วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตลุยก่อนระเบิดกรุงปราค


    คราวที่แล้วถึงตอนไปสถานีรถไฟเล็ก ๆ ของ เมือง Český Krumlov  ได้ตั๋วรถไฟพร้อมรายละเอียดที่เขียนไว้ว่า

 ‘All information is issued without liability’

 

 

เขาไม่ได้พิมพ์ผิด หรือพิมพ์ตก หรือไม่แม่นภาษาอังกฤษนะคะ ฉันจึงเขียนเครื่องหมายสากลไว้ ‘=?’ เผื่อถามผู้ที่ไม่ทราบภาษาอังกฤษระหว่างเดินทาง สักพักก็มีหัวรถจักรกับตู้โดยสาร 2 ตู้ เข้ามาจอดตรงอาคารเก่าด้านขวาในเวลาไล่เลี่ยกับขบวนรถที่เราจะขึ้น  เพื่อความแน่ใจจึงเดินไปถามผู้โดยสารที่ลงมาแล้วเดินแยกมาที่อาคารใหม่ที่เรายืนอยู่ ดูโหวเฮงแล้วเลือกเอาคู่สามีภรรยาวัยดึกที่พูดจาเสียงดังยิ้มแย้ม เดาว่าคงจะได้ข้อมูลดี   หลังจากทักทายโอภาปราศรัย ก็ได้ความว่าเขาก็จะขึ้นขบวนเดียวกัน แต่จะแยกไปปราคทางเหนือ ส่วนเราลงใต้ไปเวียนนา โอ้แม่เจ้า…อะไรจะโชคดีปานนั้น

 “Are you from Taiwan” ลุงแกชวนสนทนา

“No Thailand” ประจำเลยรู้จักแต่ไต้หวัน ฉันต้องเล่าแจ้งแถลงไข

“Oh” คุณลุงอุทานแล้วเล่าว่าหมู่บ้านที่แกอยู่มีคนเอเชียด้วย เป็นคนไทย เท่านี้แหละป้าคู่รักแกเอาศอกกระทุ้งเข้าสีข้างคุณลุงดังปัก พูดในภาษาแกแต่ฉันจับคำเวียดนามได้ คุณลุงพยายามเถียงเลยโดนอีกดอก  สงสัยแกพยายามผูกมิตร เลยเอาชนชาติไปปนกันหมด น่ารักจัง ฉันจับตาทั้งคู่ไว้เป็นแผนสองคือต้องวิ่งสวนทางกับแกจึงจะไปถูกชานชาลาเพราะเขาไปกรุงปราคเราไปกรุงเวียนนา สักครู่ก็มี มีหัวรถจักรกับตู้โดยสาร 1 ตู้ แล่นเข้ามาจอดชานชาลา ดูแล้วมันสั้นกุดยังไงไม่รู้ มารู้จากเพื่อทีหลังว่า มันมีต่อตู้ แล้วตัดตู้ด้วย ไอ้ต่อนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ตัดนี่สิ..เป็นเรื่องถ้านั่งผิดฮวงจุ้ย

 

 

 

 

เรารีบขนของขึ้นไปนั่ง แล้วถามคุณลุงตรวจตั๋วเรื่องชานชาลา แกส่ายหัวทำท่าไม่รู้ว่าจอดชานชาลาไหนใน  4  ชานชาลา ฉันถอนหายใจเฮือก แล้วค่อยลุยกันดาบหน้าก็แล้วกัน สักพักใหญ่คุณลุงเดินกลับมาพร้อมชูนิ้ว 4 นิ้ว อุแม่เจ้า น่ารักใจดีอะไรเช่นนี้ แกอุตสาห์กลับมาบอก ดังนั้น จึงมีเวลา 10 นาที  เราลงรถไฟแล้วรีบเผ่นไปชานชาลาสี่ตามที่ได้ข้อมูล ระหว่างวิ่งปะเลง ๆ ลอดทางเดินไปเหลือบเห็นป้ายแล้วแปลกใจตงิด ๆ เพราะขึ้นด้วยตัว ‘P’ น่าจะเป็นกรุงปราค แต่พอเห็นคู่สามีภรรยาเดินสวนทางมา จึงคิดว่าถูกแล้ว ยังไง ๆ ขอใช้แผนสามยืนยันอีกที ระหว่างเดินก็หันไปถามคนที่ใส่เสื้อสะท้อนแสงเพราะน่าจะเป็นพนักงาน เขาบอกว่าชานชาลา  2  บรรลัยแล้วคราวนี้ ตะโกนบอกหมอเล็กถอยทัพวิ่งย้อนกลับมาสวนทางกับคู่สามีภรรยาที่หน้าตาเลิกลักเพราะไปผิดชานชาลาเหมือนกัน ไอ้เราก็มั่นใจว่าเขาเป็นผู้รู้ เกือบไปเสียแล้ว

หลังจากขึ้นมาหอบซี่โครงบานในตู้รถไฟได้ไม่นาน ต่อมาต้องเปลี่ยนขบวนอีก ฉันก็ถามคนตรวจตั๋ว แกเปิดเครื่องมือกด ๆ ดูแล้วบอกชานชาลา 2 ดูหารหาแหล่งข้อมูลแกแล้วน่าเชื่อถือ ยังไงก็เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ ต้องเชื่อไปก่อน แล้วค่อยไปดูป้ายเพิ่มเอา  ตอนไปถึงเห็นจอดอยู่ 2 ขบวนติดกัน ไม่รู้อันไหนเป็นอันไหน วิธีที่ได้ผลของฉันทุกครั้งคือไปเคาะกระจก ยื่นตั๋ว ถามคนขับรถไฟเลย ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุด ครานี้คนขับส่ายหน้าว่าไม่ใช่แล้วดูท่าทีจะจบการสนทนา ฉันยืนปักหลักทำตาละห้อยกดดันเมตตาธรรมเบื้องลึกในใจแกไว้ จนแกตะโกนถามอีกขบวนหนึ่งให้ ปรากฏว่าใช่ เราขอบคุณแล้วรีบลากกระเป๋าไปขึ้น รอตั้งนานรถไม่เคลื่อนขบวนสักที เรามีเวลา 20 นาที สำหรับเปลี่ยนขบวนรถไฟที่ชายแดน นี่ก็เลยไป 10 นาทีแล้วฉันอดรนทนไม่ไหว เดินไปถามพนักงานรถไฟหญิงร่างอวบ

“It is OK” หล่อนยิ้มให้

“ว่าไงพี่ก๊วย”
“เขาว่าไม่เป็นไร”

สิบห้านาทีผ่านไป ใจเราชักเสีย รถเริ่มเคลื่อนขบวน 

“เล็ก ถ้าหลุดขบวนนี้ ยังมีอีกเที่ยวไหม”

“มีค่ะ รออีกราว 2 ชั่วโมง”

“ถ้างั้น เวลาไปถึงชานชาลาเล็กเฝ้าไอ้อ้วนไว้นะ ให้พี่วิ่งไปดูก่อนจะได้ไม่เสียเวลา”

“ค่ะ”
“ถ้าไม่ทันก็ว่ากันเที่ยวถัดไป” อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปหาโรงแรมนอน

 

รถไฟเคลื่อนไปแบบรถหวานเย็น เหมือนสมัยฉันเป็นเด็ก เสียงเครื่องยนต์แบบ

“ถึงก็ชั่ง ไม่ถึงก็ชั่ง ถึงก็ชั่ง ไม่ถึงก็ชั่ง” 

บางที่เป็นเพิงหมาแหงนทาสีฟ้าเหมือนป้ายรถเมล์ก็ยังจอด สงสัยมันคงเป็นพาหนะหลักใช้สัญจรของชาวบ้าน จึงจอดหมดไม่ว่าสถานีเล็กสถานีน้อยก็ตาม

 

กิเลสความหลงมันเข้ามาเล่นกับจิตใจฉันเป็นระยะ ๆ ได้เห็นความกังวลที่จรเข้ามา ได้เห็นความสงบที่จรออกไป เห็นความฟุ้งของจิตที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของความไม่แน่นอน บังคับไม่ได้ เห็นความอยาก ความไม่อยากสลับกันไปมา ฉันว่าดีนะได้ฝึกสะติและเรียนรู้กิเลสแต่ละตัว ไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจเราได้เท่าใจเราเอง แล้วก็ไม่มีอะไรมาช่วยเราได้เท่าใจเราเองเช่นกัน

เรามาถึงสถานีช้าไปเกือบ  20 นาที พอรถไฟจอดปับเรากระโดดลงรถปุ๊บ ลากสัมภาระตะบึงอย่างสุดแรงเกิด ไปขึ้นตู้รถไฟอีกชานชาลาได้อย่างหวาดเสียว ขึ้นปับรถก็เคลื่อนขบวนออกทันที อกอีแป้นจะแตก มันเร้าใจดีแท้หนอ

ในที่สุดก็มาถึงกรุงปราค เราตัดสินใจใช้รถไฟใต้ดินเพราะถูกกว่า โดยซื้อตั๋วแบบ ‘สามวันทุกอย่างได้ไม่อั้น’ เรามาออกสถานีข้างแม่น้ำดานูบ ถามก็แล้วเดินหาก็แล้ว ไม่เห็นมันจะทะลุไปอีกฟากแม่น้ำได้อย่างไร จึงตัดสินใจถามครั้งสุดท้ายกับสาววัยแรงงานรู้ แกบอกให้ลากกระเป๋าข้ามสะพานไปยังถนนที่เราจะไปพัก เราตัดสินใจจะเรียกรถรับจ้าง แกก็ยืนยันว่า

“จะเรียกให้เปลืองทำไม”

“ไกลจ๊ะ”

“ไม่ไกลเดินได้”

“ไม่เป็นไร เรามีเงินพอ จะเรียกรถรับจ้างได้”

“ไม่ต้องเรียก เดินนิดเดียวเอง”

“…ค่ะ…ค่ะ..” เราอึ้งจนรับปากไปอย่างยอมจำนน

พระพิรุณท่านตามมาคุ้มครองทุกที่ เราเดินประมาณเหงื่อตกกีบกลางสายฝนปรอยจนถึงที่พัก

 

หมอเล็กชอบหลงทิศเป็นประจำ แค่เลี้ยวออกจากตู้ชักลอก (ลิฟต์) ก็หลงแล้ว ออกมาหน้าโรงแรมก็เลี้ยวผิด ถือเป็นเรื่องปกติเพราะเคยมีการศึกษาทดลองพบว่า เมื่อแบ่งกลุ่มหญิงชายแล้วให้แผนที่แต่ละคนเข้าป่าไป ผู้ชายส่วนใหญ่ออกมาได้หมด ส่วนผู้หญิงมักจะหลงติดอยู่ในป่า เมื่อให้งานสี่ห้าอย่างทำในเวลาจำกัด ปรากฏผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำเสร็จหมดเพราะสามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ แต่ ผู้ชายมักจะไม่เสร็จเพราะทำทีละอย่าง ดังนั้นฉันจึงดูผิดเพศอย่างไรชอบกล เพราะถนัดเรื่องแผนที่กับทิศมาก สงสัยได้รับการฝึกอย่างดีตอนไปทำงานในโรงพยาบาลชนบทอำเภออมก๋อย อำเภอเชียงดาว เวลาออกหน่อยกระเหรี่ยงจะสอนให้ดูพระอาทิตย์ ขุนเขา ลำห้วย ขนาดไปกรุงเทพยังดูสาขาธนาคารกับพระอาทิตย์เป็นหลักเลย

แต่ที่หมอเล็กแกสันทัดก็คือทิศในใต้ดิน ไม่มีหลง บางชื่อสถานีรถไฟใต้ดินอ่านไม่ออก เราต้องหาวิธีการจำ

“เล็ก มันขึ้นว่า Hut เราออกจากบ้านไปหากระต๊อบ ส่วนขากลับสถานีปลายทางมันขึ้นด้วย Hell ก็กลับนรกแล้วกัน” ฉันสรุป

“ค่ะ”เป็นอันเข้าใจกัน

           หมอเล็กมองไกลไม่ค่อยเห็น ส่วนฉันมองใกล้ไม่คอยเห็น ดังนั้นหมอเล็กจึงอ่านแผนทีส่วนฉันเป็นคนดูทาง เราจึงเข้าคู่กันได้เหมาะเจาะในการเที่ยวต่างแดน

            ที่ Czech Republic เป็นประเทศที่ถูกล้อมด้วย ประเทศเยอรมัน ออสเตรีย สโลวาเกีย และโปแลนด์ มีกรุงปราคที่โด่งดังเพราะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1992 มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน รุ่งเรืองมากในยุโรป และยังมีความสำคัญต่อราชวงศ์ Habsburg มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง อาทิเช่น ปราสาทปราค (Prague Castle) สะพานชาลส์ (Charles Bridge) จัตุรัสเมืองเก่า พิพิธภัณฑ์ และ  ชุมชนชาวยิว เป็นต้น  หมอเล็กย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องไปเดิน สะพาน ตอนเช้า ๆ ที่ไม่ค่อยมีคน แล้วค่อยไปชมบรรยากาศตอนกลางคืนอีกที  เพราะมันใกล้โรงแรมที่เราพัก พระเจ้าชาลส์ที่สี่ให้สร้างในปี ค.ศ. 1357 ตัวสะพานข้ามแม่น้ำ Vltava เชื่อมระหว่างปราสาทปราคกับย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อการค้าที่สำคัญระหว่างยุโรบตะวันออกกับตะวันตก ปัจจุบันมันกว้างราว 10 เมตร ยาว 621 เมตร มีรูปปั้นเรียงรายที่ราวสะพานสองข้าง มีอยู่ท่านหนึ่งชูสัญญลักษณ์สองนิ้วแบบที่วัยรุ่นชอบทำเวลาถ่ายรูป สงสัยจะเรียนแบบท่านี้ที่มีมาแต่โบราณ

 

 

ที่ขาดไม่ได้ก็คือการลูบคลำของนักท่องเที่ยวจนมีเรื่องเล่าขานกันมา ไม่รู้อันไหนจริงอันไหนแต่ง ลูบกันจนวาวเชียวหละ ฉันกลัวคนแคะขี้มูกเกาตูดมาลูบก่อนหน้า จึงเชิญหมอเล็กเป็นนางแบบก็แล้วกัน อิ อิ

 

 

ในตัวเมืองที่เราลัดเลาะเดินซอกแซกมีสถาปัตยกรรมสวย ๆ ซ่อนอยู่ในซอกหลืบให้บรรยากาศย้อนยุคดีแท้

 

 

หนังสือกินเนสยกให้ปราสาทปราคป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่ 70000 ตารางเมตร ยาวราว 570 เมตร และกว้างราว ๆ  130 เมตร

 

มีห้องใหญ่อลังการมากชื่ออ่านไม่ออก  Vladislav Hall เพื่อจัดงานต่าง ๆ เสียดายเขาห้ามถ่ายรูปเพดานที่โค้งไปมาสวยงามาก ปราสาทมีหลายส่วนด้วยกัน เช่นโบสถ์ที่มีกระจกสีสวยงาม

 

 

แท่นสวดอันวิจิตร

 

เครื่องเล่นออแกนหรือหีบเพลงกระบอก ซึ่งเมื่อเล่นทีไรเสียงจะก้องกังวานไปทั่ว สะกดผู้คนให้ตรึงอยู่กับพลังศรัทธา

 

 

ที่นั่งสวดทำด้วยไม้เรียงยาวเป็นตับ

 

ที่ขาดไม่ได้ในแทบทุกปราสาทคือโลงศพบุคคลสำคัญ โลงนี้ทำด้วยเงิน

 

หลังจากอิ่มเอมกับบรรยากาศแล้ว เราเดินออกมาข้างนอกลัดเลาะไปเจอรูปปั้นล้อเลียน David วัยเด็ก ฉันเคยถ่ายกับของจริงที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เมืองฟอล์เลนซ์ประเทศอิตาลี ตอนนั้นเดินทางคนเดียว เพื่อนไปหาเอาข้างหน้า ขอนักท่องเที่ยวถ่ายรูปให้ เลยได้หน้าคนชัดเจนแต่พ่อเดวิดมาแต่ครึ่งล่างกึ่งศิลปกึ่งลามก  เปรียบเทียบให้เห็น ๆ ไปเลยว่าวัยมันต่างกันขนาดไหน ที่โดดเด่นเรืองรองมาแต่ไกลของพ่อหนูเดวิด คืออวัยวะที่มีคนไปลูบ ๆ ถู ๆ เสียจนสีดำหายไปหมด ส่วนของพ่อหนุ่มเดวิดนั้นไซร้อยู่ไกลเกินเอื้อม จึงคงสภาพดี ยกเว้นข้อเท้าเพราะพ่อเจ้าประคุณยืนท่านี้มานานจนต้องซ่อมแซม เฮ้อ กฎอนิจังใช้ได้ทุกเรื่องหนอ

 

 

 

อีกส่วนหนึ่งของปราสาทที่น่าสนใจคือถนนทองคำหรือ Golden Lane มีบ้านหลังกระจิ๋วหลิวซึ่งสามารถอยู่ได้จริง ช่างทองสมัยนั้นพำนักอาศัย

 

 

คนตัวสั้นอย่างฉันเข้าไปยืนแล้วราวกับว่าตัวสูงใหญ่น่าเกรงขาม

 

 

ส่วนนี้เชื่อมต่อกับหอคอยและคุกที่เอาไว้ทรมานนักโทษ ปราสาทไหน ๆ ก็ต้องมีที่น่าสยองนี้เกือบทั้งนั้น

 

เห็นอุปกรณ์แต่ละอย่างแล้วเสียวอวัยวะต่าง ๆ มาก  ฉันคงสลบเหมือดตั้งแต่ชิ้นแรกเชียวหละ

 

 

กลิ่นหอมฉุยของขนมโบราณที่ปิ้งด้วยเตาร้อน ๆ โรยน้ำตาลละลายความหวาดเสียวไปเสียสิ้น อากาศเย็นเหยียบอย่างนี้ ต้องทานแก้หนาว เข้ากั้นเข้ากัน

 

 

 

 

เวลาไปต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องลิ้มลองอาหารท้องถิ่นเขา แผนกต้อนรับที่โรงแรมบอกว่าไม่มีอะไรแปลกมีแต่อาหารพื้น ๆ  แต่ถ้าอยากจะลองก็แนะนำเป็ดย่างกับกะหล่ำปลีสีม่วงดอง เราเลยขอลองลิ้มชิมรสภัตตาคารโรงแรมที่โฆษณาความอร่อยและเปิดมานมนาน ทว่าเขาไม่มีบริการอาหารในห้องพัก แล้วเราก็ไม่อยากทานที่ห้องอาหาร จึงไปต่อรองด้วยความอยากเต็มแก่ 

“ถ้างั้นเราบริการตัวเองได้ไม่คะ”

“ได้สิคะ”

“โอ้ เยี่ยมมาก แล้วเราจะล้างจานมาคืนค่ะ”

      เรารอพ่อครัวสักครู่ก็ได้เป็ดย่างผิวสีน้ำตาลเข้มหอมฉุยนอนพังพาบมาบนเตียงกะหล่ำปลีสีม่วง มีแป้งทอดสีเหลืองนวลกลม ๆ ยาว ๆ เหมือนหมอนข้างเป็นเครื่องเคียง  เราแบกจานเป็ดออกมาอย่างรวดเร็ว อายเขานะ รสชาติดีเหมือนกินเป็ดย่างเมืองไทย ไม่จืดชืดอย่างชาวยุโรป

 

 

        อิ่มหนำสำราญแล้วก็มีแรงเที่ยวต่อ เราไปจัตุรัสเมืองเก่า ไปดูนาฬิกาดาราศาสตร์ (astronomical clock) อันแสนมหัศจรรย์พันลึก มันเก่าแก่อันดับสามของโลกเพราะติดตั้งในปี ค.ศ. 1410 มีจักรกลหลัก ๆ สามส่วน ส่วนแรกคือ ตัวไขลานหมุนตำแหน่งพระอาทิตย์พระจันทร์ (astronomical dial) ส่วนที่สองคือ ‘The Walk of the  Apostles’ ซึ่งเป็นตัวตุ๊กตาผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ทั้งสิบสองซึ่งเคลื่อนออกมาผ่านช่องหน้าต่างด้านบนทุกชั่วโมง และตัวแทนความน่าชิงชังทั้งสี่ที่ตีระฆัง (figure of Death) และ ส่วนสุดท้ายคือ ปฎิทินวงกลมแสดงเดือนต่าง ๆ   

 

 

น่าทึ่งมากที่คนโบราณสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ เราไปจับจองดูตัวแทนความน่าชิงชังทั้งสี่ตีระฆัง ได้แก่ความหลงละเมอ ความโลภ ความตาย และความหลง ฉันว่ามันเตือนสติระฆังชีวิตของเรานะ ทุกวินาทีที่ยังเต้นไปตามสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราสูญเสียโอกาสหลุดออกจากวังวนที่น่าชิงชัง คิดได้เป็นวูบ ๆ  แต่ก็มิได้นำพา

 

VDO นาฬิกาตีระฆัง

https://www.dropbox.com/s/ornhns2drg4cny9/PragueClock.mp4

 

 

 

นอกจากนาฬิกาแล้ว ย่านจัตุรัสเมืองเก่านี้ยังมีตึกสวยงาม หอคอย และ รูปปั้น อยู่รายรอบ เที่ยวได้ตลอดเวลา เพราะสีสันเปลี่ยนแปรตามท้องฟ้าแล หมู่เมฆที่หยอกเอินกันไปมาให้ดวงอาทิตย์อิจฉา ไม่ว่ายามเช้า

 

ยามเย็น

 

ยามย่ำค่ำ

 

VDO จัสตุรัสเมืองเก่า

https://www.dropbox.com/s/hmmuvog8kwq50h6/PragueSquare.mp4

 

ถ้าต้องการมองเห็นทัศนียภาพในมุมสูงรอบด้าน ก็ต้องไปหอคอย Old Town Hall มีตู้ชักลอกให้บริการผู้พิการ ผู้เฒ่า และ หนุ่มสาวที่ไร้แรง

ก่อนทางขึ้นมีห้องโถงที่ต้องอ้อมไปดูจึงจะเห็นความวิจิตรบรรจงของรูปภาพ

ด้านบนหอคอยเดินได้โดยรอบ มีป้ายบอกชื่อและอธิบายตึกต่าง ๆ

 

ก่อนกลับหมอเล็กไม่แล้วใจที่หามาดอนนาดำไม่เจอ (House of the Black Madonna หรือ  House of the Black Mother)

          “เดินอีกหน่อยพี่”

         “ไม่ต้องเก็บหมดก็ได้จ๊ะ”

          “เดียวน่าจะถึงแล้ว”

          “น่าตามันเป็นไงเล็ก”

          “เป็นรูปปั้นสีดำค่ะ”

          “อยู่แถบตึกนี่นะ”

          “ค่ะ…นั่นไง ๆ

          “ไหน ๆ”

          “รูปปั้นดำ ๆ นั่นไง

          “…เออ เล็กพี่ว่ามันเป็นรูปปั้นเพศชายผมยาวสลวยนะเล็ก”

          “แต่มันสีดำนะพี่”

          “พี่ว่าหน้าอกมันใหญ่ไม่ใช่นมนะ แล้วพระบุตรอยู่ไหนหละ”

          “….” หมอเล็กชักไม่แน่ใจ

          “แล้วทำท่าแบก ๆ แถมมีตั้งสี่รูปปั้น พระแม่มีหนึ่งเดียวนะ”

         “โน้นไง ๆ อยู่  ที่ถนน Celetná ตัดกับ Ovocný มุมตึกสีดำ ๆ ด้วยหละเล็ก มีเด็กด้วย”

         “อิ อิ” หมอเล็กอายม้วนต้วน

 

เห็นทีต้องจบกรุงปราคเพียงแค่นี้ เพราะต้องเดินทางต่อไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียอีกค่ะ  

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net