วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“โต้ง” ไวต์ลาย พลิกมติ กขช. รับจำนำ 1.5 หมื่น ทั้งๆ ที่ค้านสุดตัวก่อนหน้า ทำ “บุญทรง” ช้ำหนักเป็นแพะรับบา


 “โต้ง” ไวต์ลายอีกแล้ว พลิกมติ กขช.กลับรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาทเหมือนเดิม

ทั้งๆ ที่เป็นคนผลักดันให้ลดราคาจำนำโดยอ้างวินัยการคลังก่อนหน้านี้ ส่งผลให้

“บุญทรง” กลายเป็นแพะรับบาปไปในทันที
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้มีมติให้คงราคารับจำนำ

ข้าวเปลือกเจ้า 100% ความชื้น 15% ที่ 15,000 บาท/ตัน และข้าวชนิดอื่นๆ

กลับมาที่ราคาเดิม โดยจะรับจำนำเฉพาะปริมาณที่ไม่เกินที่ได้ระบุไว้ใน

ใบรับรองเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น

และในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อครัวเรือนตามมติ

กขช. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 สำหรับโครงการรับจำนำ

ข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 จะสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2556

และเฉพาะภาคใต้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556
       
       ทั้งนี้ มติ กขช.เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ให้ปรับลด

ราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% เป็น 12,000 บาท/ตัน

และข้าวเปลือกชนิดอื่นๆ ปรับลดลงร้อยละ 20
       
       สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้รายงานว่า จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดกา

ขึ้นทะเบียนเกษตรกร มีจำนวนเกษตรกรขึ้น

ทะเบียน 200,000 กว่าราย ปริมาณข้าว 2.9 ล้านตัน

       
       นอกจากนี้ กขช.ยังเห็นชอบให้เพิ่มช่องทางและเพิ่มประสิทธิภาพ

การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556 ดังนี้

เห็นชอบให้ขายเป็นการทั่วไปให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศเพื่อ

การส่งออกต่างประเทศ และ/หรือจำหน่ายภายในประเทศ

ทั้งข้าวหอม ข้าวเหนียว และข้าวขาว รวมทั้งขายข้าวเปลือก

ในกรณีที่ผู้ซื้อมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศและมีโรงสี

ที่ดำเนินการเป็นการเฉพาะ และยังได้เร่งรัดให้ขยายช่องทางเดิม

ในการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) โดยเพิ่มประเทศเป้าหมาย

และปริมาณขาย ได้แก่ ประเทศในอาเซียน จีน และแอฟริกา เป็นต้น

และเร่งรัดการระบายผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET)

อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ซื้อข้าวในประเทศและต่างประเทศมีโอกาส

ในการเข้าร่วมประมูลอย่างโปร่งใส สำหรับการขายให้องค์กรหรือ

หน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสาธารณประโยชน์

และการบริจาคประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นช่องทางเดิมก็ยังให้ดำเนินการต่อไป
       
       ขณะเดียวกัน ได้พิจารณาข้อกังวลของสาธารณชนในเรื่องทุจริต

เช่น การสวมสิทธิเกษตรกร การนำข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ

และเพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลดำเนินการต่อไปด้วย

ความรอบคอบ สุจริต และโปร่งใส จึงมอบให้คณะอนุกรรมการระดับ

จังหวัดนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

โครงการฯ ตำรวจ ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจตราบริเวณ

ชายแดนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ

และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้มงวดในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้อง

มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ อคส. อ.ต.ก. ให้กำกับดูแล ณ จุดรับจำนำและคลังสินค้

ติดกล้อง CCTV ให้สาธารณชนร่วมตรวจสอบได้ เชื่อมโยงระบบการขึ้น

ทะเบียนเกษตรกร การออกใบประทวน การจ่ายเงินให้เกษตรกร

และการส่งข้าวจากโรงสีเข้าคลังกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูล

ย้อนกลับได้ระหว่างหน่วยงาน และรายงานการดำเนินงานให้ที่ประชุมครั้งต่อไป

       
       สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว

และเพิ่มรายได้ให้ชาวนา (Zoning) ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแนวทางการ

เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ (Zoning)

ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ ซึ่งได้กำหนดเขตความเหมาะสมสำหรับปลูกข้าว

โดยผลผลิตเฉลี่ยในเขตชลประทาน 700 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป

และนอกเขตชลประทานแต่อยู่ในเขต Zoning ได้ 500 กิโลกรัมต่อไร่

รวมทั้งสิ้น 43.9 ล้านไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะมีการพัฒนาคุณภาพข้าว

ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จัดระบบการปลูกข้าวในเขตพื้นที่ชลประทาน

ซึ่งจะมีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีความจำเป็นเพื่อเป็นมาตรการจูงใจ

โดยจะดำเนินการปรับระบบการปลูกข้าวปีละไม่ต่ำกว่า 500,00 ไร่
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้นายกิตติรัตน์ได้เป็นผู้ออกมาให้ข่าว

ในช่วงที่พรรคฝ่ายค้านได้ออกมาโจมตีโครงการรับจำนำข้าวว่าขาดทุน

สูงถึง 2.6 แสนล้านบาท โดยเสนอให้มีการปรับลดราคารับจำนำลงมา

อ้างว่าเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และทำให้งบประมาณสมดุลในปี 2560

จนทำให้ กขช.ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่ประธาน

ได้มีการพิจารณาปรับลดราคาจำนำลง และได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)

พิจารณาอนุมัติ แต่หลังจากที่ได้มีการปรับ ครม. และนายกิตติรัตน์ได้มาทำ

หน้าที่ประธาน กขช.ก็ได้มีการพิจารณาให้กลับไปใช้ราคารับจำนำที่

ราคาเดิมตันละ 15,000 บาท เท่ากับว่าสิ่งที่นายบุญทรงดำเนินการ

ตามที่นายกิตติรัตน์เสนอไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย และยังทำให้

ต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งด้วย

***************************************************************

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2556 14:15 น.  

 

โดย ภูริภัทร

 

กลับไปที่ www.oknation.net