วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"เขางู" สังเวชนียสถานสมมุติแห่งทุ่งอรัญญิก เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองราชบุรี


            “..... ทุ่งอรัญญิก เป็นทะเลสาบกว้างขาวเวิ้งว้างติดกับเขางู ทุก ๆ คนมุ่งหน้ามาเพื่อนมัสการเขางู มีพระพุทธรูปสำคัญ ๆ และมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ที่เขางูนี้

             … ที่ถ้ำฤๅษีและเขาพระพุทธบาทแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เคยเสด็จมาทอดพระเนตรและนมัสการพระพุทธรูปต่าง ๆ ที่ถ้ำฤๅษีและที่พระพุทธบาทด้วย

            ... งานนมัสการเขางูนั้น ในสมัยก่อนสนุกมาก ประชาชนจะมาทั่วทุกสารทิศทั้งทางน้ำและด้นดั้นมาทางบกก็มี น้ำเจิ่งนองทุ่งอรัญญิก เรือพายเรือแจวประเภทต่าง ๆ  จะมาจอดริมถนนที่ยื่นลงไปในทุ่งอรัญญิกแห่งนี้ บนถนนทั้งสองฝั่งนอกจากจะจอดเรือแล้ว ยังปลูกร้านเพื่อขายของนานาประการ ของพื้นเมือง ผลไม้ อาหารทุ่งอย่างบริบูรณ์ และโดยเฉพาะปลาที่ชาวประมงจับจากในทุ่งอรัญญิกแห่งนี้ ชาวบ้านจะเตรียมข้างห่อพร้อมน้ำพริกส้มมะขาม พายเรือมาก็จะพบสายบัวทอดยอดในทุ่งอยู่ทั่วไป เก็บเอามารับประทานกับน้ำพริกส้มมะขามที่เตรียมมา ไม่ผิดหวัง และจะเป็นที่จดจำไปอีกนาน ...” (สะพานเสี้ยว : 2533)

                ชื่อของ “ทุ่งอรัญญิก” หรือ “ทุ่งเขางู” แห่งเมืองราชบุรี อาจถูก “ลืมเลือน” ไปแล้วในปัจจุบัน แต่เมื่อราว 80 - 90  ปีที่แล้ว ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่หน้าเทือกเขางู เคยเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของผู้คนในลุ่มน้ำแม่กลอง ดังที่ อาจารย์ตรี อมาตยกุลเคยเขียนเล่าไว้ในหนังสือ “ประวัติเมืองสำคัญ” เมื่อปี 2513

 

เทือกเขางู และทุ่งอรัญญิก ในปัจจุบัน

               “ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดราชบุรี มีเทือกเขาอยู่พืดหนึ่ง อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 6 กิโลเมตร มีถนนตัดไปจนถึงเชิงเขา รถยนต์แล่นได้สะดวกจนถึงเชิงเขา เทือกเขาเหล่านี้มีส่วนสูงไม่สม่ำเสมอกัน มองดูแต่ไกลจะเห็นเป็นเส้นคด ๆ คล้ายกับทางงูเลื้อยฉะนั้น ภูเขาที่อยู่ในพืดนี้ก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันเช่น เขางู เขาหลักว่าว เขาแซก และเขาพระยาปราบเป็นต้น ส่วนเรียกว่าเขางูนั้น อยู่ตรงหัวพืดเขาทางทิศใต้ เป็นภูเขาเตี้ย ๆ มีส่วนสูงเพียง 20 เมตรเท่านั้น ส่วนภูเขาลูกอื่น ๆ คงมีส่วนสูงลดหลั่นกันไปมากบ้างน้อยบ้าง โดยเฉพาะเขาพระยาปราบมียอดสูงที่สุด คือสูงถึง 281 เมตร เป็นความสูงที่แตกต่างกับระดับยอดเขาถึง 261 เมตร...

             ... ที่หน้าเขางูเป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ และ ณ ทุ่งราบนี้เอง ได้เคยเป็นสนามรบในระหว่างไทยกับพม่ามาแต่โบราณกาล ทุ่งนี้จึงคล้ายกับกับทุ่งประวัติศาสตร์ ซึ่งควรที่ชาวไทยทุกคนควรจะจดจำไว้ตลอดไป....

            ...ทุ่งเขางูนี้เมื่อถึงฤดูน้ำ คือตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน น้ำจะไหลบ่าจากเทือกเขาต่าง ๆ มาขังเต็มไปหมดทั้งทุ่ง และท่วมเจิ่งนองไปถึงเชิงเขา คล้ายกับทะเลสาบ น้ำที่ขังอยู่ในทุ่งนี้ก็ลึกพอที่เรือขนาดใหญ่เช่นเรือยนต์จะวิ่งผ่านไปมาได้โดยสะดวก…

             ...ฤดูที่มีน้ำท่วมทุ่งมากที่สุด คือเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นต้นไป เป็นเทศกาลนัดไหว้พระพุทธบาท (เขางู) ในงานนี้เป็นที่สนุกสนานอย่างที่สุด บรรดาหนุ่มสาวจะพายเรือเข้ามาเที่ยวในบริเวณทุ่งเขางูกันอย่างคับคั่ง ผู้ที่อยู่จังหวัดใกล้เคียง ถึงกับลงทุนเช่าเรือยนต์มาเที่ยวงานนี้ก็ไม่น้อย เพราะฉะนั้นในทะเลสาบน้อย ๆ นี้จึงแน่นขนัดไปด้วยเรือทุกชนิด จะมองไปทางใด ก็จะพบแต่เรือแพน้อยใหญ่เต็มท้องน้ำไปหมด และที่นับว่าสนุกสนานกันเป็นอย่างยิ่งในงานนี้ ก็คือการแข่งเรือ…

             … ถ้ำต่าง ๆ ในบริเวณเขางูนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาส และเคยประทับแรมที่บริเวณเขางูนี้หลายครั้ง .... (ตรี อมาตยกุล 2513)  

             “... มาปัจจุบันนี้ ทุ่งอรัญญิกน้ำก็เหือดแห้ง เพราะตอนเหนือ ๆ ไปทางจังหวัดกาญจนบุรี ก็มีการสร้างเขื่อน ทำให้ทุ่งอรัญญิกเงียบเหงา เพราะน้ำไม่มีเหมือนแต่ก่อน พอถึงเดือนที่มีงานนมัสการเขางู  ก็ดูเงียบ ๆ ไป .... (สพานเสี้ยว 2533)

                 เรื่องราวเสี้ยวหนึ่งที่ “อาจารย์ตรี อมาตยกุล”  กล่าวถึงการสงครามที่ทุ่งอรัญญิกหรือทุ่งเขางูในหน้าประวัติศาสตร์ ก็คือเหตุการณ์ในสมรภูมิแห่งหนึ่งในคราว “สงคราม 9 ทัพ ต้องยับย่อย” เมื่อกองทัพหนึ่งในเก้าของพม่าที่มีกำลังพลกว่า 10,000 คน ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพ “อนอกแฝกคิดหวุ่น” เคลื่อนพลจากเมืองทวาย ผ่านด่านบ้องตี้เข้าตั้งค่ายทัพชักปีกกาอยู่ที่เขางู จอมบึงและป่าหวายของหัวเมืองราชบุรี แต่ขาดการติดต่อกับทัพใหญ่ จึงไม่รู้ว่าทัพหน้าที่ทุ่งลาดหญ้าได้แตกพ่ายไปแล้ว จึงยังคงคุมเชิงอยู่ที่เขางู ทางฝั่งสยามที่ออกมาตั้งมั่นรับศึกที่เมืองราชบุรีเอง ก็ไม่มีการส่งกองสอดแนมออกไปสืบข่าว จึงไม่รู้ว่ากองทัพพม่าได้รุกเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ถึงเขางูแล้ว 

              เมื่อกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท เสร็จจากศึกทุ่งลาดหญ้าแล้วยกทัพหมายจะลงไปช่วยหัวเมืองทางภาคใต้ ก็ผ่านมาบังเอิญเข้าปะทะกับทัพพม่าที่ค่ายเขางูโดยไม่ทันรู้ตัว จึงเกิดการศึกรบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอนที่ทุ่งเขางูจนกองทัพพม่าแตกพ่าย ฝ่ายสยามจับเชลยพร้อมเครื่องศาสตราวุธไว้ได้เป็นจำนวนมาก

             และนั่นก็เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งที่ทุ่งอรัญญิกหรือทุ่งเขางูในอดีต

             ……

              หมู่ถ้ำ “เขางู”  (Kho ngu chaitya hall Caves) ห่างจากตัวเมืองราชบุรีไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 6 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3291 จากแยกเจดีย์หักไปบรรจบสายแยกทางหลวงหมายเลข 3087 เลี้ยวขวาไปทางถนนสาย 3089 ประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงปากทางเข้า “ถ้ำเขางู” หรือ “อุทยานหินเขางู” ที่มีรูปสลักของพระปางลีลาขนาดใหญ่เป็นจุดสังเกตทางซ้ายมือ 

 

ลานพระพุทธรูปปางลีลา ด้านหน้าทางเข้าสู่หมู่ถ้ำเขางู

                หมู่ถ้ำโบราณที่ “เขางู” เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ตรงลานด้านหน้าเขาทางทิศใต้ เคยถูกใช้เป็นที่ตั้งของวัดโบราณอย่างน้อย 2 ครั้ง และเคยถูกทางการมาใช้พื้นที่หน้าเขานี้ทำเป็นเรือนจำในช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะย้ายไปสร้างที่เขาบิน

              ในช่วงก่อนทศวรรษ 2490 มีข่าวลือกันไปทั่วว่าภายในหมู่ถ้ำโบราณทั้งหลายของเขางู มีทรัพย์สมบัติโบราณฝังอยู่จำนวนมาก โดยมีจารึกและพระพุทธรูปรูปนั่งทำนิ้วบอกใบ้ (นิ้วชี้จรดนิ้วหัวแม่มือทำเป็นรูปวงกลม) เป็น “ลายแทง” กลุ่มคนผู้ (ไทยแท้) ที่งมงายและละโมบโลภมาก ได้พากันแอบเข้ามาขุดคุ้ยถ้ำเพื่อหาสมบัติโบราณ จนพื้นถ้ำต่าง ๆ พรุนไปด้วยรูโพรงขุดหาสมบัติอย่างกับโดนทิ้งระเบิด

             เล่ากันว่า แม้แต่ภาพปูนปั้นเก่าแก่บนผนังถ้ำ ก็ยังถูกทุบทำลายเพื่อหาสมบัติที่เพียง “อาจ” ซ่อนอยู่ภายในเนื้อปูน  โบราณวัตถุในยุคทวารวดีในจุดต่าง ๆ ถูกแกะรื้อนำออกไปขายเป็นจำนวนมาก

                คงเหลือแต่เพียง “เศษซาก” ของความงดงามในอดีตให้เห็นอยู่ในปัจจุบันเพียงน้อยนิดเท่านั้น !!!

ผู้คนในอดีตอาจเห็นการยกมือของรูปเคารพ “ฤๅษีเขางู” เป็นปริศนาลายแทงไปสู่สมบัติโบราณที่ฝังไว้ตามถ้ำต่าง ๆ

               แม้กระทั่ง “รอยจารึก” ที่ฐานของพระนั่งห้อยพระบาท ก็มีความพยายาม “แต่งเติม” ตัวอักษรประหลาดคล้ายภาษาไทยในยุคใหม่เข้าไปสลักไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลัง โดยไม่เข้าใจในวิธีการวางตัวอักษรและวิธีการสะกดคำแบบภาษาโบราณ เพียงเพื่อจุดประสงค์ที่จะสร้าง “หลักฐานเท็จ” เพื่อตอบสนองความเชื่อที่ว่า พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทที่เขางูนี้ คือ “ฤๅษีงู” สร้างโดย “คนไทย”และเป็นพระพุทธรูปที่ “เก่าแก่ที่สุดในโลก” จนถึงขั้นละเมอเพ้อฝันออกมาว่า “พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย”

                 สร้างหลักฐานเท็จมากมายให้สอดคล้องกับ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ฉบับ “กระเบื้องจารตราช้าง” อันโด่งดังของหลวงตาอ่ำ !!!

                 จากการทำลายเพื่อจุดหมายต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย สิ่งที่ “คงเหลือ” อยู่จากอดีตที่หมู่ถ้ำ “เขางู” ในทุกวันนี้ ก็คือ “ภาพสลักหิน” (Stone engravings - relief) และ “ภาพปูนปั้น” (Stucco figures) บนผนังถ้ำ เป็น “เจติยสถาน” (Chaitya Hall) ที่สื่อความหมายถึง “สังเวชนียสถาน” ที่ระลึกถึงพระพุทธองค์  (Holy Places for Buddha reminiscences)  ที่ช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ในสมัยโบราณได้ “สมมุติ” (Make - believe) ขึ้นตาม”ความเชื่อ” (Belief) ที่เกี่ยวโยงกับคูหาของ “ถ้ำ” ทางธรรมชาติที่มีความยิ่งใหญ่ของขุนเขาเป็นฉากหลัง มีความสงบ ร่มรื่น เป็นห้องหับที่มีเพดานหลังคาคุ้มฝน  มีอากาศถ่ายเท และเป็นปราการหินที่แข็งแรง โดยนำเอา “ความเชื่อ” หรือ “ความศักดิ์สิทธิ์” (Sacred) ทางพุทธศาสนา เข้าไปปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้คูหาถ้ำกลายเป็น “สถานที่ (ที่ถูกกำหนดขึ้นมาให้มีความ) ศักดิ์สิทธิ์” (Cave sanctuary) ด้วยการจำหลักสร้างลวดลายประดับ หรือเพียงปรับพื้นที่ใช้สอยเพื่อการเข้ามาประกอบ “พิธีกรรม” หรือการพักอาศัยของ “ผู้นำทางความเชื่อ – นักบวช” ภายในถ้ำทางธรรมชาติ

 

แผนที่แสดงที่ตั้งของหมู่ถ้ำเขางู และชุมชนโบราณในยุคทวารวดีใกล้เคียง

                  ตามความเชื่อของมนุษย์ในยุคโบราณ ถ้ำอาจเป็นสถานที่ดูมีความลึกลับน่ากลัว เป็นประตูสู่โลกที่มืดมิด โลกที่มองไม่เห็น หรืออาจเป็นทางเดินเข้าไปสู่ยมโลก แต่หากเป็นถ้ำทางธรรมชาติที่มีช่องแสงส่องสว่าง มีอากาศถ่ายเท ร่มรื่นและมีภูมิทัศน์สวยงาม เงียบสงบ ที่อาจตั้งอยู่ใกล้เคียงกับชุมชนหรือเส้นทางสำคัญ ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาอาจเคยใช้เป็นสถานที่พักแรม จนเมื่อกลุ่มนักบวชหรือกลุ่มผู้นำทางความเชื่อผ่านเข้ามาที่คูหาถ้ำ เกิดความประทับใจกับธรรมชาติที่สงบเงียบและร่มรื่น ผู้คนเหล่านั้นจึงได้นำเอา “คติความเชื่อ” ของตนเข้ามา “ผูก” ไว้ในภายในคูหาของถ้ำในรูปแบบทางศิลปกรรมโดยการแกะสลักผนังถ้ำขึ้นเป็นรูปร่าง วาดภาพด้วยสี หรือปั้นปูนประดับทับลงบนโกลนที่แกะสลักหินเป็นโครงรูปไว้ไว้ ดังเช่นการเกิดขึ้นของ “เจติยสถาน”  (Chaityas and monasteries) ที่ “หมู่ถ้ำอชันตา” (Ajanta Caves) หรือ “หมู่ถ้ำเอลโรลา” (Ellora Caves) ในรัฐมหาราษฎร์ (Maharashtra) จากเส้นทางการเดินทางและการค้าจากทะเลอาหรับ ผ่านเมืองท่าตะวันตกของที่ราบสูงเดคคานเข้าสู่แว่นแคว้นในอินเดียเหนือ ที่มีการเจาะหน้าผาหินบะซอลต์ (Basalt Stone) ในหุบเขารูปวงพระจันทร์เข้าไป สร้างเป็น “หมู่ถ้ำ” (Caves) ขนาดใหญ่กว่า 30 คูหา เพื่อสร้างให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3  

 

เจติยสถานถ้ำอชันตาหมายเลข 9 เป็นถ้ำที่สร้างขึ้นในยุคแรก ๆ ของหมู่ถ้ำอชันตา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 3 - 4

                การใช้ประโยชน์จากคูหา “ถ้ำ” เพื่อสร้างเป็นสถานแห่ง”ความเชื่อ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” เช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์จาก “ยอดเขา” เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นเขตของ “ปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์” อาจสร้าง “สัญลักษณ์” เป็น หลักไม้ หินตั้ง อาคาร หรือศาสนสถานของชุมชนบรรพกาล ปรากฏมาตั้งแต่ยุค “วัฒนธรรมหินใหญ่” (Megalithic) หรือ “ยุคหินใหม่” (Stone - Neolithic age) ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

                  ถ้ำ ต้นไม้ และขุนเขา ถูกกำหนดให้เป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (Sacred) ตามความเชื่อในเรื่อง “อำนาจเหนือธรรมชาติ “ (Animism) ในรูปแบบของเจ้าป่า เจ้าเขา ภูติ ปีศาจ ผีสางนางไม้  ที่สิงสถิตอยู่ในอาณาบริเวณ ต้นไม้ ก้อนหิน ตลอดจนสิ่งของสัญลักษณ์ที่ถูก “สมมุติ” ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เป็นที่เคารพยำเกรงของผู้คนในชุมชน และยังตั้งกลุ่มคนขึ้นเป็น “สื่อกลาง” ในการติดต่อกับอำนาจลึกลับในรูปแบบของ “ร่างทรง” (Medium) หรือ ผู้ประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า “พ่อมด – หมอผี” (Shaman) รวมทั้งผู้คนที่เกี่ยวเนื่องในรูปแบบของ “ผู้รักษากฎเกณฑ์” เพื่อคอยควบคุม ดูแล กำราบผู้คนในชุมชนที่อาจกระทำการล่วงเกินต่อ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่สถิตอยู่ในธรรมชาติแวดล้อมรอบตัวนั้น

                ในคติความเชื่อทางพุทธศาสนา รูปแบบของคูหา “ถ้ำ” ทางธรรมชาติหลายแห่ง ได้ถูก “สร้าง” หรือ “สมมุติ” ให้เป็นเขต “ศักดิ์สิทธิ์” ด้วยการนำเอาวัฒนธรรม เทคโนโลยีและศิลปกรรมเข้าไปแปรเปลี่ยนพื้นที่ภายในคูหาถ้ำให้กลายมาเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ตามคติความเชื่อของตน ทั้งการสลักตกแต่งผนังถ้ำ การบรรจุสิ่งของทางความเชื่อเช่นพระพิมพ์ดินเผา หรือการสร้างอาคารสถานไว้ภายในถ้ำ

 

พระพิมพ์ดินดิบ รูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ตามคติมหายาน พบในถ้ำเขานุ้ย อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15

พระพิมพ์ดินดิบ ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ แสดงยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคติเถรวาท 
พบในถ้ำเขาอกทะลุ จังหวัดพัทลุง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12

ภาพสลักพระพุทธรูปประทับยืนปางเทศนาธรรม จำหลักลงบนเสาหินงอกหินย้อย ภายในคูหาถ้ำถมอรัตน์ 
ใกล้เมืองโบราณศรีเทพ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14

 

พระเศียรของพระพุทธรูปประทับยืนปางเทศนาธรรม ที่ถูกลักลอบสกัดออกมาจากถ้ำถมอรัตน์ในปี 2503 
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

                 ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ผู้คนในอาณานิคมทวารวดี จากเมืองท่าคูบัว (Ku Bua) และเกาะพลับพลา ชุมชนโบราณขนาดใหญ่ที่สำคัญของปากน้ำแม่กลอง ได้เดินทางขึ้นมาสำรวจหมู่ถ้ำหินปูนบนเทือกเขางู ที่มองเห็นแต่ไกลได้จากริมฝั่งแม่น้ำ และตกลงใจที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนภายในถ้ำเพื่อสร้างเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” โดยเลือกใช้เรื่องราวของ “สังเวชนียสถาน”  (The Buddhist Holy Places) แห่งพระพุทธองค์ตามคัมภีร์อรรถกถา มาสร้างจำลองขึ้นไว้ภายในคูหาถ้ำ

 

แผนที่เมืองโบราณคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เมืองโบราณในยุคทวารวดีที่มีสิ่งก่อสร้างกระจายตัวกว่า 44 แห่ง 
ทั้งสถูปเจดีย์และฐานอาคารศาสนสถาน

 ฐานของมหาวิหาร วัดโขลงสุวรรณคีรี ตั้งอยู่ตรงเกือบกึ่งกลางเมือง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14

ภาพปูนปั้น "ปัญจดุริยสตรี" นักดนตรีหญิง 5 นางกำลังนั่งตีกรับ ดีดพิณ เป่าขลุ่ย ตีฉิ่งและขับร้องเพลง
จากโบราณสถานหมายเลข 10 เมืองโบราณคูบัว 

                  “สังเวชนียสถาน” หมายถึงสถานที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นสถานที่ที่ควรเดินทางไปเคารพสักการะ จาริกแสวงบุญ เพื่อให้เกิดความสังเวชและเกิดพุทธานุสติ อันจักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ

 

ภาพปูนปั้นรูป “ยักษ์แบก” ประดับในช่องขื่อปลอมของฐานสถูปหมายเลข 44 บ้านหนองเกษร 
กลุ่มโบราณสถานทางทิศใต้ของเมืองโบราณคูบัว เมื่อครั้งการขุดแต่งในช่วงปี 2504

                ในมหาปรินิพพานสูตร แสดงให้เห็นว่าสังเวชนียสถานได้เกิดขึ้นโดยคำแนะนำของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ พึงจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่งนี้ 

                กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีรับสั่งถึงไว้ว่า “...เมื่อเวลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพานที่เมืองกุสินารา ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว มีการแจกพระบรมธาตุให้แก่ผู้เลื่อมใสเอาไปบรรจุลงไว้ในพระสถูป ธรรมเนียมบรรจุธาตุในสถูปนั้นมีมาก่อนพุทธกาล การแจกนั้นรวมแจกแปดแห่งด้วยกัน ตอนนี้เป็นตอนที่ควรสังเกต พวกถือพระพุทธศาสนาที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไม่นับถือพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าเท่าบริโภคเจดีย์ (สังเวชนียสถาน) 4 แห่ง เมื่อก่อนเข้าปรินิพพานตามความใน “หนังสือปฐมสมโพธิ์” ว่า พระอานนท์กราบทูลถามว่า พวกพุทธบริษัทเคยเห็นพระพุทธองค์ขณะมีพระชนม์อยู่ หากเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วจะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ ควรจะปฏิบัติสถานไรจึงจะแก้ได้ ทรงตอบว่าถ้าใครเปลี่ยวใจคิดถึงตถาคตก็จงไปปลงธรรมสังเวช ณ สังเวชนียสถานสี่ตำบล ตำบลใดตำบลหนึ่งเถิด คือที่ประสูติ “ลุมพินีวัน” กรุงกบิลพัสดุ์ ที่ “ตรัสรู้” พุทธคยาหรือโพธิคยา ที่ประกาศพระศาสนา ”อิสิปัตนมิคคทายวัน” เมืองพาราณสี หรือที่ป่าสาลวันเมืองกุสินาราที่นิพพาน ใครคิดถึงจะไปปลงยังที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้

           …..ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็มีพุทธสาวกไปบูชาสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลนี้เสมอมาตราบเท่าทุกวันนี้ ....”

 

 เสาหินอโศก (Asoka Pillar) หน้าวิหารมายาเทวี  สวนลุมพินีวัน เมืองกบิลพัสดุ์ สังเวชนียสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

 พระมหาโพธิเจดีย์ วัดมหาโพธิ พุทธคยา สังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดของชาวพุทธ

ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พุทธสถานสารนาถ ใกล้เมืองพาราณสี สังเวชนียสถานที่ปฐมเทศนา

 มหาปรินิพพานวิหาร ในสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา สังเวชนียสถานที่ที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

                ในกาลต่อมา เมื่อการเดินทางจาริกแสวงบุญไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งนั้นกระทำได้ยากลำบากเพราะเกิดความขัดแย้งระหว่างแว่นแคว้น คัมภีร์พุทธศาสนาสายเถรวาทจึงได้สร้าง “ทางเลือก” ของสังเวชนียสถานที่ควรไปจาริกแสวงบุญขึ้นเพิ่มเติม ด้วยการนำเอาพุทธประวัติในตอนสำคัญขึ้นมาใช้อีก 4 แห่ง คือตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี (Sravasti) ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะ (Sankassa) รัฐอุตตรประเทศ ตอนโปรดช้างนาฬาคีรี กรุงราชคฤห์ (Rajgriha) และตอนทรมานพระยาวานร ที่เมืองเวสาลี  (Vaishali)

                 การสร้างรูปแบบทางศิลปะเพื่อแทนความหมายของสังเวชนียสถาน ได้เริ่มกระทำกันมาตั้งแต่ครั้งหลังพุทธกาล จนเริ่มมีการสร้างรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 – 7 ในแคว้นคันธาระ (Gandhara) จึงมีการสร้างรูปของพระพุทธเจ้าในท่าและมุทรา (ปาง) ต่าง ๆ พิมพ์ลงบนดินเหนียว (พระพิมพ์) เพื่อใช้เป็นวัตถุมงคล (ศักดิ์สิทธิ์) ที่ระลึกในโอกาสเดินทางไปจาริกแสวงบุญยังสังเวชนียสถาน อีกทั้งยังมีการกำหนดรูปแบบของการแสดงท่าทาง (ปาง) ขึ้น เพื่อ “แทนความหมาย” ของสังเวชนียสถานในแต่ละแห่งแตกต่างกันไปอีกด้วย

                 สังเวชนียสถานที่ประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน (Lumbini)  ทำเป็นรูปดอกบัว ตรีรัตนะและพระพุทธบาทคู่ ส่วนรูปแสดงความหมายของการประสูตินั้นทำเป็นรูปพระมหาโพธิสัตว์  

 

ภาพสลักพระพุทธบาทคู่ ในความหมายของการประสูติ ที่สถูปสาญจี  สร้างขึ้นในยุคสุงคะ – อานธระ 
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 3 -4

 ภาพสลักพระพุทธบาทคู่ ดอกบัวและเครื่องหมายมงคล “ตรีรัตนะ” ในความหมายของการประสูติ จากแคว้นคันธาระ 
ศิลปะแบบกุษาณะ ราวพุทธศตวรรษที่ 7 จัดแสดงอยู่ในห้องจัดแสดงทางศิลปะ
มหาวิทยาลัยเยล (Yale University Art Gallery) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพสลักหินศิลาแลง รูปพระพุทธบาทคู่  แทนความหมายของสังเวชนียสถานแห่งการประสูติ 
ที่โบราณสถานสระมรกต เมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ 13-14

                สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ ณ เมืองพุทธคยา  (Bodh Gaya) เติมเดิมทำเป็นรูปต้น “ศรีมหาโพธิ์” ต่อมาจึงทำพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือปางสมาธิบนดอกบัวใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ (ธยานมุทรา Dhayana Mudra)

 

 พระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พบที่อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12

พระพิมพ์ดินเผารูปพระศรีศากยมุนีขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัยในซุ้มใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พบที่สถูปหมายเลข 3 
เมืองโบราณอู่ทอง ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13

                 สถานที่ปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ (Sarnath) เดิมนั้นทำเป็นรูปของ “รัตนบัลลังก์ ธรรมจักรประกอบกวางหมอบ” ในยุคหลังจึงทำเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา (ธัมมจักรมุทรา Dhamachakra  Mudra) 

 

ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ สัญลักษณ์ของสังเวชนียสถานตอนปฐมเทศนา อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13
พบที่บริเวณพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

                สถานที่ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (Kushinagar) สร้างเป็นสถูปเจดีย์ ส่วนพระพุทธรูปนั้นทำเป็นรูปพระพุทธไสยาสน์

 

ภาพจำหลักบนผาหินทรายรูปพระนอนไสยาสน์ ที่ภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์  อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14

               สถานที่แสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ทำเป็นพระพุทธรูปในปางเทศนาธรรม (วิตรรกะมุทรา Vitaraka Mudra) ประทับนั่งห้อยพระบาท (หรือประทับนั่งแบบขัดตะหมาด) บนบัลลังก์ ใต้ต้นมะม่วงที่มีภาพของพระพุทธเจ้าประกอบอยู่ในรูปเป็นคู่อีกหลายองค์

 

ภาพจำหลักหิน ตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถีตารมคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท มีร่องรอยของการลงรักปิดทอง 
พบที่วัดจีน พระนครศรีอยุธยา น่าจะถูกเคลื่อนย้ายมาจากเมืองนครปฐมโบราณ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14

พระพิมพ์ดินเผา ตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พบในเขตใกล้เคียงกับเมืองโบราณจำปาศรี บ่านนาดูน จังหวัดมหาสารคาม

                สถานที่เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะ ทำเป็นรูปปางประทับยืนหรือปางลีลา(เดิน) พระหัตถ์ข้างหนึ่ง(หรือทั้งสองข้าง)อยู่ในท่าแสดงธรรมเทศนา (วิตรรกะมุทรา) มีพระอินทร์และพระพรหมตามเสด็จอยู่ทางด้านข้าง  

 

พระพิมพ์ดินเผา ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะ ตามคติของฝ่ายเถรวาท 
พบที่เมืองโบราณทัพชุมพล จังหวัดนครสวรรค์  อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14


พระพิมพ์ดินเผา ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะ
พบในเขตใกล้เคียงกับเมืองโบราณจำปาศรี บ้านนาดูน จังหวัดมหาสารคาม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 -15

                สถานที่โปรดช้างนาฬาคิรีที่กรุงราชคฤห์ ทำเป็นรูปของพระยืนในปางประทานอภัย (อภยมุทราAbhaya   Mudra)  หรือปางโปรดช้างนาฬาคิรี (ซึ่งไม่ค่อยพบประติมากรรมรูปแบบนี้ในยุควัฒนธรรมทวารวดีทวารวดีแต่จะไปโดดเด่นอยู่ในยุคศิลปะแบบปาละในยุคหลังกว่า)

               และสังเวชนียสถานที่ทรมานพระยาวานรที่เมืองเวสาลี ทำเป็นรูปปางประทานพร (วรมุทรา Varada Mudra)

 

พระพุทธรูปหินทรายประทับยืนในท่าติภังค์ (เอียงตัว)ปางประทานพร  
พระกรด้านขวาทอดลงแบพระหัตถ์ออก ศิลปะแบบคุปตะ พบที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11

พระพุทธรูปหินชนวนประทับยืน ปางประทานพร  พระหัตถ์ซ้ายแสดงวิตรรกะมุทรา 
พระหัตถ์ขวาทอดลงแบออกด้านหน้าแสดงวรมุทรา พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 -13 

               นอกจากรูปศิลปะของพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่สื่อความหมายถึง “สังเวชนียสถาน” ทั้ง 8 แห่ง แล้ว ยังมีความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปเพื่อสื่อความหมายตามพุทธประวัติ “สัตตมหาสถาน” สถานที่เสวยวิมุติสุข 7 สัปดาห์ของพระพุทธเจ้า ที่ถูกยกขึ้นให้เป็น ”สังเวชนียสถาน”แห่งพระพุทธองค์ ที่ควรแก่การระลึกถึงและจาริกแสวงบุญ โดยนิยมทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้น “มุจละ”(ต้นจิก) มีพญานาค “มุจลินทร์”  (Mucalinda Serpent) แผ่พังพานปกปักษ์อยู่ด้านบน ที่นิยมเรียกกันว่า”พระพุทธเจ้าปางนาคปรก” อีกด้วย

 

พระพุทธรูปนาคปรกสลักจากหินปูนสีเข้ม พบที่เมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี 
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

                 ในขณะที่ฝ่ายมหายาน (มหาสังฆิกะ) ก็ยังมี “สังเวชนียสถาน” สำคัญตามคติความเชื่อฝ่ายตน คือ สถานที่ตอนเทศนา “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชกูฎหรือยอดเขาแร้ง” ใกล้กรุงราชคฤห์ ทำเป็นรูปของพระพุทธรูปประทับนั่งบนพุทธบัลลังก์ (หรือประทับนั่ง) แสดงปางเทศนาธรรมซ้อนพระหัตถ์แบบวิตรรกะมุทรา (ธัมมจักรมุทรา Dhamachakra Mudra) หรือแสดงเพียงพระหัตถ์เดียว มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระโพธิสัตว์เมตไตรยะ ประทับรับฟังคำสอน (เทศนา)ขั้นสูง (กว่าหินยาน) อยู่ที่ด้านข้าง มีพระโพธิสัตว์ร่วมฟังธรรมเทศนาอีกถึง 80,000 องค์

 

พระพิมพ์ดินเผา ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาท และปางสมาธิบนบัลลังก์”ภัทรสิงห์” แวดล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ 
และพระสถูป (อันหมายถึงพระพุทธเจ้าในอดีต) ตามคติฝ่ายมหายาน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 พบในเขตจังหวัดนครสวรรค์

พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าปางสมาธิบนรัตนบัลลังก์ แสดงวิตรรกะมุทรา (ทำนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เป็นวงกลมธรรมจักร)
ทั้งสองพระหัตถ์ ด้านบนอาจหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ ตามคติฝ่ายมหายาน
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 พบที่สถูปหมายเลข 3 เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ภาพปั้นดินเผา (Terracotta plaques) ประดับสถูป หมายเลข 40 บ้านหนองเกษร เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชราชบุรี 
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14 อาจเป็นภาพประดับที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงพระธรรมเทศนาขั้นสูง
แก่เหล่าพระโพธิสัตว์ตามคติฝ่ายมหายาน

                รูปแบบทางศิลปะที่เป็นภาพลักษณ์สำคัญแทนความหมายของ “สังเวชนียสถาน” ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าจากเมืองแม่ (Motherland) ในอินเดีย ได้ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการ “แปรเปลี่ยน” พื้นที่ภายในคูหาของ “หมู่ถ้ำเขางู” ด้วยการจำหลักรูปหรือการแกะโกลนผนังหินแล้วใช้ปูนปั้นประดับทับ มีการนำรูปเคารพเช่น ธรรมจักร พระพุทธรูปเข้ามาประดิษฐานไว้ตามจุดต่าง ๆ ของเทือกเขางู เพื่อ “สมมุติ” ให้ทั้งเทือกเขา เป็น เจติยสถาน” (Chaitya Hall) ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เทือก“เขางู”จึงได้กลายมาเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน “เมืองโบราณคูบัว” และชุมชนเขตลุ่มน้ำแม่กลอง – ท่าจีน ในยุควัฒนธรรมทวารวดี

                 “ผู้นำทางจิตวิญญาณ”  (Spiritual Leadership) ในยุคสมัยทวารวดี ได้นำเอาความเชื่อในเรื่อง “อำนาจเหนือธรรมชาติ” ของ “หมู่ถ้ำ ต้นไม้ใหญ่” และ “ขุนเขา” ตามธรรมชาติที่น่าสะพรึง ดูมีอำนาจยิ่งใหญ่แต่กลับมีความวิเวก สงบร่มรื่นซ่อนเร้นอยู่ มาสอดรับผสมผสานกับ “ความศรัทธา” ในคติความเชื่อทางพุทธศาสนา สร้างอาณาบริเวณขึ้นให้เป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” แห่งบ้านเมือง หมู่ถ้ำที่จะเป็นเสมือนจุดหมายของการ “จาริกแสวงบุญ” ไปสู่ “สังเวชนียสถาน” ของผู้คนในอาณานิคมทวารวดี

                เพราะ “สังเวชนียสถาน” ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ในสถานที่จริงทุกวันนี้ (กลางพุทธศตวรรษที่ 13) กำลังถูกทำลายโดยพวกเดียรถีย์นอกศาสนา หรือแม้แต่ในแคว้น “อานธระ” แห่งอินเดียใต้เอง ก็แทบไม่มีพุทธศาสนิกชนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

               ผู้คนที่ประกาศตนเป็น “พุทธบริษัท” ทั้งหลาย ได้ถูกขับไล่ให้อพยพออกมาจาก “จักรวรรดิปัลลวะ” ล่องเรือมายังอาณานิคมใหม่ที่เรียกว่า ”ศรีทวารวดี” ตามประสงค์ของจักรพรรดิปัลลวะผู้ศรัทธาในเทพเจ้าฮินดู เพื่อการแสวงหาทรัพยากรจากโลกใหม่ที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ”

                และคงเป็นการยากที่เหล่าชาวพุทธจะได้เดินทางกลับไปจาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานอันแท้จริงในอินเดียเหนือ ที่กำลังย่อยยับจากพวกเดียรถีย์ฮินดูอีกแล้ว ในชาติภพนี้ !!!              

              ....

             คูหาต่าง ๆ ของหมู่ถ้ำเขางู อาจถูกผู้คน “ลูกผสม” (คุปตะ อานธระ – สุวรรณภูมิ)จากเขตลุ่มน้ำแม่กลอง ทั้งเมืองโบราณคูบัว หรือชุมชนโบราณที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่ดอนของเขตตัวเมืองราชบุรีในปัจจุบัน (เกาะพลับพลา โคกประตูเมือง วัดมหาธาตุ) เข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ตามรูปแบบของ “สังเวชนียสถานสมมุติ” เป็น อุเทสิกเจติยสถาน”เพื่อการระลึกถึงพระพุทธเจ้าและเพื่อการการะทำการบุญกุศลด้วยการเดินทาง “จาริกแสวงบุญ” ตามคติโบราณ

 

ซากของฐานอาคารในวัดมหาธาตุราชบุรี แสดงให้เห็นว่ามีการตั้งชุมชนโบราณในเขตที่ดอนริมแม่น้ำแม่กลองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี

 แผนที่แสดงที่ตั้งของหมู่ถ้ำ “เจติยะแห่งสังเวชนียสถาน” ในเขตเทือกเขางู

ภูเขาฝั่งทิศตะวันตกของกลุ่ม ที่ตั้งของถ้ำจีนและถ้ำจาม

ปากทางขึ้นไปยังยังถ้ำจีนและถ้ำจาม

บันไดทางเดินไต่ระดับขึ้นสู่ถ้ำจีน

ทางเดินผ่านจากถ้ำจีน ขึ้นไปยังถ้ำจาม

                 ห้องโถงคูหาของ “ถ้ำจาม”  ถูกเนรมิตด้วยรูปจำหลักประติมากรรมและภาพปูนปั้น  ด้านในอาจเคยมีรูปสลักขนาดใหญ่เพื่อเป็นประธานของ “เจติยสถาน” (Chautya Hall) ดังปรากฏร่องรอยของชิ้นส่วน “ประภามณฑล” ปูนปั้นที่มีลวดลายดอกไม้ต่อเนื่อง ลูกปัดอัญมณีและกลีบบัวรัศมีหลงเหลือติดอยู่กับหินย้อยใกล้ผนังถ้ำฝั่งทิศเหนือ ส่วนรูปประติมากรรมที่หายสาบสูญไปแล้วนี้ก็อาจเป็นภาพของพระพุทธเจ้าในท่าประทับยืนปางปฐมเทศนา (ธัมมจักรมุทรา Dhamachakra Mudra) ที่มักจะสร้างให้มีรัศมีหรือประภามณฑลล้อมรอบพระเศียร

 

 ปากถ้ำจาม มีฝูงลิงมาเฝ้าต้อนรับอยู่มากมาย จนเสียวสันหลัง

ภายในคูหาถ้ำจามอันร่มรื่น

ส่วนเล็ก ๆ ของประภามณฑลที่เหลืออยู่ติดอยู่กับหินย้อยทางขวาของคูหาถ้ำ

 “ประภามณฑล” ก็คือรัศมีที่เรืองรองออกมาจากพระศากยมุนี ดังตัวอย่างของประภามณฑลรอบพระยืนถือไม้เท้า 
ที่ถ้ำยายาจูงหลาน จังหวัดเพชรบุรี แบบมหายาน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 - 15

                  ที่ผนังถ้ำทางฝั่งทิศเหนือ  เคยเป็นภาพปูนปั้นผืนใหญ่ในตอน “มหา – ยมกปาฏิหาริย์” ที่เมืองสาวัตถี ตามคติของฝ่ายเถรวาท ส่วนที่คงเหลืออยู่เป็นภาพของพระพุทธเจ้าคู่ (ยมก) 6 องค์ ประทับบนต้นมะม่วงใหญ่ที่ออกผลเป็นช่ออยู่เต็มต้น องค์ทางซ้ายมือของภาพประทับนั่ง พระหัตถ์ทั้งสองอยู่ในท่าแสดงธรรม “วิตรรกะมุทรา” องค์ตรงกลางเหลือเพียงรูปโครงร่างในท่าประทับนั่งสมาธิ ภาพทางขวา 3 องค์ องค์ด้านบนทำท่าคล้ายเหาะเหิน พระหัตถ์ขวาอยู่ในท่าวิตรรกะมุทรา พระหัตถ์ซ้ายวางที่พระเพลา ที่พระชานุด้านขวา มีรูปปางสมาธิอยู่อีก 1 องค์ องค์ทางขวาสุดของภาพประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาอยู่ในท่าวิตรรกะมุทราแสดงเทศนาธรรม ส่วนประหัตถ์ซ้ายยกขึ้นชี้ไปด้านบน ที่อาจหมายถึงการแสดงธรรมจักรโปรดเทพยดาบนสรวงสวรรค์

 

เมื่อเงยหน้าขึ้นไปซักเล็กน้อยทางด้านขวาของถ้ำ จะเห็นภาพปูนปั้นผืนใหญ่ 
แสดงเรื่องราวในตอน “ยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี” บนผนังถ้ำ

ภาพปูนปั้นทางด้านขวาของกลุ่มภาพ

ภาพปูนปั้นทางซ้ายมือของกลุ่มภาพ

               ส่วนที่ด้านล่างของภาพ ถึงแม้รูปปูนปั้นจะแตกหักออกมาจนเกือบหมด แต่ก็ยังเห็นเค้าโครงของรูปพระนั่งปางสมาธิที่ตรงแกนกลางของลำต้น มีกิ่งขนาดใหญ่แผ่ออกไปจากจุดศูนย์กลางทั้งสองด้าน ใต้กิ่งขนาดใหญ่น่าจะเคยเป็นภาพของพระนอนไสยาสน์เป็นคู่ ทั้งทางซ้ายและทางขวาของภาพ

              ที่ด้านล่างสุดของภาพ อาจเคยทำเป็นภาพของพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาทบนรัตนบัลลังก์ ในปางแสดงธรรมเทศนา ด้านข้างอาจมีรูปปั้นประกอบขนาดเล็ก ทั้งรูปของเทพยดาถือเครื่องสูง (แซ่จามร) กลุ่มพุทธบริษัท พวกเดียรถีย์ นาคนันทะและนาคอุปนันทะ ตามแบบแผนของภาพในคติเถรวาท

กลุ่มภาพปูนปั้นตอน “ยมกปาฏิหาริย์” บนผนังถ้ำทั้งหมด

ภาพวาดสันนิษฐาน (จินตนาการ) ลวดลายปูนปั้นทั้งหมดของภาพในครั้งแรกสร้าง ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13

               ภาพ “มหาปาฏิหาริย์” ที่เมืองสาวัตถี เป็นภาพที่ได้รับความนิยมในการนำมาสร้างเป็นรูปเคารพทั้งประติมากรรมหรือพระพิมพ์ในยุควัฒนธรรมทวารวดีเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะถูกใช้แทนความหมายของ “สังเวชนียสถาน” แล้ว ก็ยังมีความหมายเชิง “สัญลักษณ์” ที่แสดงให้เห็นถึง “ชัยชนะ” ของพระธรรมแห่งพระพุทธเจ้าที่มีเหนือพวกนอกศาสนา (เดียรถีย์) และอาจหมายรวมถึง “อำนาจ” แห่งพระพุทธเจ้า (หรือผู้เข้ารีตเป็นพุทธบริษัท) ดำรงอยู่เหนือ “อวิชชา” หรือ “อำนาจเหนือธรรมชาติ” ภูตผีปีศาจ ของกลุ่มชนพื้นถิ่นเดิมในสุวรรณภูมิ ที่ยังไม่ปรารถนามาเข้ารีต

 

 มุมมองของถ้ำจาม จากภายในมองออกมายังปากถ้ำ จะเห็นว่ามีช่องทางเข้าสองทาง

             ภาพปูนปั้นพุทธประวัติตอน “ยมกปาฏิหาริย์” ที่เมืองสาวัตถี ในคูหาของถ้ำจาม ยังมีที่ภาพเกี่ยวเนื่อง ไปปรากฏบนผนังช่องปากถ้ำฝั่งตรงกันข้ามทางทิศใต้ เป็นปูนปั้นทำเป็นรูปกลุ่มคน มีคู่หนึ่งขี่คอซ้อนกันขึ้นไป ภาพบุคคลเหล่านี้แทนความหมายของกลุ่มคนหรือเทพยดา ที่พุทธประวัติกล่าวไว้ว่า มี “จำนวนมากมายเหลือคณานับ” ต่างแออัดยัดเยียดเขามาประชุมกันโดยรอบต้นคัณฑามพพฤกษ์ (ต้นมะม่วง) เพื่อชมมหาปาฏิหาริย์ (จนต้องขี่คอกันดู) และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทำปาฏิหาริย์สั่งสอนพวกเดียรถีย์เสร็จสิ้นแล้ว จึงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทที่มาร่วมชุมนุมจนหลายคนบรรลุมรรคผล

 

ภาพปูนปั้นกลุ่มบุคคล บนผนังของช่องเขา

                    บริเวณผนังฝั่งทิศใต้ลึกเข้าไปด้านในของคูหา ยังมีรูปสลักโกลนและภาพปูนปั้น แสดงความหมายของสังเวชนียสถานแห่งการมหาปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ในรูปของพระไสยาสน์ประทับบนแท่น สลักโครงร่างลงบนหินปูนของผนังถ้ำ หันพระเศียรไปทางปากถ้ำทิศตะวันออก ปลายพระบาทเหยียดตรง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ทำเป็นรูปของ “ต้นสาละคู่”  ที่มีเครื่องถนิมพิมพาประดับตกแต่งที่กิ่งก้าน มีร่องรอยการซ่อมแซมและทาสีแดงชาดในสมัยอยุธยา ด้านบนของภาพปูนปั้นมีส่วนแขนและขาของบุคคลในท่ากำลังเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งน่าจะเป็นภาพของเหล่า “เทพยดา” ที่มาถวายเครื่องสักการบูชาและแซ่ซ้องสาธุการ  

 

บนผนังของถ้ำทางซ้ายมือ มีรูปจำหลักพระนอนและลายปูนปั้นในตอน “มหาปรินิพพาน”

ภาพจำหลักหินผนังถ้ำ แสดงรูปพระนอนไสยาสน์ ที่มีร่องรอยการปฏิสังขรณ์ด้วยการลงรักปิดทองและการทาสีแดงชาดในช่วงสมัยอยุธยา

 เหนือภาพจำหลักหินรูปพระนอน เป็นลวดลายปูนปั้นรูป “ต้นสาละคู่” และภาพของเหล่าเทพยดา

                บริเวณปากถ้ำจามฝั่งทิศใต้ (ทางซ้ายมือ) ใกล้กับประตูลูกกรง (ป้องกันคนแต่ไม่กันลิง) ยังปรากฏรูปปูนปั้นของพญานาคแผ่พังพาน 7 เศียรบนผนังถ้ำด้านบน เรียงกันอย่างไม่ได้สัดส่วน แต่ละพังพานมีรูปดอกไม้ 6 กลีบในกรอบวงกลมตรงกลางลำตัว แทนความหมายของ “ความเจริญรุ่งเรืองดุจดอกไม้บาน” หัวของพญานาคมีขนาดเล็กลักษณะคล้ายใบหน้าของ “ลิง”ตามแบบแผนศิลปะแบบทวารวดีที่พบจากที่ต่าง ๆ

 

ภาพปูนปั้นพังพานของนาค 7 เศียร ใกล้กับปากถ้ำ

ชิ้นส่วนปูนปั้นประดับสถูป รูปพญานาค จากเมืองโบราณอู่ทอง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13

               ที่พังพานนาคตัวกลาง มีลวดลายลูกปัดอัญมณีและดอกไม้ต่อเนื่องที่เป็นส่วนประกอบของ “ประภามณฑล” หรือ “รัศมีแห่งอานุภาพ” เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าภายใต้พังพานของนาค 7 เศียรนั้นคงทำเป็นปูนปั้นรูปพระพุทธรูปปางนาคปรก ที่สื่อความหมายแทน “สังเวชนียสถาน” ที่ปรากฏในพุทธประวัติตอน “เสวยวิมุติสุข” ภายหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  

 

ภาพสันนิษฐาน (จินตนาการ) ลวดลายปูนปั้นรูปพระนาคปรกที่ถ่ำจามในครั้งแรกสร้าง

                เฉพาะที่ถ้ำจาม  ก็มีความตั้งใจที่จะสร้างเป็น “สังเวชนียสถานสมมุติ” อันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวของพุทธประวัติ 4 เหตุการณ์สำคัญมารวมไว้ในห้องคูหาเดียวกัน พอถึงในยุคอยุธยาจึงได้มีการซ่อมแซม ตกแต่งทาสีแดงชาดเพิ่มเติมตามลวดลายปูนปั้นและปรับถมพื้นจนเรียบแล้วปูอิฐทำเป็นลานกว้างภายในคูหา

               ถัดลงมาด้านล่างบนเขาลูกเดียวกันกับถ้ำจาม คือคูหาของ ”ถ้ำจีน”  ปรากฏร่องรอยการเซาะสลักผนังถ้ำ เป็นโครงร่าง (โกลน) รูปพระพุทธรูปปางแสดงธรรม (วิตรรกะมุทราเฉพาะพระหัตถ์ขวา) แบบประทับนั่งขัดสมาธิราบ 2 องค์บนผนังด้านขวา

 

บันไดทางเดินขึ้นสู่ถ้ำจาม จะถึงก่อนถ้ำจีน

ที่ปากถ้ำจีน ก็มีเหล่าลูกหลานพระยาวานรมาเผ้าแหนอยู่มากมาย

                 ที่ถ้ำจีน ดูเหมือนว่าช่างสกัดหินในครั้งแรกสร้างอาจจะไม่พอใจต่อสภาพแวดล้อมของคูหาถ้ำที่อยู่ต่ำใกล้ระดับพื้นดิน คับแคบและไม่ค่อยมีแสงสว่างสาดเข้าไปด้านใน จึงหยุดการสกัดหิน และย้ายขึ้นไปสร้างรูปของ “สังเวชนียสถาน”  บนคูหาถ้ำจามที่อยู่สูงขึ้นไป ทิ้งโกลนหินของพระพุทธรูปทั้งสององค์ไว้

 

ภาพจำหลักบนผนังถ้ำด้านใน

ภาพจำหลักพระพุทธรูปประทับนั่ง ทางด้านนอกใกล้ปากถ้ำ 
มีการปฏิสังขรณ์ด้วยการปั้นปูนพอกทับทาสีแดงชาดและลงรักปิดทองในช่วงกรุงศรีอยุธยา

                 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 ผู้คนในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา คงได้เดินทางมาจาริกแสวงบุญที่สังเวชนียสถานโบราณแห่งทุ่งอรัญญิก เมื่อเห็นโกลนหินเป็นโครงร่างทิ้งไว้ จึงได้ปั้นปูนขึ้นพอกทับทำเป็นพระพุทธรูปเต็มองค์ ทาสีแดงชาดที่จีวร สบงและสังฆาฏิ  ต่อมาภายหลังจึงมีการลงรักดำแล้วปิดทองทับ พร้อมกับดัดแปลงพื้นที่ภายในคูหาถ้ำจีน ทำเป็น “สังฆาราม”และที่พักของผู้เดินทางมาจาริกแสวงบุญ (ที่ส่วนมากจะเป็นภิกษุสงฆ์) ดังที่พบการปูอิฐเป็นพื้นลานและพบชิ้นส่วนแตกหักของพระพุทธรูปหินทรายแดงศิลปะอยุธยากระจายอยู่ในถ้ำเป็นจำนวนมาก

 

ชิ้นส่วนแตกหักของพระพุทธรูปหินทรายแดงในสมัยกลางกรุงศรีอยุธยา ภายในคูหาถ้ำ

เหล่าลูกหลานพระยาวานร ที่ตรงปากถ้ำ

                 ถัดมาทางทิศตะวันออกใกล้กับถ้ำจาม เป็นเขาที่มีความสูงที่สุดของกลุ่มหมู่ถ้ำ เรียกกันว่า “เขาพระบาท” มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 120 เมตร บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของฐานอาคารที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาทจำลอง” ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์

 

ปากบันไดทางขึ้นสู่ยอดเขาพระบาท

              บริเวณโดยรอบก่อนการสร้างอาคารมีหลังคาในยุคปัจจุบันครอบทับนั้น ปรากฏหลักฐานของอิฐแบบทวารวดีและอยุธยา ที่เคยใช้เป็นฐานของอาคารผังสี่เหลี่ยมที่ประดิษฐานรูปประติมากรรมพระพุทธบาทคู่ อันมีความหมายแทนสังเวชนียสถานแห่งการประสูติมาตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงสมัยอยุธยาจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ปรับพื้นอาคารใหม่และสร้างศาลาเรือนไม้ครอบทับ ต่อมาในยุคหลังมีการนำเอาพระพุทธบาทข้างเดียวขึ้นมาประดิษฐานแทนที่รอยพระพุทธบาทเดิมที่อาจแตกหักจนยากจะซ่อมแซมขึ้นใหม่

 

บันไดทางเดินไต่ขึ้นไปสู่ยอดเขาพระบาท

ภาพวิวทิวทัศน์จากยอดเขาพระบาท มองไปทางทิศตะวันออก เห็นปากทางเข้าสู่เขางู ทุ่งกว้างอรัญญิกและแม่น้ำแม่กลอง

อาคารศาลาที่ประดิษฐานรอยพระบาทจำลอง

ชิ้นส่วนอิฐแตกหักโดยรอบยอดเขา มีทั้งอิฐที่ทำขึ้นในยุคทวารวดี อิฐในยุคอยุธยา และอิฐในยุคปัจจุบัน

ชิ้นส่วนแตกหักของพระพุทธรูปหินทรายแดง สมัยอยุธยา บนยอดเขาพระบาท

                 ที่ “ถ้ำฝาโถ” ตอนกลางของหมูถ้ำเขางู  เป็นคูหาถ้ำไม่กว้างนักในซอกเขา มีการเซาะสกัดจำหลักผนังหินเป็นรูปพระนอนไสยาสน์ขนาดใหญ่ไม่มีพระบาท หันพระเศียรไปทางปากถ้ำค่อนไปทางทิศใต้ เป็นประติมากรรมแทนความหมายสังเวชนียสถานแห่งการปรินิพพาน

 

 ปากบันไดทางขึ้นสู่ถ้ำฝาโถ

 บันไดทางเดินไต่ขึ้นสู่ถ้ำฝาโถ

 มุมมองบนปากทางเข้าสู่ถ้ำฝาโถ มองไปทางทิศใต้

ปากทางเข้าสู่ถ้ำฝาโถ

                   รูปสลักส่วนพระเศียรขององค์พระนอน มีใบพระพักตร์ตามแบบศิลปะทวารวดีอย่างชัดเจน (พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกโหนกแบน พระโอษฐ์หนา) ที่พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบเพราะผนังหินปากถ้ำโค้งเว้าออก ช่างโบราณจึงปั้นปูนทำเป็นขมวดพระเกศาแทนเนื้อหิน เหนือพระเศียรขององค์พระนอนมีภาพปูนปั้นเป็นรูปของต้นสาละคู่ ประดับด้วยเครื่องถนิมพิพาภรณ์ มีผ้าแพรพรรณผืนยาวและสายสร้อยมาลัยดอกไม้หอม เป็นเครื่องสักการบูชาพาดอยู่บนกิ่งก้าน รอบพระเศียรและพระวรกายด้านบน ทำเป็นประภามณฑลล้อมรอบ ประดับด้วย “ลวดลายพรรณพฤกษาสลับดอกต่อเนื่อง” กับลายกนกก้านผักกูด เหนือลายประภามณฑลช่วงพระอังสา (ไหล่) ทำเป็นรูปบุคคลของ “เทพยดา” หรือ “รุกขเทวดา” (เทพผู้สิงสถิต) หลายองค์กำลังแสดงการแซ่ซ้องสาธุการ

 

 ภาพปูนปั้นรูปต้นสาละ บนผนังทางฝั่งซ้ายของปากถ้ำ

 ภาพจำหลักหินบนผนังถ้ำ เป็นรูปพระนอนขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 6 – 7 เมตร หันพระเศียรไปทางปากถ้ำ

 พระพักตร์ของพระนอนไสยาสน์และลายปูนปั้นประดับ แสดงลักษณะตามแบบแผนศิลปะทวารวดีอย่างชัดเจน

              พระพุทธรูปนอนจำหลักบนผนังหินที่ถ้ำผาโถนี้ จัดเป็นพระนอนไสยาสน์ในยุควัฒนธรรมทวารวดีที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทย !!!

 

ลวดลายปูนปั้นประภามณฑล และรูปเทพยดาตรงเหนือพระอังสา

มุมมองโดยรวมของภาพจำหลักพระนอนไสยาสน์ถ้ำฝาโถทั้งองค์ ที่อาจมีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

              ผนังทางฝั่งทิศเหนือมีภาพสลักโกลนของรูปบุคคลจำนวน 4 รูปที่จำหลักไม่เสร็จในท่ายืนพนมมือ บ้างก็ยืนไขว้แขนในท่าเอียงตัวคล้ายจะเป็นลม ซึ่งอาจเป็นรูปของกลุ่มพระสาวกที่กำลังปลงธรรมสังเวช หลังจากที่ได้ทราบข่าวจากกลุ่มนักบวชชีเปลือย “อาชีวกะ” ว่าพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว

               บนผนังตรงปากถ้ำยังมีร่องรอยของแนวอิฐที่ก่อขึ้นไปเป็นกำแพงทับลงบนภาพสลัก จนถึงเพดานปากถ้ำ เป็นร่องรอยของการใช้ประโยชน์จากถ้ำโดยการปูอิฐเป็นลาน ปรับเปลี่ยนคูหาเป็นอาคารเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือเป็นที่พักของพระสงฆ์ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏร่องรอยของโครงหลังคาไม้มุงกระเบื้องดินเผา และชิ้นส่วนแตกหักของพระพุทธหินทรายสีแดงจำนวนมาก ที่ถูกนำเข้ามาประดิษฐานไว้ในคูหาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 22

 

 ภาพสลักโกลนรูปพระสาวกตรงปากถ้ำด้านขวามือ

                 ถัดมาทางทิศตะวันออกบนเนินเขาเตี้ย ๆ ปลายสุดของเทือกเขางู เป็นที่ตั้งของ “ถ้ำฤๅษี” ซึ่งในปัจจุบันก็ดูเหมือนจะมีความสำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาหมู่ถ้ำต่าง ๆ ของเทือกเขางู แต่ในยุคสมัยทวารวดี ถ้ำฤๅษีอาจเป็น “เจติยสถาน” ที่มีความสำคัญน้อยกว่า “ถ้ำจาม” และ “ถ้ำฝาโถ” ที่มีการแกะสลัก ตกแต่งลวดลายปูนปั้นและจัดวางเรื่องราวในพุทธประวัติเพื่อ “สร้าง” เป็น “สังเวชนียสถาน” ได้สมบูรณ์ตามคติแบบแผนมากกว่า

                แม้แต่ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 2480 ผู้คนที่เดินทางหลั่งไหลเขามาร่วมงานประเพณี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ที่ทุ่งน้ำหลากอรัญญิก ก็มักจะกล่าวถึงงานเทศกาลนัดไหว้พระพุทธบาทบนยอดเขามากกว่าเรื่องราวพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทของถ้ำฤๅษี

 

ปากทางบันไดขึ้นสู่ถ้ำฤๅษี เนินเขาเตี้ย ๆ ทางทิศตะวันออกสุดของเทือกเขางู

                  แต่คงด้วยเพราะ “ถ้ำฤๅษี” ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางถนนที่ตัดตรงจากตัวเมืองราชบุรีเข้ามาในช่วงหลังทศวรรษที่ 2500 ประกอบกับเรื่องราวการ “สร้าง” ประวัติศาสตร์ชาติไทยใหม่จากการแต่งเติมอักษรจารึกโบราณตรงส่วนล่างขององค์พระพุทธรูป ความสมบูรณ์ขององค์พระนั่งและการเดินทางขึ้นไปสักการะที่สะดวกสบาย ได้เพิ่มความสำคัญให้กับถ้ำฤๅษี แปรเปลี่ยนจากเพียงงานเทศกาลไหว้พระบาทในอดีต มาเป็นงานนมัสการหลวงพ่อฤๅษีและรอยพระพุทธบาทเขางูในปัจจุบัน

                 ภายในคูหาของถ้ำฤาษี ที่มีขนาดกว้างยาวประมาณ 10 x 20 เมตร  บนผนังถ้ำทางฝั่งทิศเหนือ มีภาพจำหลักเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ด้านขวาแสดงธรรมเทศนา (วิตรรกะมุทรา Vitaraka Mudra)  พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา ความสูงประมาณ 3.5 เมตร ส่วนผนังถ้ำฝั่งทิศตะวันตก  สลักเป็นโกลนของพระพุทธรูปยืนปางเสด็จจากดาวดึงส์ แสดงธรรมเทศนาทั้งสองพระหัตถ์ หรืออาจทำพระหัตถ์เป็นปางประทานอภัย ความสูงทั้งองค์ประมาณ 2.5 เมตร

 

ภายในคูหาถ้ำฤาษี

ผู้ดูแลอาคารสถานชี้ให้ดูภาพสลักโกลนของพระยืนที่ตรงผนังถ้ำทางซ้ายมือ

               รูปแบบการขึ้น “โกลน” (โครงร่าง) หรือการเจาะสกัดผนังหิน ของพระพุทธรูปทั้งสององค์มีลักษณะเดียวกับ “โกลน” ภาพสลักของพระพุทธรูปประทับนั่ง 2 องค์ ของ “ถ้ำจีน”  คือมีการเซาะผนังถ้ำเว้าเนื้อหินเข้าไปเป็นรูป “นูนต่ำ” (Relief) เพื่อจุดประสงค์ที่จะขึ้นโกลนโครงร่างแล้วปั้นปูนประดับตกแต่งทับอีกที

              ภาพสลักของพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท ดูเหมือนว่าช่างในยุค “ทวารวดี” ครั้งแรกสร้างจะจำหลักลายละเอียดส่วนพระเศียรไม่เสร็จสมบูรณ์และทิ้งค้างไว้ จนเมื่อผู้จารึกแสวงบุญในยุคหลัง ได้เข้ามา จึงแกะสลักรูปพระเศียรขึ้นใหม่จากโกลนเดิม

 

ภาพจำหลักพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทแบบนูนต่ำ บนผนังถ้ำฤาษี

               รูปแบบทางศิลปกรรมของตัวองค์พระกับพระเศียรจึงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แบบแผนสำคัญทางศิลปะของพุทธรูปในศิลปะทวารวดีจะมีพระเกศาม้วนเป็นก้นหอยขนาดใหญ่ เรียงสลับฟันปลากันขึ้นไป มี “อุษณีษะ” (อุณหิส - กะโหลกส่วนที่นูนขึ้นออกมากลางศีรษะ อันเป็นหนึ่งในมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ ของพระพุทธเจ้า) ที่ต่อเนื่องได้สัดส่วนกับรูปขมวดพระเกศาบนพระเศียร พระเกตุมาลายอดบนสุดของพระเศียรเป็นรูปดอกบัวตูมขนาดเล็ก  ส่วนพระกรรณก็นิยมทำเป็นรูปโค้ง มีร่องต่อเนื่องลงมาที่ส่วนของติ่งพระกรรณ

 

พระพุทธรูปหินทราย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนบัลลังก์ภัทรสิงห์ในศิลปะแบบคุปตะ 
พุทธศิลป์ต้นทางของศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 จัดแสดงอยู่ในบริติช มิวเซียม

รายละเอียดพระเศียรของพระพุทธรูปในสมัยทวารวดีจากเมืองโบราณนครปฐม ที่มีพระเกศากลมใหญ่ขมวดเป็นก้นหอย 

เรียงสลับขึ้นไปถึงอุษณีษะ ปลายพระเกตุมาลา เป็นบัวตูมเตี้ย ๆ พระพักตร์กลมแป้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา
พระนาสิกโหนกแบน พระโอษฐ์หนา ช่องพระกรรณโค้งกลม ร่องพระกรรณยาวโค้งสอบกับพระพักตร์

ภาพสลักนูนต่ำพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทแสดงปางเทศนาธรรมในที่สงบ จากเมืองโบราณนครปฐม 
ตามคติจะมีรูปกลุ่มบัวบานรองรับอยู่ที่ใต้พระบาท
และมีพระพักตรตามแบบศิลปะที่ถูกกำหนดโดยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ในพระไตรปิฎก

รายละเอียดของพระเศียรพระพุทธรูปปางมารวิชัยจากจังหวัดบุรีรัมย์ อายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 
มีพระพักตร์ตามแบบพุทะศิลป์ในยุควัฒนธรรมทวารวดีอย่างชัดเจน

              ส่วนพระเศียรของพระพุทธรูปประทับนั่งที่ถ้ำเขางู ผู้สลักในยุคหลังทำพระเกศาเป็นเม็ดกลมเล็กต่อเนื่องขึ้นไปเป็นตารางเม็ดข้าวโพด  อันเป็นความนิยมในช่วงกรุงศรีอยุธยา อุษณีษะโหนกนูนสูงเป็นรูปครึ่งวงกลม ยอดพระเกศมาลาทำเป็นบัวตูมชะลูดสูงยอดแหลม ส่วนพระพักตร์สลักเว้นกินหินเนื้อเข้าไปจนร่องข้างพระนาสา (จมูก) ดูลึกคล้าย “คนแก่” ช่องรูพระกรรณยาวเรียวตามรูปหน้าไม่โค้งกลม

                แตกต่างจากส่วนพระวรกาย ที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมสอดรับกับคติความเชื่อแบบเถรวาทผสมผสานศิลปะของฝ่ายมหายานในยุควัฒนธรรมทวารวดี ที่นิยมกันในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 อย่างชัดเจน

 

พระเศียรขนาดใหญ่ที่พบในเขตเมืองราชบุรี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี 
ที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของพระพักตร์ที่ค้อนข้างกลม พระขนงโก่งต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเปิดเหลือบต่ำ
พระนาสิกแบบ พระโอษฐ์หนา ขมวดพระเกศากลมใหญ่ ตามแบบพุทธศิลป์ทวารวดี



 รายละเอียดพระเศียรของพระพุทธรูปประทับยืนปางเทศนาธรรมแสดงวิตรรกะมุทราทั้งสองพระหัตถ์
ขุดพบที่วัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14

พระพุทธรูปดินเผาประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางสมาธิ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 จากเมืองโบราณอู่ทอง 
ดูจะมีลักษณะทางศิลปะที่ใกล้เคียงกับพระนั่งห้อยพระบาทในถ้ำฤๅษี คือครองจีวรเฉียง สังฆาฏิทบหลายชั้นลงมาเป็นริ้วตามแนวขอบจีวร
ปลายหยักทบผ้าเป็นชั้น นุ่งผ้าสงบเห็นเป็นสันขอบโค้งใต้พระนาภี  

               อีกทั้ง “ปริศนา” ที่น่ากังขาของ “อักษรจารึก” (Inscriptions) ที่มีการจารไว้บริเวณช่องว่างระหว่าง “พระโคปผกะ” (ข้อพระบาท) ทั้งสองข้าง ที่วงวิชาการในปัจจุบันระบุไว้ว่าเป็นจารึก “อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต” เขียนว่า “ปุญกรมชระ ศรีสมาธิคุปต(ะ)” แปลว่า “พระศรีสมาธิคุปตะเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยการทำบุญ”

               ปริศนาในครั้งแรก ในคราวที่ พันตรี ลูเนต เดอ ลาจองกิแยร์ (Lunet de Lajonquiere) เข้ามาสำรวจถ้ำฤๅษีและนำเรื่องราวไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือในปี 2455  แต่ “มือโปร” จากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française d'Extrême-Orient หรือ EFEO) ผู้นี้ กลับมองไม่เห็นจารึกที่อยู่ตรงหน้า

             หรืออาจยังไม่เคยมีจารึกอยู่ตรงนั้น !!!

              แต่ในครั้งที่ ศ. ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) อ่านไว้ในปี 2472  ได้ใจความว่า "ปุญ วฺระ ฤ ษี.(?)... ศรี สมาธิ คุปฺต "  มาแปลความในปี 2504 ความว่า “ การบุญของฤาษี.(?).ศรีสมาธิคุปตะ”  แต่กระนั้นรูปแบบของตัวอักษรที่เพียงคล้ายคลึงกับ “อักษรคฤนถ์” ของแคว้นอานธระในยุคราชวงศ์ปัลลวะ ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 และการจัดวางตัวอักษร ก็ยังคงเป็นปริศนาในตัวของมันเอง

              ศ. เซเดส์ วิเคราะห์ว่า อักษรที่เว้นไม่ได้แปลไว้  ไม่ได่อ่านว่า "งู"  (ตามที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพยายามโยงรูปของตัวอักษรให้เข้ากับชื่อของสถานที่ “เขางู”)  ส่วนอักษรตัวแรก “ปุญย” มีอักขรวิธีอ่านที่ไม่ตรงกับทั้งภาษาบาลี (ปญฺญ) และภาษาสันสกฤต (ปุณฺย) แต่อาจเป็นคำในเสียงมอญ แต่คุณชะเอม คล้ายแก้ว (ผู้แปลในยุคหลัง) เชื่อว่าเป็นคำทับศัพท์ตรงกับภาษาไทยในปัจจุบันที่แปลว่าว่า “บุญ” หรือ “(การกระทำ)คุณความดี”

                ส่วนคำว่า “วฺระ” นั้น ศ. ยอร์ช เซเดส์ กลับเชื่อว่าเป็นคำเขมร ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่า “พระ” แต่เนื่องด้วยรูปอักษรไม่ชัดเจน การแปลในยุคหลังจึงอนุโลมเทียบเคียงรูปอักษรที่ใกล้เคียงกันอ่านเป็นคำว่า “กร” แปลว่า "ผู้กระทำ”

                ส่วนคำว่า “ฤษิ และตัวอักษรปริศนา (?)” ศ. ยอร์ช เซเดส์ แปลว่า “ฤๅษี” ตามชื่อเรียกถ้ำของผู้คนในท้องถิ่น แต่ผู้แปลในยุคหลัง (ชะเอม คล้ายแก้ว) กลับอ่านได้ว่า “ปุญ” “กร” “มชฺระ” ซึ่งคำว่า “มชฺระ” แปลว่า “ผู้บริสุทธิ์” หรือ “ทำความสะอาดจิตใจของตนเอง”

               ผู้แปลในยุคหลังยืนยันว่าไม่เคยปรากฏคำว่า “ฤษี” และคำว่า “งู” ในจารึก !!!

 

ภาพลอกลายเส้นของตัวอักษรที่จารึกอยู่ตรงส่วนล่างของรูปพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท

                ความย้อนแย้งของรูปตัวอักษรที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการ “เลียนแบบ” อักษรคฤนถ์ของแคว้นอานธระมาจัดเรียงคำเพื่อออกเสียงในภาษาสันสกฤต แต่หลายรูปตัวอักษรก็ไม่ใช่วิธีการวางอักขระแบบภาษาปัลลวะแท้  จึงอาจจะเป็นการ “คัดลอก” (Copy) เพียง “ลายเส้น” (Line art) ของตัวอักษรทั้งประโยคมาจากที่อื่น แล้วนำมา “จาร” (Paste) ลงบนผนังหิน ตัวอักษรหลายตัวจึงคลาดเคลื่อนไปจากต้นฉบับ และยังมีการเติมรูปอักษร “ปุญย” ไว้ที่ด้านหน้า เพื่อสื่อความหมายของคำว่า “การกระทำบุญ”

 

สภาพในปัจจุบันของจารึกระหว่างข้อพระบาทพระพุทธรูปนั่งในถ้ำฤๅษี ที่มีการทาสีปิดทับ “ตัวอักษร” ปริศนาไปทั้งหมด 
แม้กระทั่งตัวอักษร (คล้ายปัลลวะ)เดิม ก็ไม่ได้มีการบูรณะตกแต่งให้ดูชัดเจน ตามความสำคัญของเนื้อหาคำแปลที่ปรากฏ
เพราะอะไร ?

                 อีกทั้ง “ขนบแบบแผน” ของการจารึกตัวอักษรในช่วงยุคทวารวดี ในภาษา “สันสกฤต” ที่เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์แบบทางการ ที่อ่านยากและไม่นิยมใช้ ก็ไม่เคยปรากฏว่าจะมีการจารึก “ชื่อ” ของผู้สร้างงานประติมากรรมหรือ “เรื่องราวการทำบุญส่วนบุคคล” ไว้กับรูปสลักประติมากรรมพระพุทธเจ้าที่ยึดถือกันว่าเป็นสิ่ง “ศักดิ์สิทธิ์” สูงสุดของพุทธศาสนิกชน นอกจากการจารึกโดยรัฐหรือกษัตริย์ ซึ่งจารึกทางศาสนานั้นมักนิยมใช้ภาษาบาลีมากกว่าภาษาสันสกฤต

                  อีกทั้งข้อความที่ฝ่ายเถรวาทนิยมจารึกบนรูปประติมากรรมทางศาสนา ก็มักจะเป็นการจารึกบท “เย ธมฺมมา เหตุปปฺภวา (อาห) เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอววาที มหาสมโณ” พระคาถาอันเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา จากพระสุตตันตปิฎกและวินัยปิฎก(มหาวรรค) ในพระไตรปิฎกภาษาบาลี อีกทั้งยังนิยมจารึกคำสอนใน “ธัมมจักกัปปวัตตนะสุตตะ” หลักธรรมเรื่อง “ปฎิจจสมุปบาท” หรือพระธรรมจาก “พระสุตตันตปิฏก” บนฐานประติมากรรม ธรรมจักร, พระพิมพ์,แผ่นศิลา, สถูปจำลอง

 

ฐานรองธรรมจักรศิลา หินปูนเนื้อละเอียด พบที่เมืองโบราณกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 
มีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี เป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจ 4

พระพุทธรูปประทับยืน ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ พบใกล้วัดเพรงร้าง (วัดโพธิเขียวร้าง) จังหวัดราชบุรี มีจารึกบนหลังพระพุทธรูป 
เป็นพระคาถา “เย ธมฺมา ฯ” อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุในราวพุทธศตวรรษ 12

จารึกบนฐานรูปเคารพจากโบราณสถานในเมืองศรีเทพ จารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 -13 
เป็นข้อความคำสอนที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจ 4

                   การจารึกที่ใช้อักษรเลียนแบบปัลลวะ แต่มาจัดวางให้อ่านแบบสันสกฤต จึงย้อนแย้งกับจารึกในยุคเดียวกันที่พบอยู่บริเวณใกล้เคียง เช่นจารึกด้านหลังพระพุทธรูปปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่พบใกล้กับวัดเพรง (ร้าง) จารึกหลังพระพิมพ์เมืองคูบัว หรือจารึกบนธรรมจักรที่เมืองโบราณนครปฐมที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีบริเวณลุ่มแม่กลอง - ท่าจีน – เจ้าพระยา ที่มีคติความเชื่อแบบเถรวาทจะนิยมจารึกอักษรปัลลวะที่อ่านออกเสียงในภาษาบาลีบนรูปสลักประติมากรรมทางศาสนา มากกว่าที่จะใช้ภาษาสันสกฤต

 

พระพิมพ์ดินเผา แสดงตอนมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคติฝ่ายเถรวาท
(หรืออาจเป็นตอนเทศนาธรรมแก่เหล่าพระโพธิสัตว์ตามคติฝ่ายมหายาน)มีพญานาคนันทะและอุปนันทะเนรมิตบัวรองรับอยู่ด้านล่าง
องค์ทางซ้ายของภาพพบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี องค์ทางขวาพบที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี
มีจารึก มีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จารึกพระคาถา “เย ธมฺมา ฯ” เขียนที่ด้านหลังคล้ายคลึงกัน

ธรรมจักรศิลาจากเมืองโบราณนครปฐม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 มีข้อความจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี
ตามส่วนต่าง ๆ ทั้งดุม กงและกำ เขียนอธิบายความหมายของพระธรรมจักร กับอริยสัจ 4

                จารึกที่ถ้ำฤๅษีเขางู จึงเป็นจารึกที่เหมือนว่าจะถูกสร้างขึ้นมาภายหลังจากสมัยทวารวดี ผู้จารึกพยายามที่จะสร้าง “ตัวตน” ของบุคคลว่าเป็นผู้เข้ามากระทำการบุญในถ้ำฤๅษีนี้ (นะ) เกี่ยวโยงกับ “คุปตะ”  (ด้วยนะ) ตามความเชื่อที่ว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะคุปตะในอินเดีย โดยพยายามจัดเรียง ดัดแปลงตัวอักขระคฤนถ์ ให้อ่านแบบ “สันสกฤต” เพื่อให้ดูเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์และมีความเก่าแก่ ขัดแย้งกับตัวพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทในยุคทวารวดี ที่สร้างขึ้นตามแบบแผนของเถรวาทที่นิยมการจารึกเป็นภาษาบาลี โดยใช้ตัวอักษรคฤนถ์ตามแบบแผน “อักขระวิธี” ไม่ต้องดัดแปลงจนคล้ายภาษาไทย (สมัยใหม่) ให้เมื่อยตุ้ม 

               จารึกด้านล่างของพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทที่ถ้ำฤๅษีเขางูนี้ จึงไม่น่าถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการสลักพระพุทธรูปครั้งแรกในยุคทวารวดีหรือราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 แต่อาจจารึกขึ้นในคราวเดียวกับการเข้ามาปฏิสังขรณ์ใบพระพักตร์ของโกลนพระนั่งจนมีพระพักตร์คล้าย “คนแก่” (เมื่อผู้คนเดินทางมาจารึกแสวงบุญอาจเห็นว่าเป็นภาพ “ฤๅษีในชุดนักบวช” กลายเป็นที่มาของชื่อถ้ำฤๅษี) ในยุคหลังมากกว่า

                หรืออาจถูกจารึกขึ้นหลังปี 2455 แต่ก่อนหน้าปี 2472 ซึ่งก็ไม่ยากนักที่จะตามหาความจริงในเรื่องนี้  !!!

                 แต่กระนั้น เมื่อคิดถึง “ความตั้งใจ” รวมทั้ง “จุดมุ่งหมาย” ของช่างโบราณผู้รังสรรค์งานศิลปะในยุคแรกสร้างสมัยทวารวดี ที่ได้พยามสร้าง “สังเวชนียสถานสมมุติ” ที่ระลึกถึงพระพุทธองค์ 2 แห่งในคูหาของถ้ำฤๅษี ภาพแรกเป็นตอนแสดงธรรมเทศนา (แบบในที่สงบหรือในศาสนสถาน พระหัตถ์ซ้ายวางลงบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาแสดงวิตรรกะมุทรา) ประทับนั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ (ยังไม่ได้ปั้นปูนประดับ)  ภาพที่สองบนผนังทางทิศตะวันตกของคูหา แทนความหมาย “สังเวชนียสถาน” ในครั้ง “เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะ” ในท่าธัมมจักรมุทรา (Dhamachakra Mudra) หรืออาจแทนความหมายในครั้ง “ประทานอภัย" (อภยมุทรา Abhaya Mudra)  โปรดช้างนาฬาคิรี ที่กรุงราชคฤห์

 

ภาพสลักโกลนของพระพุทธรูปยืนบนผนังถ้ำฤๅษี อาจหมายถึงตอนเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือที่เรียกว่า “เทโวโรหนะ” 
เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาและแสดงเทศนาธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อเสด็จกลับลงมาสู่โลกมนุษย์ ได้ทรงแสดง “โลกวิวรรณปาฏิหาริย์” คือการเปิดโลกทั้งสาม ได้แก่สวรรค์ มนุษยโลก และนรก
ให้บรรดาเหล่าเทพยดา มวลมนุษย์ และสัตว์โลกได้มองเห็นกันและกัน และจะได้สดับฟังธรรมเทศนาไปพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว

                นับแต่ครั้งเริ่มสร้างในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 จนเมื่อครั้งคราวทิ้งร้างรูปจำหลักไว้หลายแห่ง ผ่านกาลเวลาและยุคสมัยที่มีทั้งการบูรณปฏิสังขรณ์เปลี่ยนแปลงคูหาเป็นอาคารศาสนสถาน การแต่งแต้มเรื่องราวของ “ฤๅษี” และเรื่องราวของ “จารึก” ผูกพันเข้าไปใหม่เพื่อจุดประสงค์ตามความเชื่อของบางกลุ่มคน อีกทั้งยังการขุดคุ้ยทำลายหมู่ถ้ำเกือบทุกซอกมุมเพื่อค้นหาสิ่งมีค่าจากอดีต

                 ถึงจะผ่านการทับถมเรื่องราวในแต่ละยุคสมัยมายาวนานกว่า 1,200 ปี แต่เมื่อเราได้คำนึงย้อนคิดถึงจุดมุ่งหมายของผู้คนในยุคทวารวดี ที่ได้เพียรสร้าง “สังเวชนียสถานสมมุติ” ขึ้นเพื่อให้ผู้คนในโลกใหม่ “สุวรรณภูมิ” ได้มีโอกาสเดินทางจาริกแสวงบุญ มาสักการบูชาจนเกิดความสังเวชใจและเกิดพุทธานุสติ อันจักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ เหมือนเมื่อครั้งที่ยังเคยได้กระทำการจาริกแสวงบุญอยู่เป็นเนืองนิจที่เมืองแม่

 

พระพุทธรูปปางมารวิชัยหินทรายแดง ประธานแห่งเจติยสถานถ้ำฤาษีในยุคกรุงศรีอยุธยา 
มีร่องรอยของการลงรักปิดทองและสีแดงชาดบนผนังที่มีรอยคราบหินคล้ายต้นศรีมหาโพธิ์
อาจเคยถูกทุบทำลายเพื่อหาสมบัติในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในยุคปัจจุบัน

                  ผู้คนในยุคสมัยทวารวดี ได้เพียรสร้าง ”สถานสมมุติ” ที่เทือกเขางู เพื่อเป็นสังเวชนียสถานสำคัญ ทั้งสถานที่ระลึกถึงครั้งการประสูติ การตรัสรู้ การปฐมเทศนาและการปรินิพพานของพระพุทธองค์ อีกทั้งยังสร้างสังเวชนียสถานที่ระลึกถึงครั้งแสดงมหาปาฏิหาริย์ ครั้งเสวยวิมุติสุข ครั้งเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และครั้งประทานอภัยให้กับเหล่าสรรพสัตว์ จนเกือบครบถ้วนตามแบบอย่างที่ปรากฏในในพระธรรมปกรณ์อรรถกถา

              ........

               เรื่องราวของเจติยะ – สังเวชนียสถาน เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งทุ่งอรัญญิกของเมืองราชบุรีอาจเลือนหายหรือแปรเปลี่ยนไปตามแต่ละความต้องการของผู้คนต่างยุคสมัย จนถึงในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าหมู่ถ้ำต่าง ๆ ของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในยุคโบราณกำลังอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ขาดการดูแลเอาใจใส่  อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ไม่ได้คำนึงถึงความหมายในอดีต ก่อให้เกิดขยะกระจายเกลื่อนไปทั่วหุบเขา  อีกทั้งฝูงลิงจำนวนมากที่คอยเข้ามาใกล้ผู้คนเพื่อหาอาหาร จนน่ากลัวว่าจะเกิดอันตราย

              สำหรับท่านที่ยังไม่ได้เคยไปหรือเคยไปเยือนมาบ้างแล้ว หากได้อ่านเรื่องราวในวันนี้อย่างเข้าใจ และคิดว่าอยากจะเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่สังเวชนียสถานอัน “สมมุติ” ขึ้น  ณ เขางู เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ในยุควัฒนธรรมทวารวดี ที่หากลองนับรวมถ้ำในยุคสมัยใกล้เคียงกันอย่าง “ถ้ำพระโพธิสัตว์” จังหวัดสระบุรี ที่มีภาพสลัก “พระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาทเทศนาธรรมแก่เทพเจ้าฮินดู” ,“ถ้ำคูหา” จังหวัดสุราษฎร์ธานี , “ถ้ำยายจูงหลาน” จังหวัดเพชรบุรีและ “ถ้ำถมอรัตน์” คูหาถ้ำบนเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองศรีเทพแล้ว หมู่ถ้ำสังเวชนียสถานที่เขางูก็ดูจะเป็นหมู่ถ้ำที่มี “เจติยสถาน” เกี่ยวเนื่องกับคติการเดินทาง “จาริกแสวงบุญ” ที่ควรไปสักการบูชา เพื่อการ “ระลึก” ถึงพระพุทธองค์ได้ชัดเจนมากที่สุดในยุคสมัยทวารวดี

                และหากท่านได้มีโอกาสและตั้งใจว่าจะเดินทางไปตามคติความเชื่อของการจาริกแสวงบุญแล้ว ก็ขอให้เดินเท้าขึ้นไปตามหมู่ถ้ำต่าง ๆ รวมทั้งยอดเขาพระบาท เพื่อจะได้แสดงการระลึกถึงพระพุทธองค์ ด้วยเครื่องสักการบูชา ตามแบบโบราณจนครบถ้วน

                 แล้วความระลึก “สังเวช” จาก “สังเวชนียสถาน (สมมุติ) ที่เขางู เมืองราชบุรี" ก็จักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ

                 รวมทั้งอาการเหนื่อยล้า ปวดแข้งปวดขา ....ก็จะตามมาติด ๆ  !!!

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net