วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"อิสรภาพ ในโลกเรามีอยู่ 2 อย่าง คุณว่าอย่างไหนดีกว่ากัน"


"อิสรภาพ ในโลกเรามีอยู่ 2 อย่าง คุณว่าอย่างไหนดีกว่ากัน"


สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพ จาก การเป็นเมืองขึ้นของ พม่า
................................................................

เรือนจำคุณเปรม
[คอลัมภ์ ชักธงรบ น.ส.พ.ไทยรัฐ พุธที่ 1 ส.ค. 50 - 17:47]

พระอาจารย์พรหม พระฝรั่งวัดป่าโพธิญาณตะวันตกของออสเตรเลีย สอนเรื่องอิสรภาพไว้ว่า โลกเรานี้มีอิสระอยู่สองประเภท...

1.อิสระที่จะอยาก และ

2.อิสระจากความอยาก


วัฒนธรรมตะวันตก รู้จักและบูชา อิสระที่จะอยาก...ปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ ในกฎหมายสิทธิมนุษยชน สนองความอยาก ให้มากเท่าที่สามารถจะทำได้

“ประชาชนประเทศเหล่านั้น มักรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นอิสระเท่าใดนัก”



ปุจฉาและวิสัชนา...อิสระสองอย่างนี้ เข้มข้นขึ้น ในวันที่พระไทยสองรูปรับนิมนต์ไปฉันอาหารที่บ้านโยมอุปัฏฐาก ซึ่งเต็มไปด้วยตู้เลี้ยงปลานานาชนิด



พระอาวุโสน้อย...บ่นว่า ปลาพวกนี้ ควรจะได้ว่ายน้ำอย่างอิสระอยู่ในแม่น้ำ ในทะเลสาบ มันผิดอะไร จึงเอามันมาไว้ในตู้ ซึ่งเหมือนขังคุก

ตรงกันข้าม พระอาวุโสมาก ท่านเห็นข้อดีมากมายของปลาที่อยู่ในตู้

ปลาในตู้ เป็นอิสระจากการไล่ล่าของชาวประมง จะกินอาหาร ก็ไม่ต้องห่วง หนอนตัวอวบๆ หรือแมลงตัวอ้วน จะเป็นเหยื่อของผู้ล่า ไม่กังวลถึงปลาใหญ่ที่มักจะไล่ล่ากินปลาเล็ก

วัฏจักรแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งก็ขาดแคลนอาหาร ปลาในตู้มี อาหารคุณภาพจัดส่งถึงที่

เมื่อป่วย ปลาธรรมชาติไม่มีใครดูแลรักษา แต่ปลาในตู้ เหมือนมีประกันสุขภาพฟรี เจ้าของจะเรียกหมอมารักษาถึงบ้าน

วิถีชีวิตของปลาตู้ เปรียบได้กับภิกษุผู้ทรงศีล จริงอยู่ ท่านไม่มีอิสระที่จะทำตามความอยากต่างๆ หลงระเริงไปทางโน้นทางนี้ แต่ก็เป็นอิสระจากภยันตรายและความทุกข์นานาประการ

เพื่อนพระอาจารย์พรหมถูกนิมนต์ไปสอนนักโทษในเรือนจำ เล่าให้นักโทษฟังว่า
พระนอนกับพื้น ตื่นตั้งแต่ตีสี่ ที่ต้องตื่นเพราะหนาวมาก ห้องเล็กๆ ของพระไม่มีเครื่องทำความร้อน อาหารก็ฉันวันละมื้อ เวลาฉันก็รวมอาหารทุกอย่างลงในบาตร ไม่ฉันอะไรอีกตอนบ่ายถึงกลางคืน

พระไม่ดื่มของเมา ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูหนังฟังเพลงไม่เล่นกีฬา

และไม่มีเพศสัมพันธ์

“เราพูดกันน้อย ทำงานหนัก ใช้เวลาว่างทั้งหมดนั่งสมาธิ เฝ้าดูลมหายใจ”

“ทำไมชีวิตในวัดมันถึงแย่อย่างนั้นล่ะครับ” นักโทษพูดไปหัวเราะเยาะพระไป “นิมนต์ท่านย้ายมาอยู่กับเราในคุกยังจะดีเสียกว่า”

พระสอนความต่างระหว่างพระกับนักโทษ พระพอใจ มี ความสุขที่จะอยู่ในวัด ส่วนนักโทษ ไม่พอใจและไม่เป็นสุขที่จะอยู่ในคุก

สถานที่ที่เราไม่อยากอยู่ ไม่ว่าจะสะดวกสบายแค่ไหน มันก็เป็นเรือนจำ




นี่คือความหมายแท้ๆของ “เรือนจำ”

งานที่เราไม่ชอบ ความสัมพันธ์ที่ไม่พอใจ ร่างกายเจ็บไข้ ทุกข์ทรมาน ก็เหมือนเราอยู่ในเรือนจำ ปัญหาคือ เราจะหนีจากเรือนจำมากมาย...ได้อย่างไร?

เมื่อใด ที่เราเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด...ให้เป็นความพอใจที่จะอยู่ ณ ที่นั้น...เมื่อนั้น เราก็จะรู้สึกเป็นอิสระ

คนสมถะที่มีความพอใจในสิ่งที่มีที่เป็น...เป็นความอิสระที่แท้จริง

พิจารณาโดยนัยจากคำสอนนี้ เรือนจำมากมาย ไม่ว่าเรือนจำม็อบต่อต้านพลเอกเปรม จนถึงเรือนจำคลองเปรม...ล้วนแล้วแต่เป็นเรือนจำที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาเอง.

"กิเลน ประลองเชิง"


โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net