วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การศึกษาไทย ส อ บ ตก


การศึกษาไทยยุคสู่ประชาคมอาเซี่ยน
สอบตกมาตรฐานชาวบ้าน!

ขณะนักการศึกษาของรัฐกำลังเร่งตอบโจทย์การศึกษาเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซี่ยน ลองพูดคุยไต่ถามชาวบ้านชาวเมืองกันดูสักหน่อยไหมว่า พวกเขาคาดหวังและต้องการอะไรบ้างในการส่งลูกหลานไปโรงเรียน คำตอบที่มักได้ยินได้ฟังและมีกระแสเสียงไปในทำนองเดียวกันก็คือ ต้องการให้ลูกหลาน

๑.อ่านออกเขียนได้
๒.มีความรู้
๓.เป็นคนดี

แค่นั้นเองที่ต้องการ, พวกเขามิได้สนใจว่า โรงเรียนผ่านการประเมินของ สมศ.หรือไม่ ไม่ได้ใส่ใจว่าครูได้ตำแหน่งทางวิชาการใดๆ กันบ้าง ไม่ได้ตื่นเต้นกับสื่ออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่โรงเรียนจัดซื้อมาอวดตาลวงใจ และมิได้ให้ความสำคัญกับถ้วยโล่รางวัลนั่นนี่ที่โรงเรียนได้มา แต่มักจะพิจารณาเพียงว่า ถ้าลูกหลานไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือที่มักพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ไม่รู้หนังสือ” นั่นหมายถึงทั้งอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และไม่มีความรู้ ก็จะหาโอกาสย้ายลูกหลานออกไปเรียนที่อื่นนอกชุมชน ไปตามกระแสซึ่งฟังมาว่าเป็นโรงเรียนที่ดีกว่า ซึ่งหลายรายก็ตกอยู่ในภาวะจำยอม ‘หนีเสือปะจระเข้’

ตีโจทย์กันให้แตกเถิดว่า ๓ ข้อของชาวบ้านนั้นที่แท้จริงคืออะไร และโรงเรียนทั้งหลายในวันนี้ได้ทำให้บรรลุถึงที่สุดของเจตนาหรือไม่

หากพิจารณาอย่างวิเคราะห์เชื่อมโยงก็จะเข้าใจได้ไม่ยากเลย แค่เรื่องอ่านออกเขียนได้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหากันอยู่ทั้งประเทศ ทั้งโรงเรียนที่สังกัด สพป., สพม. และ สช. แม้ผู้เรียนส่วนที่อ่านออกเขียนได้ก็อยู่ในภาวะภาษาไทยไม่แข็งแรง ส่งผลกระทบถึงการเรียนวิชาอื่นไม่รู้เรื่อง เบื่อหน่ายการเรียน ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ไม่รักการอ่าน ไม่ใฝ่รู้ ในที่สุดก็กลายเป็นบริบทของปัญหา อ่านจับใจความไม่ได้ อ่านคิดวิเคราะห์ไม่เป็น อ่านตีโจทย์ไม่แตก เอ็นทีตก โอเน็ตต่ำ...รวมความอยู่ในคำว่า ‘ไม่มีความรู้’ ไม่เป็นที่พึงพอใจของพ่อแม่และผู้ปกครอง

เมื่อเด็กๆ ตกอยู่ในสภาพการณ์ตามข้อ ๑ (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้) และข้อ ๒ (ไม่มีความรู้) ก็ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อไปอีก ไม่สามารถบรรลุข้อ ๓ (ความเป็นคนดีที่พึงประสงค์) แต่กลับบ่มเพาะความไม่ตั้งใจเรียน หนีเรียน ขาดเรียน แม้ส่วนหนึ่งที่ยังทนนั่งอยู่ในห้องเรียนก็กลายเป็นเด็กมีปมด้อย ขาดศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดกำลังใจที่จะขยันหมั่นเพียร เพราะเรียนไม่รู้เรื่อง ถูกกดดันและเก็บกดความก้าวร้าว เกเร เหลวไหลติดตามมา ขณะอยู่ในโรงเรียนอาจจะยังไม่แสดงตัวในด้านลบมากนัก แต่เมื่อออกนอกโรงเรียน หรือจบจากโรงเรียนตามเกณฑ์ที่ครูเข็นให้ผ่านๆ ไป ก็ไม่มีทักษะในสาระการเรียนรู้มากนัก กลายเป็นวัยรุ่นเหลือขอ ใช้ชีวิตเหลวไหลไปกับกระแสสังคมด้านเสื่อม ติดยา ตั้งแก๊ง มั่วสุมอบายมุข และพฤติกรรมทางเพศ...ท้องไม่พร้อม เป็นพ่อเป็นแม่ที่ขาดคุณภาพ สร้างเด็กที่ขาดคุณภาพรุ่นต่อไปอีก ตามด้วยปัญหาสังคมอีกสารพัดสารพัน

เด็กๆ หลายคนที่พ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้เรียนต่อ ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีต้นทุนของทักษะวิชาการที่เพียงพอ ก็เรียนๆ ไปตามแกน ไร้แก่นสาร พอผลักให้ตัวเองพ้นงานไร่งานนา ไม่ต้องทำการทำงานอะไร ทั้งยังแบมือขอค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจากพ่อแม่ได้มากกว่าเดิม หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เรียนไม่จบก็มี หรือจบอย่างไม่มีคุณภาพก็มาก ก็เห็นๆ กันอยู่ทุกหมู่บ้าน ชุมชน และตรอกซอกซอยชีวิตที่เสื่อมโทรม

สำหรับกลุ่มเด็กที่เรียนดี เพราะสติปัญญาดี พ่อแม่ช่วยใส่ใจดี หรือรวมถึงกระบวนการป้อนติวสรรพวิทยาสารพัดจัดให้ ก็จะมีปัญหาของการขาดทักษะชีวิต หย่อนจริยธรรม หรือเก่งแต่เห็นแก่ตัว กลุ่มนี้ก็มีไม่น้อย เป็นผลิตผลภัยเงียบที่บ่อนเสาะสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรื่องนี้สามารถดูได้จากผลิตผลชีวิต ที่วันนี้พวกเขามีตัวตนทนโท่อยู่ในฐานะผู้นำและตัวแทนสังคม ทั้งระดับตำบล เทศบาล จังหวัด รัฐสภา ข้าราชการ และพนักงานลูกจ้าง...ที่ฉ้อฉล เช้าชามเย็นชาม ย่อหย่อนประสิทธิภาพในการทำงาน...นั่นอย่างไร รวมถึงผู้บริหารและข้าราชการครูก็มิได้แตกต่างกัน ล้วนมาจากผลพวงของการศึกษาผลิตสร้างแบบผิดทิศผิดวิถีที่ควรจะเป็นนั่นเอง

เด็กดี คนดี ข้าราชการดี และครูดี ที่รอดปากเหยี่ยวปากกาแห่งความเสื่อมดังกล่าวมาได้ วันนี้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่น่าเป็นห่วงยิ่งนัก บ้างก็กำลังจะถูกกลืน กลายพันธุ์ หวั่นไหว ท้อแท้ อ่อนแอเกินกว่าจะทัดทานระบบและหมู่ชนคนเสื่อม ที่ยังพอดำรงตนอยู่ได้ก็มักต้องเป็นสนลู่ลมบ้าง เอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง ก้มหน้าทำหน้าที่ไปวันๆ บ้าง บ้างโชคดีหน่อยก็สามารถเกาะกลุ่มภูมิปัญญาที่เข้มแข็งประคับประคองกันไว้ พอให้บ้านเมืองนี้หายนะช้าลงเท่านั้นเอง

รวมความว่าการศึกษาโดยภาพรวมที่จัดการเรียนการสอนกันอยู่ทุกวันนี้ สอบตกทั้งสามข้อ!

---------------------------

ปล. หากถามถึงทางออกจากวังวนของความเสื่อมดังกล่าว พลิกอ่านได้จากบางบทความที่นำเสนอก่อนหน้าในเว็บบล็อกนี้

ทุ่งสักอาศรม
อา.๒๓มิย๕๖
รูปภาพ : การศึกษาไทยยุคสู่ประชาคมอาเซี่ยน
สอบตกมาตรฐานชาวบ้าน!

ขณะนักการศึกษาของรัฐกำลังเร่งตอบโจทย์การศึกษาเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซี่ยน ลองพูดคุยไต่ถามชาวบ้านชาวเมืองกันดูสักหน่อยไหมว่า พวกเขาคาดหวังและต้องการอะไรบ้างในการส่งลูกหลานไปโรงเรียน คำตอบที่มักได้ยินได้ฟังและมีกระแสเสียงไปในทำนองเดียวกันก็คือ ต้องการให้ลูกหลาน

๑.อ่านออกเขียนได้
๒.มีความรู้
๓.เป็นคนดี

แค่นั้นเองที่ต้องการ, พวกเขามิได้สนใจว่า โรงเรียนผ่านการประเมินของ สมศ.หรือไม่ ไม่ได้ใส่ใจว่าครูได้ตำแหน่งทางวิชาการใดๆ กันบ้าง ไม่ได้ตื่นเต้นกับสื่ออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่โรงเรียนจัดซื้อมาอวดตาลวงใจ และมิได้ให้ความสำคัญกับถ้วยโล่รางวัลนั่นนี่ที่โรงเรียนได้มา แต่มักจะพิจารณาเพียงว่า ถ้าลูกหลานไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือที่มักพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ไม่รู้หนังสือ” นั่นหมายถึงทั้งอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และไม่มีความรู้ ก็จะหาโอกาสย้ายลูกหลานออกไปเรียนที่อื่นนอกชุมชน ไปตามกระแสซึ่งฟังมาว่าเป็นโรงเรียนที่ดีกว่า ซึ่งหลายรายก็ตกอยู่ในภาวะจำยอม ‘หนีเสือปะจระเข้’

ตีโจทย์กันให้แตกเถิดว่า ๓ ข้อของชาวบ้านนั้นที่แท้จริงคืออะไร และโรงเรียนทั้งหลายในวันนี้ได้ทำให้บรรลุถึงที่สุดของเจตนาหรือไม่

หากพิจารณาอย่างวิเคราะห์เชื่อมโยงก็จะเข้าใจได้ไม่ยากเลย แค่เรื่องอ่านออกเขียนได้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นปัญหากันอยู่ทั้งประเทศ ทั้งโรงเรียนที่สังกัด สพป., สพม. และ สช. แม้ผู้เรียนส่วนที่อ่านออกเขียนได้ก็อยู่ในภาวะภาษาไทยไม่แข็งแรง  ส่งผลกระทบถึงการเรียนวิชาอื่นไม่รู้เรื่อง เบื่อหน่ายการเรียน ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ไม่รักการอ่าน ไม่ใฝ่รู้ ในที่สุดก็กลายเป็นบริบทของปัญหา อ่านจับใจความไม่ได้ อ่านคิดวิเคราะห์ไม่เป็น อ่านตีโจทย์ไม่แตก เอ็นทีตก โอเน็ตต่ำ...รวมความอยู่ในคำว่า ‘ไม่มีความรู้’ ไม่เป็นที่พึงพอใจของพ่อแม่และผู้ปกครอง 

เมื่อเด็กๆ ตกอยู่ในสภาพการณ์ตามข้อ ๑ (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้) และข้อ ๒ (ไม่มีความรู้) ก็ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อไปอีก บ่มเพาะความไม่ตั้งใจเรียน หนีเรียน ขาดเรียน แม้ส่วนหนึ่งที่ยังทนนั่งอยู่ในห้องเรียนก็กลายเป็นเด็กมีปมด้อย ขาดศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดกำลังใจที่จะขยันหมั่นเพียร เพราะเรียนไม่รู้เรื่อง ถูกกดดันและเก็บกดความก้าวร้าว เกเร เหลวไหลติดตามมา ขณะอยู่ในโรงเรียนอาจจะยังไม่แสดงตัวในด้านลบมากนัก แต่เมื่อออกนอกโรงเรียน หรือจบจากโรงเรียนตามเกณฑ์ที่ครูเข็นให้ผ่านๆ ไป ก็ไม่มีทักษะในสาระการเรียนรู้มากนัก กลายเป็นวัยรุ่นเหลือขอ ใช้ชีวิตเหลวไหลไปกับกระแสสังคมด้านเสื่อม ติดยา ตั้งแก๊ง มั่วสุมอบายมุข และพฤติกรรมทางเพศ...ท้องไม่พร้อม เป็นพ่อเป็นแม่ที่ขาดคุณภาพ สร้างเด็กที่ขาดคุณภาพรุ่นต่อไปอีก ตามด้วยปัญหาสังคมอีกสารพัดสารพัน 

เด็กๆ หลายคนที่พ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้เรียนต่อ ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีต้นทุนของทักษะวิชาการที่เพียงพอ ก็เรียนๆ ไปตามแกน ไร้แก่นสาร พอผลักให้ตัวเองพ้นงานไร่งานนา ไม่ต้องทำการทำงานอะไร ทั้งยังแบมือขอค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจากพ่อแม่ได้มากกว่าเดิม หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เรียนไม่จบก็มี หรือจบอย่างไม่มีคุณภาพก็มาก ก็เห็นๆ กันอยู่ทุกหมู่บ้าน ชุมชน และตรอกซอกซอยชีวิตที่เสื่อมโทรม  

สำหรับกลุ่มเด็กที่เรียนดี เพราะสติปัญญาดี พ่อแม่ช่วยใส่ใจดี หรือรวมถึงกระบวนการป้อนติวสรรพวิทยาสารพัดจัดให้ ก็จะมีปัญหาของการขาดทักษะชีวิต หย่อนจริยธรรม หรือเก่งแต่เห็นแก่ตัว กลุ่มนี้ก็มีไม่น้อย เป็นผลิตผลภัยเงียบที่บ่อนเสาะสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรื่องนี้สามารถดูได้จากผลิตผลชีวิต ที่วันนี้พวกเขามีตัวตนทนโท่อยู่ในฐานะผู้นำและตัวแทนสังคม ทั้งระดับตำบล เทศบาล จังหวัด รัฐสภา ข้าราชการ และพนักงานลูกจ้าง...ที่ฉ้อฉล เช้าชามเย็นชาม ย่อหย่อนประสิทธิภาพในการทำงาน...นั่นอย่างไร รวมถึงผู้บริหารและข้าราชการครูก็มิได้แตกต่างกัน  ล้วนมาจากผลพวงของการศึกษาผลิตสร้างแบบผิดทิศผิดวิถีที่ควรจะเป็นนั่นเอง 

เด็กดี คนดี ข้าราชการดี และครูดี ที่รอดปากเหยี่ยวปากกาแห่งความเสื่อมดังกล่าวมาได้ วันนี้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่น่าเป็นห่วงยิ่งนัก บ้างก็กำลังจะถูกกลืน กลายพันธุ์ หวั่นไหว ท้อแท้ อ่อนแอเกินกว่าจะทัดทานระบบและหมู่ชนคนเสื่อม ที่ยังพอดำรงตนอยู่ได้ก็มักต้องเป็นสนลู่ลมบ้าง เอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง ก้มหน้าทำหน้าที่ไปวันๆ บ้าง  บ้างโชคดีหน่อยก็สามารถเกาะกลุ่มภูมิปัญญาที่เข้มแข็งประคับประคองกันไว้ พอให้บ้านเมืองนี้หายนะช้าลงเท่านั้นเอง

รวมความว่าการศึกษาโดยภาพรวมที่จัดการเรียนการสอนกันอยู่ทุกวันนี้ สอบตกทั้งสามข้อ!

---------------------------

ปล. หากถามถึงทางออกจากวังวนของความเสื่อมดังกล่าว พลิกอ่านได้จากบางบทความที่นำเสนอก่อนหน้าในเฟซนี้

ทุ่งสักอาศรม
อา.๒๓มิย๕๖

โดย ธมกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net