วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้หญิงหน้าจ. : 30 ++ ใครว่ามืดมน ?


ผู้หญิงหน้าจ. : 30 ++ ใครว่ามืดมน ?

twitter @wannasiri_ 

 

ตอนเด็กๆใครๆก็อยากจะโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะเคยคิดว่า โลกของเด็กมันน่าเบื่อ สู้โลกของผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ นอกจากจะไม่ต้องนอนกลางวัน ได้แต่งหน้าทาปากแต่งตัวสวยๆ ใส่ส้นสูงปรี๊ด ไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน ไม่ต้องตัดผมเท่าติ่งหู ไถท้ายทอยซะเขียวเชียว ยังไม่ต้องนั่งอ่านหนังสือสอบ อยากได้อะไรก็ได้ อยากไปไหนก็ได้ไป ไม่ต้องถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบว่าห้ามกลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน ...ด้วยความเป็นเด็กเราเลยมักจะคิดเหมาเอาเองทุกอย่างว่าสิ่งรอบตัวผู้ใหญ่ล้วนเพอร์เฟค

 

ไม่แปลกที่รักแรกของวัยรุ่นส่วนใหญ่จะหวือหวาและเต็มไปด้วยความหวัง เพราะสัมผัสแรกที่เราเห็นความเพอร์เฟคเหล่านั้น ทั้งจากงานแต่งงานในละครโทรทัศน์ พระเอกในนิยาย หรือแม้แต่รักของพ่อแม่ เราเลยคิดเอาเองว่า แฟนเราคนแรกจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นฮีโร่  เด็กในวันนั้นจึงมีโลกที่พวกเค้าสร้างไว้เองว่า เมื่อเขาเติบโตเมื่อไหร่ เขาจะมีหลักฐานที่มั่นคง ถ้าเป็นผู้หญิงก็คิดว่าจะต้องแต่งงาน มีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น

 

แต่เมื่อเราเดินทางผ่านชีวิต เราจะพบว่า ไม่มีโลกที่สวยงามอยู่จริงเช่นนั้นหรอกเด็กน้อย ในชีวิตจริง ไม่มีเกราะกำบังที่ปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ในโลกของเด็กที่พ่อแม่คอยโอบอุ้ม ประคับประคอง โลกของผู้ใหญ่ที่เรามองว่าน่าอยู่ มันกลับเป็นโลกที่ ยาก สับสน วุ่นวาย และซับซ้อน

 

เราเคยหันไปถามแม่ว่า ทำไมแม่ไม่บอกหนูล่ะว่า  โลกของผู้ใหญ่มันจะยากเย็นแสนเข็ญอย่างนี้ ยังจำคำตอบจากปากแม่ได้ว่า “ถึงมันจะง่ายหรือยาก จะสลับซับซ้อนมากขนาดไหน จะล้มลุกคลุกคลาน ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ไม่มีใครบอกได้ว่าสูตรสำเร็จของชีวิตที่เราต้องเผชิญจะเป็นแบบไหน เราอาจจะออกแบบชีวิตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตจะเป็นไปอย่างที่เราออกแบบทุกอย่าง บางคนที่ดูเหมือนชีวิตจะไม่ครบถ้วน ก็อาจจจะมีความสุขมากกว่า คนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม ขึ้นอยู่กับว่าเราค้นหาชีวิตเจอเมื่อไหร่ และคำตอบแบบไหนที่เราพอใจ”

 

เหมือนแม่จะพยายามบอกลูกสาวว่า การปักเทียนวันเกิดในแต่ละปี ไม่ได้หมายความว่าเราเติบโตและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ดังนั้นคำตอบทุกอย่างที่เราต้องการ ก็อยู่ที่ประสบการณ์และการเลือกของเราเอง

 

เราเชื่อว่า 90 เปอร์เซ็น ของคนที่ข้ามผ่านหลักกิโลเมตรที่ 30  ต่างแสวงหาและย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เรามีความมั่นคงในชีวิตแค่ไหน เราพอใจกับจุดที่เลือกเดินหรือไม่ เรายังขาดอะไรที่เราต้องการในชีวิตอีก

 

แล้วทำไมต้องอายุ 30 นะเหรอ? ก็เป็นเพราะว่าเรารู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นยังไงล่ะ

 

การเผชิญโลกที่ซับซ้อน งุนงง สับสน สนุกสนาน เต็มที่กับเพื่อนฝูงในวัยเรียน และวัยเริ่มทำงานที่ได้เงินเดือนของตัวเอง ในวัยก่อน 30  การลองผิดลองถูกทั้งในเรื่องงาน ความรัก และชีวิต ทำให้ดูเหมือนช่วงท้ายของเลข 2 จะเป็นการเลี้ยงอำลาความรื่นเริงที่ผ่านมาสิบปีก่อนยังไงบอกไม่ถูก เรากำลังถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง มีคนบอกว่า เมื่ออายุเลขสามนำหน้า มันเป็นการส่งสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ช่วงชีวิตเราต้องหนักแน่น เตรียมใจและกายให้พร้อมกับการกับความลำบากและเหนื่อยล้ากว่าสิบปีก่อนหน้า เราจะถูกวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว ความเป็นผู้ใหญ่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงพิธีกรรมหรือสถานภาพและเงื่อนไขสังคมที่ต้องเป็นไปตามช่วงวัยเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การประคับประคองชีวิตได้เมื่อเผชิญกับปัญหาและความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน

 

แล้วอะไรทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่... คงไม่ใช่แค่เริ่มมีผมหงอก อ้วนง่าย แม้จะกินอาหารเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม?  ริ้วรอยปลายตาเริ่มมาเยือน ทำให้ต้องพึ่งแอพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนแบบขาดไม่ได้  เห็นคนอื่นการงานก้าวหน้า เริ่มจะเป็นผู้บรืหารชั้นต้น บ้างก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง  แอบอิจฉาเวลาเห็นเพื่อนร่วมรุ่นแต่งงาน หรือเข้าเฟซบุ๊คทีไร เป็นต้องเห็นอัพเดทกิจกรรมแม่ลูกสุขสันต์ ลูกป่วย หิว ลูกกินเยอะ พาลูกไปเริงร่าริมทะเล นี่ยังไม่นับรวมกับสิ่งประกอบสร้างจากภาพยนตร์ และสื่อสารพัดชนิดที่ทำให้สะเทือนใจลึกๆว่า ในวัยนี้ต้องแต่งงานได้แล้ว เดี๋ยวจะขึ้นคานแล้วนะเธอ ... 30+โสด ON SALE หรือ 30 กำลังแจ๋ว ...จะอะไรกันนักกันหนาเนี่ย  อะไรมาหลอมให้ต้องมีโมเดลความคิดว่าสาว 30 จะโหยหาความรักขนาดนั้น เกินไปล่ะ...

 

ไม่ใช่แค่เรื่องความรักและการแต่งงานเท่านั้น เรายังคงยืนยันว่า คนโสดก็ไม่ได้เป็นหลุมดำของสังคมแต่อย่างใด ...ลองหันไปมองพ่อแม่ดูสิ อยู่กับท่าน แล้วจะรู้ว่า เราจะเห็นท่านเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายช้าลง เริ่มพูดซ้ำๆประโยคเดิมๆบ่อยๆ เราอาจต้องมีภารกิจพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย เราจะรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง อย่างน้อยก็กับพ่อแม่และครอบครัว เราเริ่มจะเห็นการสูญเสียจากญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดถี่ขึ้น ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า คนวัยเราๆกำลังอยู่ในภาวะที่ต้องตั้งรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความทุกข์ ความสูญเสีย ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดในชีวิตก็ตาม

 

ลองหันกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวสิ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เชื่อสิว่า 30 น่ะดี ประสบการณ์มี ใจนิ่ง การเผชิญผ่านภาวะอารมณ์มาหลากหลาย ทั้งกับตัวเองและคนรอบตัว ทุกอย่างในชีวิตจะสอนให้เรามองชีวิตทุกอย่างไม่เหมือนเดิม อย่างน้อยเราจะเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรื่องไม่ดี มันได้ทำมาหมดแล้ว

 

ขณะเดียวกันบางคนอาจกำลังตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ โดยที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

 

เรายืนยันว่าการออกเดินทางคนเดียว อยู่คนเดียวเพื่อนิ่งคิด มันช่วยทำให้เรารู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ว่าเราชอบและไม่ชอบอะไรจริงๆ

 

 

 

 

ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ มีเพื่อนในเฟซบุ๊คมาปรึกษาเราว่า เธอเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบมา 7 ปี พ่อเธอเพิ่งเสีย ทุกวันนี้เธอหดหู่ ซึมเศร้าและอยู่คนเดียวไม่ได้ ไปไหนก็เห็นหน้าแฟนหลอนตลอดเวลา ต้องหาเพื่อนตลอดเวลา ...แต่ไม่มีใครที่ไหนในโลกนี้หรอกที่จะอยู่กับเราได้ทุกวินาที มีแค่เราเท่านั้นแหละที่จะอยู่กับตัวเองได้ทุกลมหายใจ เธอจะไปนุ่งขาว ห่มขาว ปฏิบัติธรรม เรานิ่งฟังเธอ ตอบเธอไปสั้นๆว่า ... ไม่มีใครเข้มแข็งมาตั้งแต่เกิด ถ้าเป็นเรา ให้เวลาร้องไห้กับตัวเองให้พอ แต่เราจะไม่รอให้ตัวเองต้องเข้มแข็ง เพราะเราไม่รู้ว่าวันนั้นมันจะมาถึงเมื่อไหร่ การหายใจทิ้ง หดหู่ไปวันๆเป็นช่วงเวลาที่น่าเสียดายที่สุด สุดท้ายเราแนะนำให้เธอเดินทางไปไหนก็ได้ที่เธอไม่เคยไป ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติธรรมก็ได้ การเอาตัวเองออกไปจากความคุ้นเคย จะทำให้เรากลับมาในที่คุ้นเคยได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น

 

 

 

 

 

“การที่คนเราต้องเสียสมดุลหรือทุกข์บ้างอะไรบ้าง ถ้าจัดระเบียบให้ดี มันก็คือ สมดุลอย่างหนึ่งในชีวิต"

 บทเรียนหนึ่งจากการเดินทางของ เอลิซาเบท กิลเบิร์ต  นักเขียนสาวที่ประสบความสำเร็จตามแบบฉบับสังคมอเมริกัน เงินทอง ชื่อเสียง บ้านหรู สามี สุดท้ายเธอหยุดทุกอย่างและเลือกที่จะเดินทางเพื่อค้นหาความหมายในชีวิต ใครที่ไม่รู้จักเธอลองไปหา Eat Pray Love มาอ่าน หรือ จะลองหยิบเวอร์ชั่นหนังชื่อเดียวกันมาดูก็ได้ คงจะพอเข้าใจวิถีของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สุดท้ายความสุขก็อาจจะอยู่ที่ว่าการรู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต...

 

 

โดย wannasiri

 

กลับไปที่ www.oknation.net