่ได้จากวัดพระยากงและวัดขุนพรหม 
เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

                ชิ้นส่วนของพระพุทธรูปสลักหินประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ที่ขุดพบ ยิ่งแสดงให้เห็นร่องรอยของหลักฐานสำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่า “ซากอาคาร” กลางทุ่งพระเมรุนั้น เคยเป็นที่ตั้งของ “วิหาร”ขนาดใหญ่ที่มี “พระประธาน” ประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ จำนวน 4 องค์ และพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดเล็กที่มีรูปแบบทางศิลปะงดงามตาม “ขนบ” แบบแผนของคติความเชื่อแบบ “เถรวาท” ใน “วัฒนธรรมทวารวดี” ที่พบเพียงแห่งเดียวในภูมิภาค

             ซึ่งนั่นก็แสดงว่า “ซากวิหาร” บนเนินดินที่เราเห็นส่วนที่เหลืออยู่ในวันนี้ น่าจะมีความสำคัญมากกว่าที่เราเคยรู้ เคยเข้าใจ !!!

 

ชิ้นส่วนพระเศียรของพระพุทธรูปประธานวิหารทุ่งพระเมรุอีกชิ้นหนึ่ง ที่ถูกติดตามเอาคืนกลับมาในปี 2501

 

พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ ที่ซ่อมแซมบูรณะขึ้นจากจากพระเศียรและชิ้นส่วนที่พบ 
จัดแสดงอยู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

               ถึงเรื่องราวของซาก “วิหาร” ที่กลางทุ่งพระเมรุแห่งเมืองนครปฐมในวันนี้ จะไม่เหลือความน่าสนใจ ด้วยเพราะมันแทบจะไม่เหลืออะไรไว้ นอกจากเนินดินและซากอาคารก่ออิฐที่ดูเงียบเหงาวังเวง ภายใต้ความร่มรื่นของเงาไม้ใหญ่ แต่หากท่านได้อ่านเรื่องราวของ “วัดพระเมรุ” ใน Entry นี้จนจบแล้ว ท่านก็อาจจะมี “จินตนาการ” มองเห็นภาพที่ชัดเจน เมื่อกาลครั้งหนึ่ง ครั้งที่ “มหาวิหารแห่งตักสิลานคร” เคยอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ในยุคสมัยอันรุ่งเรืองของ “วัฒนธรรมทวารวดี” ที่เมือง “พระธม” แห่งนี้

 

 ฐานมุขซุ้มประตู ทางด้านทิศตะวันออก

บริเวณฐานมุขซุ้มประตู  ทางด้านทิศตะวันตก

                ร่องรอยหลักฐานเก่าแก่หนึ่ง ปรากฏใน “ตำนานพงศาวดารเหนือ” กล่าวถึงนครตักศิลาที่เมืองโบราณนครปฐม ไว้ว่า  ศุภมัสดุ พระพุทธศักราช 306 ปีกุน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงกษัตริย์เมืองตักกะสิลามหานครทรงพระนามชื่อ “พระยาสักรดำมหาราชาธิราช” ทรงอนุภาพมหิทธิฤทธิ......ให้ตั้งจุลศักราชไว้สำหรับกรุงกษัตริย์สืบไป”

               ชื่อของ “พระยาสักรดำมหาราชาธิราช” ของพงศาวดารเหนือ ไปสอดรับกับ “ตำนานเมืองนครไชยศรีและพระประโทณเจดีย์” ที่เล่าถึง “พระยาสกตามหาราช ผู้ครองเมืองตักกศิลามหานคร” ได้ตั้งจุลศักราชขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 1133 ”

 

สิงห์ปูนปั้น ที่ขุดพบจากซากวิหารทุ่งพระเมรุ ในปี 2481 – 2482  จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

                พงศาวดารเหนือกล่าวต่อว่า เจ้าผู้ครองตักกศิลามหานครสืบมาคือ “พระยากาวัณดิศเถร - พระยากาวัณดิศราช” (หรือกากะวรรณดิศราช) ได้ทรงขับไล่พวกพราหมณ์ให้ไปอยู่ที่เมืองละโว้ เมื่อปี พ.ศ. 1192  และในปี พ.ศ. 1199 ได้ทรงก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนหินที่บรรจุโทณะเอาไว้ แล้วให้นามว่า พระประโทณเจดีย์”

               “ พระพุทธศักราช 1002 ปี จุลศักราช 10 ปีระกา สัมฤทธิศก จึงพระยากาฬวรรณดิศราชบุตรของพระยากากะพัตรได้เสวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานครจึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลลงไปสร้างเมืองละโว้ได้  19 ปี ”

             ซึ่งหากเทียบเคียงตามเวลาของจุลศักราชและพุทธศักราชเข้าด้วยกันแล้วก็จะพบว่า ชื่อของ “พระยากาฬวรรณดิศราช” ในพงศาวดารเหนือ  กับชื่อของ หรือ “พระยากาวัณดิศราช” จาก ตำนานพระประโทณเจดีย์ นั้น ก็คือกษัตริย์องค์เดียวกันในปี พ.ศ. 1192

             และนามเมือง “ตักกสิลามหานคร” ที่ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมโบราณทั้งสองฉบับก็คือ “เมืองนครไชยศรี”  หรือ “เมืองนครปฐมโบราณ” นั่นเอง !!!

              หากชื่อของ “ตักศิลามหานคร” เป็นชื่อนามของเมืองนครปฐมในยุคโบราณ ก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ”มหานคร” ที่เคยเป็นศูนย์กลางของการศึกษา วิทยาการ ภูมิปัญญา อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากเมืองแม่ (Motherland) ที่ดินแดนโพ้นทะเล   

              เฉกเช่น “นาม” ของนคร “ตักษิลา (Taxila) ในแคว้นคันธาระ ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่จากยุคพระเวท ศูนย์กลางการศึกษาของผู้คนหลากหลายคติความเชื่อ ทั้ง “โซโรอัสเตอร์” (Zoroaster)  พราหมณ์ฮินดู เชนหรือพุทธศาสนา แหล่งรวมศิลปะ เทคโนโลยีและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการจากโลกตะวันตกทั้งวัฒนธรรมกรีก เปอร์เซีย หรือปาร์เธียน

              ชื่อของ “มหานครตักกสิลา” ในวรรณกรรมเก่าแก่ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “นาม” ของเมืองธรรมดาในยุคโบราณเมืองหนึ่ง แต่ในวรรณกรรมได้นำชื่อที่มีความหมายเดียวกับ”นครตักษิลา” ในแคว้นคันธาระ มาใช้เรียกเมืองนครปฐมโบราณ ที่ต้องเคยมีความสำคัญในลักษณะเช่นเดียวกัน

              นั่นคือ เมืองนครชยศรี (ไชยศรี) เคยเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ความรู้ วิทยาการ การค้าศิลปะและเทคโนโลยีของชุมชนอาณานิคมทวารวดี  !!! 

              ซากอาคารวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ ริมถนนเพชรเกษม ที่มีแผนผังอาคารซับซ้อน พร้อมพระพุทธรูปสลักหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค จึงอาจเคยเป็นที่ตั้ง “มหาวิทยาลัย” ในพระพุทธศาสนา ของนครตักศิลา แห่งทวารวดีก็เป็นได้ !!!

                แต่คงไม่ใช่จากหลักฐานเพียงแค่ “ชื่อ” ที่ปรากฏในวรรณกรรมโบราณ และรีบจับแพะชนแกะยกขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยสงฆ์” แห่งแรกของสุวรรณภูมิ มันคงต้องมีคำอธิบายที่มี “น้ำหนัก” สนับสนุนมากกว่านี้บ้าง

               จากการขุดค้นทางโบราณคดีและการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้งโดยกรมศิลปากร ได้แสดงให้เห็นแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสของซากวิหารทุ่งพระเมรุ ที่มีความกว้างยาวของฐานชั้นนอกประมาณ 70 x 70 เมตร แกนกลางเป็นสถูปก่ออิฐฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส รองรับชั้นหลังและยอดสถูป ที่ตรงกลางของผนังแกนกลาง(สถูป)ทั้งสี่ด้าน ทำเป็นช่องคูหา(ซุ้มจระนำ) ประดิษฐานพระพุทธรูป “ประทับนั่งห้อยพระบาท” (ท่าปรลัมภาปทาสนะ) ขนาดใหญ่ ที่สลักขึ้นจากหินแปรเนื้อแกร่งที่เรียกว่า “หินควอร์ตไซต์” (Quartzite) จำนวน 4 องค์ พระหัตถ์ขวาทำท่ามุทรา (กรีดนิ้ว) แสดงธรรม – สั่งสอน (วิตรรกมุทรา – Teaching) พระหัตถ์ซ้ายทำมุทราประทานพร (วรทมุทรา) หันหลัง (พระปฤษฎางค์) ให้กับผนังของฐานพระสถูป

 

พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ ประธานของมหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุอีกองค์หนึ่ง 
ประดิษฐานบนลานชั้นลดด้านทิศใต้ของพระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร

 ทางเดินรอบพระสถูปแกนกลาง เหลืออยู่เฉพาะมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ก่ออิฐขึ้นใหม่จากการบูรณะ)

 มุมของสถูปแกนกลาง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ฐานของสถูปแกนกลาง มุมทิศเหนือ

              ตรงพื้นบริเวณกลางช่องคูหาฝั่งตะวันออกยังคงเหลือฐานก่ออิฐรูปครึ่งวงกลม ทำเป็นโครงรูปดอกบัวรองรับบัวรองพระบาทของพระพุทธรูปประธาน รอบแกนกลางมีทางเดินล้อมรอบ ถัดจากทางเดินออกมาเป็นผนังหนา ระเบียงคดชั้นนอกมีทางเดินไม่กว้างนักซ้อนอยู่ภายในผนัง (ทางเดินซ้อนจะยกพื้นสูงกว่าทางเดินตรงกลางของช่องซุ้มประตู) มีช่องอุโมงค์เชื่อมต่อกับทางเดินรอบแกนกลาง

 

 ฐานก่ออิฐรูปครึ่งวงกลม (ก่ออิฐขึ้นใหม่จากการบูรณะ) ทางทิศตะวันออก รองรับบัวกลุ่มของพระพุทธรูปศิลา

แกนกลางและระเบียงคดของซากวิหารที่เหลืออยู่ จากมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้

                 แผนผังด้านนอกของตัวอาคาร ตรงกลางของทั้งสี่ด้านทำเป็นมุขยื่นรูปกากบาท ที่มุมอาคารมีการยกเก็จ (แบบเพิ่มมุม) ขึ้นเป็นกระเปาะทั้ง 4 ด้าน ทางเดินของซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้านมีฐานครึ่งวงกลมทำเป็นอัฒจันทร์ทางขึ้น  (รายละเอียดของวัดพระเมรุ  สามารถอ่านได้ที่ http://th.wikipedia.org เรื่องวัดพระเมรุ (จังหวัดนครปฐม))

มุขซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือ  มองจากกึ่งกลางเนิน

มุขซุ้มประตูฝั่งทิศใต้ จากมุมมองยอดเนิน กลายเป็นฟุตบาทและถนนเพชรเกษม

อาคารยกเก็จที่เหลืออยู่ตรงมุมทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ มีฐานบัวครึ่งวงกลมทำเป็นบันไดทางขึ้น หรืออาจเป็นฐานรองพระพุทธรูปยืน

                 ที่ฐานของมุขยื่นฝั่งทิศเหนือ ยังคงเหลือลวดลายก่ออิฐของชั้น “บัววลัย” (กลศะ) และท้องไม้ที่ทำเป็นช่องอิฐสลับแบบขื่อปลอม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการจัดลวดบัวก่ออิฐในยุคต้นพุทธศตวรรษที่ 12 - 13

 

ลายก่ออิฐเป็นชั้น “บัววลัย” ที่ฐานมุขซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือ ที่คงเหลือให้เห็นเพียงมุมเดียว (ก่ออิฐขึ้นใหม่จากการบูรณะ)

                 รูปแบบของแผนผัง “กากบาท” วิหารทุ่งพระเมรุ ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “มหาวิหารโสมาปุระ”(Somapura Mahavihara) ที่เมือง “พหารปุระ” (Pahapur)  ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบังคลาเทศ , ”วิหารโบจา” (Bhoja Vihara)  เมือง “คูมิลล่า” (Comilla) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบังคลาเทศ และ “มหาวิหารแห่งมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา” (Vikramshila Mahavihara : Buddhist University) ทางตะวันออกของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ทั้งสามแห่งนี้สร้างขึ้นโดย “พระเจ้าธรรมปาละ” (King  Dhammapala) ในช่วงจักรวรรดิปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 และยังถูกนำไปเทียบเคียงกับ “อานันทวิหาร”( Ananda phaya) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกาม (Bagan) เก่า ริมแม่น้ำอิระวดี (Ayeyarwady River) ที่สร้างขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17

 

ด้านหน้าของมหาวิหารโสมาปุระ เมืองพหารปุร ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบังคลาเทศ

 ฐานของมหาวิหารโสมาปุระ ยกสูงขึ้นสามชั้น ประดับด้วยรูปปั้นดินเผาจำนวนมาก

แผนผังรูปกากบาทของมหาวิหารโสมาปุระ ความกว้างยาวด้านละประมาณ 115 เมตร 
มีอาคารระเบียงคดล้อมรอบปราสาทประธาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ

 ภาพกราฟิก แสดงรูปแบบสันนิษฐานของมหาวิหารโสมาปุระ 
อาจมีเรือนยอดทรงปราสาทศิขระ 5 ยอด ที่ประทับของเหล่าพระพุทธเจ้าในสายวัชรยานตันตระ

                 วิหารทั้งสามแห่งในยุคปาละ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือเป็นอาคารที่มีมุขซุ้มประตูยื่นออกมาจากตรงส่วนกลางเป็นแผนผังรูปกากบาททั้ง “จตุรทิศ” แกนกลางเป็นสถูปเจดีย์ที่มีส่วนกลางของฐานแต่ละด้านเจาะช่องเว้าเข้าไปเป็นคูหาซุ้มจระนำ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปในอาคารวิหารที่เชื่อมต่อออกมาจากฐานสถูปทั้ง 4 ด้าน

 

ซากของวิหารโบจา เมืองคูมิลล่า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบังคลาเทศ สร้างขึ้นในยุคปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15

แผนผังรูปกากบาทของวิหารโบจา ความกว้างยาวด้านละประมาณ 50 เมตร  
มีอาคารระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ประธาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ

 มหาวิหารแห่งมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา  ทางตะวันออกของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มีแบบแผนแบบเดียวกับวิหารโบจา

แผนผังรูปกากบาทของมหาวิหารวิกรมศิลา  ความกว้างยาวด้านละประมาณ 100 เมตร 
มีอาคารระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ประธาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ

ภาพสันนิษฐานของมหาวิหารศรีวิกรมและวิหารโบจา แกนกลางอาจสร้างเป็นเจดีย์ 5 ยอด ตามแบบมหายาน 
ที่ประทับของเหล่าธยานิพุทธะตามคติของวัชรยานตันตระ

                   ส่วนอานันทวิหาร มีลักษณะที่ “คล้ายคลึง” กับวิหารแห่งทุ่งพระเมรุมากกว่า ตรงที่มีการสร้าง “วิหารล้อมรอบพระเจดีย์” ไม่ได้ทำเป็นคูหาวิหารตรงเพียงอย่างเดียว แต่ทำวิหารระเบียงคดเป็นทางเดินล้อมรอบตัวสถูปแกนกลางถึง 2 ชั้น

 

อานันทวิหาร มีแกนกลางเป็นเจดีย์ 5 ยอดแบบมหาวิหาร ตามคติมหายานแบบพุกาม 
ที่ได้รับอิทธิพลจากจักรวรรดิปาละในแคว้นเบงกอลและโอริสสา มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14

แผนผังของอานันทวิหาร มีมุขของซุ้มประตูยื่นออกไปสี่ทิศเป็นรูปกากบาท ความกว้างยาวด้านละประมาณ 90 เมตร
หันหน้าไปทางทิศเหนือ ตามแบบมหาวิหารในยุคปาละ

แผนผังภายในของวิหาร ฐานของสถูปแกนกลางเจาะเข้าไปเป็นช่องประดิษฐานพระยืน แทนความหมายของพระอดีตพุทธะ 3 พระองค์ 
และพระพุทธเจ้าในกัปปัจจุบัน มีระเบียงทางเดินสองชั้น และช่องอุโมงค์เชื่อมต่อเป็นตารางกับทางเดินของมุขซุ้มประตู

                 สอดรับกับแผนผังของวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ  ที่มี วิหารล้อมรอบพระเจดีย์” ที่อาจมีหลังคาคลุมระเบียงคดชั้นนอกที่ต่อเนื่องมาจากองค์สถูป หรืออาจมีหลังคาเครื่องไม้แยกออกมาต่างหาก (ตามรูปสันนิษฐาน)

                แต่มหาวิหารที่ถูกนำมาเปรียบเทียบทั้ง 4 แห่ง ก็ล้วนแต่หันหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ  จึงเป็นไปได้ว่ามหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ ก็น่าจะหันหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือเช่นเดียวกัน

 

 แผนผังสันนิษฐานของมหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ ที่มีแกนกลางคล้ายคลึงกับอานันทวิหาร มีทางเดินโดยรอบแกนกลาง
และมีทางเดินระเบียงคดซ้อนอยู่ในผนังที่มีความหนา รองรับชั้นหลังคาเครื่องไม้ มีช่องอุโมงค์เชื่อมต่อกับทางเดินชั้นใน (รอบแกนกลาง)
ทางเดินตรงมุขยื่นรูปกากบาททั้ง 4 ด้านมีระดับต่ำกว่าทางเดินของระเบียงคด

สภาพปัจจุบันของทางเดินมุขซุ้มประตูทางทิศเหนือเข้าสู่ภายใน ตรงขึ้นไปยังต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปศิลา 
และพระสถูปตรงแกนกลางมหาวิหาร

                และจากการขุดค้นของนายดูปองต์ ในปี 2481 ได้เคยพบชิ้นส่วนแตกหักของยอดฉัตรวลี รวมกับชิ้นส่วนยอดเจดีย์หลายชุดที่ถูกนำออกไปวางรอบพระปฐมเจดีย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4  ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่อาจ “จินตนาการ – อนุมาน” ต่อได้ว่า ด้านบนของวิหารนั้นอาจมียอดสถูปล้อมรอบทำเป็น 5 ยอดแบบ “มหาวิหาร” โดยมียอดสถูปประธานที่แกนกลาง มีสถูปขนาดเล็กประดับบนยอดชั้นหลังคา และมีสถูปบริวารบนยอดอาคารยกเก็จ ตรงมุมวิหารทั้ง 4 ด้าน

  

ยอดสถูปนิรนามหลายชิ้น ในพระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑ์สถาน อาจถูกเคลื่อนย้ายมาจากซากมหาวิหาร

                พระสถูป 5 ยอด ในคติความเชื่อของมหายาน หมายถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ (ปาญจสุคต – ธยานิพุทธะ) อันได้แก่ “พระไวโรจนะ พระอักโษภยะ พระรัตนสัมภวะ พระอมิตาภะ และพระอโมฆสิทธิ” ถึงแม้ว่าคติในการสร้างวิหารแห่งทุ่งพระเมรุในครั้งเริ่มแรก จะมีลักษณะตามแบบนิกาย “เถรวาท” ที่มีการวางพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีความหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้าใน “ภัทรกัป” 4 พระองค์ คือ “พระกกุสันโธ” ประจำทางทิศเหนือ “พระโกนาคมนะ” ประจำทิศตะวันออก “พระกัสสปะ” ประจำทิศใต้ และ”พระสมณโคดม – โคตมะ” ประจำทิศตะวันตก และวางรูปของ “พระอนาคตพุทธะ เมตไตรย” พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยประบาทขนาดเล็กหินปูนสีเข้ม (ที่มีพนักพิงรูปมกระคายสิงห์) ไว้ใกล้เคียง แต่เมื่อคติมหายาน – วัชรยาน จากจักรวรรดิปาละมีอิทธิพลเหนืออาณานิคมทวารดี จึงน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของวิหารแบบเถรวาท มาเป็น “มหาวิหาร 5 ยอด” แบบผสมผสานศิลปะมหายานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14

 

ภาพสันนิษฐานของมหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ ที่อาจถูกสร้างเป็นวิหารสถูป 5 ยอด 
มีหลังคาเครื่องไม้คลุมระหว่างผนังของตัวฐานสถูปออกมาถึงผนัง (หนา) ของระเบียงคด

                ถึงตรงนี้ซากอาคารแห่งทุ่งพระเมรุ จึงคงไม่ใช่เป็นเพียง “วิหารล้อมสถูป” แบบเถรวาท  แต่เป็น “มหาวิหาร” แบบมหายานที่มีพระรูปพระพุทธรูปสลักหินขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาคประดิษฐานเป็นประธานอยู่ถึง 4 องค์

              ปะติดปะต่อเข้ากับชื่อ “มหานครตักกสิลา” ในวรรณกรรมโบราณ และรูปแบบเทียบเคียงกับ ”มหาวิทยาลัยสงฆ์วิกรมศิลา” ในยุคจักรวรรดิปาละ จึงอาจกล่าวได้ว่า “ซากของมหาวิหาร” แห่งทุ่งพระเมรุ ในอดีตน่าจะเคยเป็น “ศูนย์กลางของการศึกษาเรียนรู้ ศิลปะวิทยาการ” ที่สำคัญ ตามชื่อนาม “นครตักษิลา” ที่อาจเป็น “มหาวิทยาลัยทางศาสนา” แห่งแรกของสุวรรณภูมิ ในยุค “วัฒนธรรมทวารวดี”

                  ไม่เพียงแค่ชื่อนามและรูปแบบแผนผังที่ไปพ้องตรงกันกับหลายอย่างในเมืองแม่ ตัวพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ ประธานของมหาวิหาร ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “ความใหญ่โตและความสำคัญ” ของมหาวิหารแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ภาพขยายส่วนพระเศียรของ “พระอนาคตพุทธะเมตไตรย” พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยประบาทขนาดเล็กหินปูนสีเข้ม 
แสดงให้เห็น "ลายดอกไม้กลมสลับต่อเนื่องกับลายดอกไม้ในกรอบข้าวหลามตัดล้อมรอบด้วยกนกใบไม้ม้วน
ขนาบข้างด้วยลายรูปประคำ (ลูกปัดอัญมณี) และลายกนกเปลวเพลิง" สื่อความหมายถึงพลังแห่งแสงสว่างและความรุ่งเรือง
หรืออานุภาพแห่งพระธรรมปัญญาที่อยู่เหนืออวิชชาทั้งมวล ลวดลายบนประภามณฑลนี้
เป็นลักษณะเด่นของศิลปะแบบวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 15



ภาพเขียนสีบนผนังเพดานถ้ำอชันตา แสดงลวดลายพรรณพฤกษาต่อเนื่องรูปแบบต่าง ๆ ในศิลปะแบบวากาฏกะ – ตุปตะ
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเดลี

                รูปแบบของพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ พุทธบัลลังก์หรือภัทรอาสน์ (Seated Buddha on a throne) มีรากฐานมาจากการนั่งบนบัลลังก์แบบแท่นเก้าอี้มีพนักพิงหลังของพระจักรพรรดิ กษัตริย์ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ หรือเทพเจ้าของชาวกรีก – เปอร์เซีย ดังปรากฏรูปสลักของบุคคลประทับนั่งห้อยเท้าอยู่บนบัลลังก์ในภาพพุทธประวัติประดับพระสถูปอุทิศ (Votive Stupas) ในแคว้นคันธาระ (Gandhara) เป็นจำนวนมาก

 

ภาพสลักประดับฐานสถูปบริวาร ที่สังฆาราม Loriyan Tangai ใกล้เมืองเปชวาร์ 
แสดงภาพของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมายาเทวี ประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์
มีแท่นรองพระบาทอยู่ด้านล่าง ศิลปะแบบ กรีก – พุทธศาสนา (Greco-Buddhist art) ยุคแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 6 - 7

ภาพสลักประดับฐานสถูปบริวาร ที่สังฆาราม Loriyan Tangai 
แสดงเรื่องราวพุทธประวัติ ศิลปะแบบ กรีก – พุทธศาสนา (Greco-Buddhist art) ราวพุทธศตวรรษที่ 7

               รูปแบบของบัลลังก์ทรงเก้าอี้มีพนักพิงในยุคแรก มีลักษณะตามเก้าอี้ที่มีเสารองรับทั้งสี่ด้าน และมีที่รองพระบาทยกสูงขึ้นกว่าระดับพื้น ตามคติความเชื่อของผู้ที่มีความสูงศักดิ์หรือมีความยิ่งใหญ่กว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป

               ในคติทางพุทธศาสนา รูปแบบการประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงมุทธา “วิตรรกะ” ที่เอานิ้วชี้มาประกบกับนิ้วโป้งในรูปวงกลม มีความหมายถึง “วงล้อแห่งธรรมจักร” แสดงการ “สั่งสอน” หรือ “เทศนา” (Teaching) แต่หากแสดงท่าวิตรรกมุทราทั้งสองมือ  ทั้งในท่าประทับห้อยพระบาทหรือขัดตะมาด อาจมีความหมายถึง “การสั่งสอนอย่างละเอียด เคร่งเครียดและหนักแน่น” หรือ “การสั่งสอนครั้งแรก” ที่เรียกว่า “ปางปฐมเทศนา (First Teaching) แต่หากเป็นการเทศนาสั่งสอนทั่วไป ในศาสนสถานอันสงบ พระหัตถ์ซ้ายจะเปลี่ยนลดลงมาวางที่พระชานุเป็นท่า “ประทานพร (ความเข้าใจ)” (วรทมุทรา)หมายถึง “ให้จงเข้าถึงในคำสอน” หรืออาจปล่อยวางพระหัตถ์ซ้ายที่หน้าตักในท่าสมาธิ หมายถึง “ทำใจให้ว่างจึงเข้าใจในคำสอน”

                ซึ่งการแสดงท่า (ปาง) “การสั่งสอนอย่างละเอียดและหนักแน่น” บนพุทธบัลลังก์นั้น ปรากฏอยู่ในพุทธประวัติ 2 เรื่องในคติแบบเถรวาท คือ ตอนปฐมเทศนา  “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และตอนแสด“มหา -  ยมกปาฏิหาริย์” ที่สาวัตถี เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของ “พระพุทธเจ้า”เหนือเหล่าเดียรถีร์  (พวกที่ไม่นับถือศาสนาพุทธ)

 

ภาพสลักหินชีสต์ แสดงตอนพระพุทธเจ้าในปางแสดงธรรม – มหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี 
ล้อมรอบด้วยเหล่าพระโพธิสัตว์ประทับนั่งห้อยพระบาทบนบังลังก์ (แบบเก้าอี้) ในท่าอิริยาบถต่าง ๆ
มีแท่นและดอกบัวรองพระบาท ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 - 8
จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เมืองลาฮอร์ (Museum of Lahore) ประเทศปากีสถาน

 

ภาพสลักหินนูนสูงบนผนังถ้ำ แสดงภาพพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ภัทรสิงห์ ในปางแสดงธรรม 
ที่ถ้ำกัณเหรี หมายเลข 10 รัฐมหาราษฏระ ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรเดคคาน

                และรูปแบบการสั่งสอนแบบซ้อนพระหัตถ์วิตรรกะ ประทับบนพุทธบัลลังก์นี้ ยังปรากฏในตอนเทศนา “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชกูฎ ของฝ่ายมหายาน ที่แสดงการเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแก่พระโพธิสัตว์ พุทธบริษัทและสัตว์โลกทั้งสามภพ มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระโพธิสัตว์เมตไตรยะ และเหล่าเทพเจ้า ประทับรับฟังคำสอน (เทศนา) อยู่ที่ด้านข้าง

 

พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ ที่วัดเมนดุต (Candi Mendut) ใกล้กับ มหาสถูปบุโรพุทโธ (Borobudur) 
แสดงพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชกูฎตาม โดยมีพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ด้านข้างตามคติมหายาน
เกาะชวากลาง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13

                 รูปแบบพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์หรือภัทรอาสน์แบบกรีก (The Buddha sits in “Greek Posture” on a throne) ในพุทธศตวรรษที่ 7 ได้ส่งอิทธิพลทางศิลปะและคติความเชื่อมาสู่อินเดียเหนือ เกิดความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ตามแบบกรีก แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของบัลลังก์มาเป็น “บัลลังก์สิงห์” (ภัทรสิงห์ – Lion throne) ที่มีรูปของสิงห์ (สัญลักษณ์ของศากยะวงศ์ - วงศาของพระพุทธองค์) เข้ามาแทนรูปขาเก้าอี้เดิม

 

พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทแบบกรีก บนบัลลังก์แบบเก้าอี้มีขา มีแท่นรองรับพระบาทในท่า(ปาง) แสดงธรรม 
ศิลปะแบบคันธาระ จากเมืองสวัต ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน พุทธศตวรรษที่ 7 – 8 จัดแสดงอยู่ในบริติช มิวเซียม

ภาพสลักนูนต่ำ ภาพของพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ที่มีขาตั้งรูปสิงห์ ศิลปะแบบอมราวดี จากเมืองนาคารชุนโกณฑะ 
แคว้นอานธระ ทางฝั่งตะวันออกของที่ราบสูงเดคคาน อายุในราวพุทธศตวรรษที่  8 – 9
(ภาพจาก www.oknation.net/blog/veerasakt1)

ภาพสลักนูนต่ำ แสดงภาพพระอินทร์และปาญจสิขะกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ประทับนั่งบนบัลลังก์ ที่มีรูปร่างคล้ายเก้าอี้ 
มีแท่นรองพระบาทขนาดใหญ่ศิลปะแบบอมราวดี จากเมืองนาคารชุนโกณฑะ แคว้นอานธระ อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 9 

               ในยุคจักรวรรดิคุปตะ  - วากาฏกะ (Gupta - Vakataka) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 -11 รูปแบบของบัลลังก์ เริ่มมีการเพิ่มเติมรูปสัตว์มงคล (ผู้ปกปักษ์รักษา) ประกอบเข้ากับพนักพิง ทั้งรูปของตัว วยาลกะ” ที่ด้านข้างของพนักพิง รูปตัว “มกระที่ปลายคานบนของพนักพิงทั้งสองข้าง ด้านล่างทำเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายรองรับฝ่าพระบาท ด้านบนทำเป็นรูปเหล่าเทพเจ้าเหาะเหินแสดงสาธุการ - อัญชลี ดังที่พบใน “หมู่ถ้ำอชันตา“ (Ajanta Caves) “หมู่ถ้ำกัณเหรี” (Kanheri Caves) “หมู่ถ้ำเอลโลรา” (Ellora Caves)  ซึ่งรูปแบบคติการสร้างและศิลปะของพระพุทธรูปประทับนั่งบนภัทรสิงห์ในยุคคุปตะนี้ ได้ส่งอิทธิพลมาสู่รูปแบบพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาททั้งหมดของวัฒนธรรมทวารวดีโดยตรง

  ด้านข้างของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนพุทธบัลลังก์ ปางแสดงธรรม (เทศนา) จากเมืองสารนาถ ศิลปะแบบคุปตะ  
พุทธศตวรรษที่ 10 จัดแสดงอยู่ในบริติช มิวเซียม แสดงรายละเอียดของบัลลังก์ ขาตั้งทำเป็นรูปสิงห์ (ภัทรสิงห์)
มีเบาะรองหลัง (พระปฤษฎางค์) ด้านข้างสลักเป็นรูปสัตว์มงคลผู้ปกปักษ์ทั้งตัว “วยาล” และ ตัว “มกระ

ภาพสลักพระพุทธรูปในซุ้มสถูปสถูปประธานเจติยสถาน ถ้ำอชันตาหมายเลข 26 ในท่าประทับนั่งห้อยประบาทปางแสดงธรรม
(วิตรรกะสองมือซ้อนกัน) บนบัลลังก์ที่มีสิงห์และช้างรองรับอยู่ด้านล่าง ด้านข้างเป็นตัว “วยาลกะ” 
ด้านบนสลักเป็นรูปเทพยดาเหาะเหินแสดงการอัญชลี ศิลปะแบบคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 10 -11


ภาพสลักพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนพุทธบัลลังก์ ปางแสดงธรรม (เทศนา) บนบัลลังก์ที่มีสิงห์รองรับอยู่ด้านล่าง
ด้านข้างเป็นตัว “วยาลกะ” และตัว “มกระ” ด้านบนสลักเป็นรูปเทพยดาแสดงการดูแลปรนนิบัติ 
ที่ถ้ำอชันตาหมายเลข 16 ศิลปะแบบหลังคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 

ภาพพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนพุทธบัลลังก์ ปางแสดงธรรม (เทศนา) บนเขาคิชกูฎ ตามคติมหายาน 
ด้านข้างเป็นรูปของพระโพธิสัตว์ ที่ถ้ำเอลโลรา หมายเลข 10 รัฐมหาราษฏระ ศิลปะแบบหลังคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 

ภาพพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนพุทธบัลลังก์ ที่ถ้ำเอลโลรา หมายเลข 9 ศิลปะแบบหลังคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13

ภาพพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ ตอนแสดงพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนเขาคิชกูฎ ตามคติแบบมหายาน
ด้านข้างเป็นรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระโพธิสัตว์เมไตรยะ ใต้ดอกบัวเป็นภาพของพญานาคนันทะและอุปนันทะ
ในท่าค้ำยัน (ภูเขา) แวดล้อมด้วยพุทธบริษัท เหล่าเทพนางฟ้าและอสูร เป็นช่วงการแสดงนิมิตให้ทั้งสามโลกมองเห็นกัน
และยังมองเห็นเหล่าพระพุทธเจ้าในอดีตที่เข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว
ที่ถ้ำกัณเหรี หมายเลข 15 รัฐมหาราษฏระ ศิลปะแบบหลังคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13

               รูปสลักของพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย น่าจะเป็นรูปสลักบนผนังถ้ำพระโพธิสัตว์ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่แสดงภาพของพระพุทธเจ้าประทับนั่งแบบ “ปรลัมภาปทาสนะ” (ห้อยพระบาทแบบกรีก) บนบัลลังก์ภัทรอาสน์ พระหัตถ์ขวายกขึ้นจีบนิ้วแสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะของการจีบนิ้วจับชายจีวรที่ตกลงมาเป็นเส้นโค้งเส้นเดียวและพาดผ่านพระเพลาทางด้านซ้าย ลักษณะของภาพเป็นการแสดงธรรมขั้นสูง ที่มีละเอียดอ่อนและเคร่งเครียด ต่อเหล่าเทพเจ้าของฮินดู (พระศิวะและพระวิษณุ) คล้ายแบบแผนของคติมหายาน (มหาสังฆิกะ) ในตอนเทศนา “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชกูฎ” อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 12

  

ภาพสลักหินผนังถ้ำ แสดงภาพพระศากยมุนีประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ ปลายคานของพนักพิงทำเป็นรูปตัวมกระคายสิงห์
เป็นเรื่องราวการแสดงธรรมเทศนาให้กับพระศิวะพระวิษณุ และเหล่าทวยเทพของฮินดู ตามคติความเชื่อแบบมหายาน
ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ จังหวัดสระบุรี

              ยังพบภาพสลักบนผนังหิน รูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาท (แบบกรีก) ที่หมู่ถ้ำเขางู อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี ในรูปแบบของการเทศนาในที่สงบหรือในศาสนสถาน (สังเวชนียสถานจำลอง) โดยปล่อยวางพระหัตถ์ซ้ายที่หน้าตักในท่าสมาธิ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13

 ภาพสลักบนผนังถ้ำพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาท ที่หมู่ถ้ำเขางู อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี 
แสดงท่าการเทศนาธรรมเพียงพระหัตถ์ด้านขวา ที่อาจแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงธรรมเพื่อการสั่งสอนในที่สงบหรือในอาคารศาสนสถาน

              รูปแบบของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท แบบเทศนาในที่สงบหรือศาสนสถาน (แสดงนิ้วเป็นวงกลมข้างเดียว)  ดูจะเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมนำมาสร้างสลักไว้ตามอาคารศาสนสถานในยุคทวารวดีมากกว่าตอนปฐมเทศนาของเถรวาท หรือตอนเทศนาพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรแบบมหายาน (แสดงนิ้วเป็นวงกลมกลมคู่)  ดังภาพพระพุทธเจ้าประทับบนรัตนบัลลงก์ แสดงปฐมเทศนาธรรมโปรดพุทธบริษัท จักรพรรดิ พราหมณ์และเทพยดา สลักบนแท่นหินบัลลังก์ยอดพระสถูป หรือ ภาพสลักนูนต่ำบนแผ่นหิน ที่หลักฐานพระประธานวัดสุทัศน์ ฯ แสดงพุทธประวัติตอนเทศนา ทั้ง ปฐมเทศนา เทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์และแสดงธรรมยมกปาฏิหาริย์ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 

 

 ภาพสลักหินนูนต่ำ บนแท่นหินบัลลังก์ยอดสถูป แสดงภาพของพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาท ท่ามกลางกลุ่มบุคคล
แสดงท่าการเทศนาธรรม(วิตรรกะ)เพียงพระหัตถ์ด้านขวา ที่อาจแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงธรรมเพื่อการสั่งสอนในที่สงบ
หรือในอาคารศาสนสถาน จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

ภาพสลักหินนูนต่ำบนแผ่นหิน ด้านหลังฐานชุกชีของพระประธานวัดสุทัศน์ (อาจถูกนำมาจากเมืองโบราณนครปฐม) 
แสดงภาพในตอน “ยมกปาฏิหาริย์” หรือการแสดงพลานุภาพแห่งพระธรรมสยบพวกนอกรีต (เดียรถีย์)

                รูปแบบของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงการเทศนาธรรม (ปางแสดงธรรม) ยังพบในรูปแบบต่าง ๆ ตามชุมชนโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี เช่นแบบรูปปั้นดินเผา (Terracotta plaques) ประดับสถูปที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี แบบหล่อสำริดจากเมืองโบราณอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี หรือแบบพระพิมพ์ดินเผาที่พบหลายรูปแบบ เช่นที่เมืองโบราณจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม อีกด้วย

  

พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ ดินเผาปั้นประดับสถูป จากเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี 
จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14


 พระพุทธรูปสำริดประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14
จากเมืองโบราณอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

 

พระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ ที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “ปางนั่งเมือง” 
จากเมืองโบราณจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14

พระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ ขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ ตามคติแบบมหายาน 
พบในเขตภาคกลาง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14

 พระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ ภายในซุ้มคูหาแบบพุทธคยา ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบพุกาม 
พบในเขตจังหวัดกาญจนบุรี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15

 

พระพิมพ์ดินดิบ ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ แสดงยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี 
พบที่ถ้ำเขาอกทะลุ จังหวัดพัทลุง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12

              คติการสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงการสั่งสอน (เทศนาธรรม) บนบัลลังก์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระจักรพรรดิแห่งโลก ผู้คนที่นครตักกสิลา (นครปฐมโบราณ) ได้สลักหินสร้างเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่สูงกว่า 3 เมตร จากหินแปรเนื้อแข็ง ถึง 4 องค์ แสดงให้เห็นถึง “ความตั้งใจ” ที่จะสร้าง “พระประธาน” แห่งศาสนสถานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จึงต้องสร้างให้มีขนาดใหญ่ สอดรับกับคติความเชื่อที่ยิ่งใหญ่แห่งจักรพรรดิผู้ประทับนั่งบนบัลลังก์

พระพุทธรูปสลักจากหินขนาดใหญ่ประธานของมหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุ ในท่าประทับนั่งบนบัลลังก์ 
แสดงให้เห็น “คติความเชื่อ” หรือ  “ความหมาย” ในฐานะของพระจักรพรรดิหรือผู้ยิ่งใหญ่เหนือสัตว์โลกทั้งปวง
รวมทั้ง “ขนาดที่มีความใหญ่โต”กว่ารูปสลักในยุคเดียวกัน ยิ่งแสดงความหมายของความยิ่งใหญ่เหนือโลกุตตระ (โลก)
ตามคติแบบเถรวาทผสมผสานกับศิลปะความเชื่อแบบมหายาน

                   พระพุทธรูปขนาดใหญ่เช่นนี้ ในสมัยโบราณที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าพอ หากไม่มีความสำคัญจริง ก็คงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างง่าย ๆ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบพระใหญ่สลักขึ้นจากหินทั้งก้อนเฉพาะที่เมืองนครปฐมโบราณแห่งนี้มากที่สุด แถมยังเป็นเมืองโบราณที่อยู่ห่างไกลจากภูเขา ...ไม่ได้อยู่ใกล้กับแหล่งวัสดุซักกะนิด !!!

                   ช่างโบราณแห่งตักกสิลามหานคร ได้เลือกที่จะสลักพระหัตถ์ให้แตกต่างไปจากรูปแบบคติการสร้างและศิลปะแบบเดิมของทั้งเถรวาทและมหายานจากเมืองแม่ โดยผสมผสานความจริงของโลกในยุคนั้น ที่องค์พระจะไปตั้งเป็นประธานในมหาวิหารที่จะใช้เป็น “มหาวิทยาลัย” สำหรับการ “สั่งสอน เทศนา” (Teaching) และถ่ายทอดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ผสมกับภูมิปัญญาความรู้ ศิลปะวิทยาการอันทันสมัย จากพระหัตถ์ที่วางบนพระเพลาอย่างสงบตามแบบการสอนในศาสนสถาน ได้เปลี่ยนมาเป็นการวางพระหัตถ์ในท่า “ประทานพร” (ประทานความรู้ ความเข้าใจ) บนพระชานุ ในความหมายที่หวังจะให้พุทธบริษัทผู้เรียน ได้รับมอบ “องค์ความรู้” จากการแสดง “พระธรรม” (วิตรรกะ – เหตุผล) ในพระหัตถ์ด้านขวา

                และตัวพระพุทธรูปที่หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ แทนความหมายของการเทศนาธรรมไปทั่วทิศทาง ทั้งสวรรค์ โลกและบาดาล เทพเจ้า มนุษย์และสัตว์โลกทั้งมวล ย่อมได้ยินเสียงแห่งพระธรรมจักรอันยิ่งใหญ่ (คติประทับนั่งห้อยพระบาทก็ยิ่งใหญ่ องค์พระก็องค์ใหญ่ถึง 4 องค์) !!!  

               ความหมายของการสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ ประธานของมหาวิหาร ผังกากบาท 4 ทิศ ที่พบเพียงแห่งเดียวในวัฒนธรรมทวารวดีหรืออาจเป็นเพียงแห่งเดียวนอกเมืองแม่ (อินเดีย) อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า มหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “สังฆาราม” (Monastery) โดยทั่วไป แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ที่มีความสำคัญต่อผู้คนในยุควัฒนธรรมลูกผสมทวารวดี ที่อาจเป็นถึง “มหาวิหาร” ของ “มหาวิทยาลัยสงฆ์” (Buddhist University) แห่งแรกและแห่งเดียวของสุวรรณภูมิ

                องค์พระสลักหินขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาททั้ง 4 องค์นี่แหละ เป็นหลักฐานในตัวของมันเอง ไม่ต้องไปหาหลักฐานจากที่อื่นเพราะในอดีตก็แทบไม่เหลืออะไรไว้ที่เนินกองอิฐอยู่แล้ว  !!!

 

แท่นก่ออิฐรูปครึ่งวงกลมทำเป็นลวดลายบัวกลุ่ม อาจเคยเป็นที่ตั้งของรูปเคารพหรือเพียงทำหน้าที่อัฒจันทร์ทางขึ้น 
บริเวณมุมยกเก็จทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซากอาคาร

                ภายหลังความเสื่อมโทรมของเมืองโบราณนครปฐมในยุคทวารวดี กลุ่มคนในวัฒนธรรมเขมร อาจได้เข้ามาควบคุมและครอบครองบ้านเมืองแทนที่ มหาวิหารแห่งทุ่งพระเมรุได้เสื่อมสภาพ และเริ่มชำรุดทรุดโทรม ขาดการทำนุบำรุง ร้างราผู้คนที่ “ศรัทธา” จึงไม่ได้ถูกใช้เป็น “มหาวิทยาลัย” อีกต่อไป

                ราวพุทธศตวรรษที่ 18 -19 ผู้คนในยุคจักรวรรดิบายนอาจได้เคยกล่าวถึงเมืองที่มี “พระธม” (หมายถึงเมืองที่มีพระใหญ่ – ธม แปลว่าใหญ่ในภาษาเขมร) ในมหาวิหารร้าง และเรียกชื่อเมืองเก่าแก่นั้นว่า “เมืองพระธม” โดยลืมเลือนที่จะเรียกนามเมืองว่า “ตักกสิลา” หรือ “นครชยศรี” อย่างที่เคยเรียกขานกันในอดีต

                ร่องรอยของชื่อ “พระธม” ไปปรากฏในจารึกวัดศรีชุม ที่เล่าเรื่องการเดินทางจาริกแสวงบุญของ”พระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนี”  ไปตามที่ต่าง ๆ ในตอนหนึ่งกล่าวว่า “ ..พระศรีราชจุฬามุนีเป็นเจ้าพยายามให้แผ้วแล้วจึงก่ออิฐขึ้นเจ็ดวาสทายปูน แล้วบริบวรณพระธาตุหลวงก่อใหม่ด้วยสูงได้ร้อยสองวา “ขอมเรียกพระธมนั้นแล” สถิตครึ่งกลางนครพระกฤษณ์”

              ซึ่งคำว่า “ขอมเรียกพระธม” นั้นอาจหมายถึง “พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ในมหาวิหาร” หรือ “พระใหญ่” ก็เป็นได้

              ชื่อนามเมือง “พระธม” ยังคงถูกใช้เรียกเมืองโบราณนครปฐม มาจนถึงในยุคกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในจิตรกรรมภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เลขที่ 6 และ 8 ที่มีภาพของพระธาตุเมือง “ปทม” (พระธม) และพระธาตุเมือง “ปโทน” (พระโทณะ) ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเมือง“นครไชยศรี”

 

 จิตรกรรมภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เลขที่ 6 แสดงที่ตั้งของพระธาตุปทม 
และพระธาตุปโทน (ว่าสร้างในปี 1199 ตรงกับตำนาน)ใกล้เมืองนครไชยศรี

                  ช่วงก่อนหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 ผู้คนที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองโบราณพระธม จะเรียกซากเนินใหญ่ (พระปฐมเจดีย์เดิม) ว่า “พระปทม” เล่าว่าเป็นสถานที่ “บรรทม” ของพระพุทธเจ้า

                  ชื่อนามของ “พระธม” ในยุคเขมรโบราณ อาจหมายถึงชื่อเรียกของเมืองร้างที่มีพระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทองค์ใหญ่ แต่ในยุคสุโขทัยอาจใช้เรียกสิ่งก่อสร้างที่เป็นพระธาตุสำคัญประจำเมือง พอมาถึงในยุคกรุงศรีอยุธยา - ต้นรัตนโกสินทร์ ยังคงเรียกนามเมืองว่า เมือง “ปทม” ตามเสียงเรียกเดิมของเขมร

 

ซากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของสังฆาราม ที่มีพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ประดิษฐานเป็นประธานของมหาวิหาร
ในอดีตก่อนถูกรื้อถอนทำลาย อาจเป็นที่มาของชื่อนาม “พระธม” หรือ “พระใหญ่” ตั้งแต่ในยุควัฒนธรรมเขมร ราวพุทธศตวรรษที่ 18 -19
ที่
อาจไม่ได้หมายถึงชื่อนามของ “พระสถูปใหญ่” ที่เชื่อกันตามพระราชวินิจฉัยในครั้งสร้างพระปฐมเจดีย์

                   แล้วจึงกลายมาเป็นนามเมือง “นครปฐม” ในปัจจุบัน หรือ “นครพระธม” (เมืองที่มีพระใหญ่ – สถูปใหญ่) ในอดีตนั่นเอง !!!!

 

วรณัย  พงศาชลากร
19 มิถุนายน 2556

 

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net