วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัมภาษณ์ครูอุดม อรุณรัตน์


ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อุดม อรุณรัตน์


ศาสตราจารย์ซอสามสายคนแรกของระบบการศึกษาไทย

อานันท์ นาคคง
สัมภาษณ์ กรกฏาคม 2547
วารสารเพลงดนตรี  ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๐ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

        ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อุดม อรุณรัตน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากเกษียณอายุราชการ จากภาควิชานาฏยสังคีต คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ แล้ว ก็ได้รับเชิญเป็นผู้เชี่ยวชาญที่วิทยาลัยดุริยาคศิลป์ ตั้งแต่นั้นมากระทั่งปัจจุบัน

        ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อุดม อรุณรัตน์ เป็นศาสตราจารย์ดนตรี (ซอสามสาย) คนแรกของระบบการศึกษาไทย เป็นศาสตราจารย์ที่ส่งผลงานจริงๆ เป็นดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์คนแรกของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งร่วมรับดุษฎีบัณฑิตพร้อมกับคุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช สาขาดนตรีสากล

        วารสารเพลงดนตรีได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อุดม อรุณรัตน์ เพื่อนำเสนอชีวิตและผลงานในฐานะปูชนียบุคคลครูดนตรี

        ในการสัมภาษณ์พูดคุยกันครั้งนี้ "ครูอุดม" หรือบางครั้งใช้คำว่า "ครู" หมายถึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อุดม อรุณรัตน์ เป็นผู้เล่าเรื่องและตอบคำถามทั้งหมด


ชีวิตในวัยเด็ก

        ครูอุดม อรุณรัตน์ เกิดที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ มีพี่น้องสามคนด้วยกัน ซึ่งมีครูอุดมเพียงคนเดียวที่เป็นนักดนตรี ครูอุดมเป็นลูกคนกลาง พี่น้องสามคนต่างถูกเลี้ยงดูมาแบบโบราณ จะเที่ยวเตร่เฮฮาก็ต้องขออนุญาต เมื่อมีการทำผิดก็ถูกลงโทษ ครอบครัวของครูเป็นชาวบ้าน พ่อแม่มีอาชีพเป็นชาวนา ปู่ย่าตายายอยู่กันพร้อมหน้า ทำให้ชีวิตครอบครัวในวัยเด็กของครูมีความอบอุ่น และดำเนินวิถีชีวิตไปอย่างเรียบง่าย

        พ่อชื่อ จำปี อรุณรัตน์ แม่ชื่อ แถม อรุณรัตน์ ลูกคนแรกชื่อสมบัติ คนที่สองคือตัวครู แล้วก็คนที่สามเป็นหญิงชื่อสมนึก สามปีสองคน พี่ชายปีระกา ครูปีกุล น้องสาวปีฉลู ไล่กันมา เป็นดนตรีคนเดียว พี่ชายอาชีพเป็นครูได้ถึงแก่กรรมไปคนหนึ่งแล้ว ส่วนน้องสาวอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร น้องสาวยังอยู่ พ่อแม่พี่ชายหมดตายแล้ว พี่ชายเป็นโรคลำไส้ตาย ตอนเด็กชีวิตทั่วไปก็สนุกดี จำความได้ว่า ซนเอาเรื่อง บ้านอยู่ใกล้แม่น้ำป่าสัก วันๆ หนึ่งก็อยู่กับแม่น้ำ ดำผุดดำว่าย เกาะเรือโยงไปเรื่อยๆ มีเพื่อนหลายคนเป็นหัวโจก ครูก็ตามๆ เค้าไปยังไม่เป็นผู้นำ…

        เริ่มเรียนหนังสือที่วัดช้างเป็นโรงเรียนประชาบาลจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วก็ไปเข้าโรงเรียนมัธยม ท่าเรือวิทยานุกูล จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ไปเรียนต่อเตรียมวิทยาศาสตร์ สมัยก่อนเรียนต่อ มัธยมศึกษาปีที่ ๘ ที่โรงเรียนสระบุรีชาย สมัยก่อนต้องไปรถไฟ ไปอยู่กับอา (วิจารณ์ อรุณรัตน์) อาเป็นตำรวจอยู่ที่ท่าเรือ ... นามสกุลอรุณรัตน์ได้มาจาก เมื่อก่อนจะตั้งนามสกุลต้องไปท่าเรือ นายอำเภอท่าเรือเมื่อก่อนเป็นขุนนครหรือไงครูจำไม่ได้ ปู่เป็นคนไปตั้งนามสกุล เค้าก็ว่าจะเอาอะไร จำได้ว่าพ่อของปู่แกชื่อแก้วหรือไงไม่รู้ ถ้างั้นก็ตั้งเป็นอรุณรัตน์แล้วกัน ปู่ชื่อฉัตร ปู่ไปตั้งเพื่อจะขอเอาชื่อพ่อของปู่มาเป็นนามสกุล แต่ตัวเองก็ไม่เอา แก้ว ฉัตร จำปี แล้วมาเป็นอุดม

        อุดมนี่ชื่อตั้งแต่แรกมาเลย ไม่ได้เปลี่ยน ไม่มีชื่อเล่น ที่บ้านเรียก ไอ้ดม
ในเรื่องเรียน ถือว่าครูเสี่ยงในการเรียนมาก ครูแนะแนวก็ไม่มี พอจบแล้วก็เห็นว่าทางสระบุรีเปิดเตรียมปีที่ ๒ ครูก็ไปสมัครสอบ เขาเปิดปีที่ ๑ ไปแล้ว ครูใหญ่ชื่อสันทัด เมี้ยนกำเนิด ก็ต้องเสี่ยงเพราะ ม. ๘ สมัยนั้นก็ไม่ง่าย ข้อสอบของกระทรวง ส่วนกลาง พวกที่ออกข้อสอบคือจุฬา อย่างวิชาเคมีต้อง อาจารย์แถบ เท่านั้น ชีวะก็ต้อง ดร.คลุ้ม วัชโรบล ออกข้อสอบ พวกจุฬาฯ ออกข้อสอบพวกนี้ไปสอบพวกเรา โรงเรียนบ้านนอกก็ต้องเสี่ยง เสี่ยงยังไงปีเดียวก็หลุด บางคนเรียน ม. ๘ อยู่ ๒-๓ ปี
        ครูหลุด (สอบได้) มาเลย ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ตอนนั้นที่สอบได้ทั้งประเทศมีประมาณ ๗,๐๐๐ คน ครูจำได้ เป็นข้อสอบวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคม ภาษาไทย คณิตศาสตร์ จุฬาฯ ออกหมด ครูก็พอได้ กลุ่มที่ออก ม. ๘ ตอนนั้นไม่ยุติธรรม สำหรับโรงเรียนบ้านนอก เพราะพวกที่ออกเป็นโรงเรียนเตรียมกับจุฬาฯ ใครหลุดไปเตรียมได้ทั้งนั้น มันยาก แนะแนวก็ไม่มี เรียนพิเศษก็ไม่มี นอกจากไปซื้อหนังสืออ่านเอง เตรียมสอบ ม. ๘ มันเรียนหนัก ครูนอน ๖ ทุ่ม ทำการบ้าน ตื่นตี ๔ ต้องขึ้นมาดูทบทวน ครูเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ เพราะว่าอักษรศาสตร์ ภาษาไม่ชอบ ชอบคณิตศาสตร์มากกว่า มันดูดีกว่า มันมองเห็น

        แต่ขณะที่เรียนครูเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ ก็เรียนดนตรีด้วยมาตั้งแต่ต้น พอจบวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมปลาย ก็มาสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน เมื่อก่อนเป็น ปม. จุฬาฯ (ปม. จุฬา คือ ประโยคมัธยม) คือทำขึ้นมาเหมือนกับว่าคนที่เรียนไม่จบจากจุฬาฯ ก็มาเอานี่ซะหน่อย ไปเป็นครู ได้วุฒิครู (วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) มีสถาบันอุดมศึกษาไม่กี่สถาบันที่รับสายวิทย์จากเด็กจบ มัธยมปลายจากทั่วประเทศ

        จุฬาฯ เกษตร ธรรมศาสตร์ มีวิทยาศาสตร์ ธรรมศาสตร์ตอนนั้นยังไม่มีวิทยาศาสตร์เลย ของมหิดลก็มีหมออยู่แล้ว ครูเลือกที่ปทุมวัน เพราะรู้สึกว่าสะดวกสบาย เราเป็นคนบ้านนอกมา ทุนรอนก็ไม่ค่อยจะมีเรียน ที่ปทุมวันเป็นโครงการที่ให้ทุนสำหรับนักเรียนที่เข้าไปเรียน เข้าไปแล้วให้เลย แต่ทุนปีละ ๒,๕๐๐ บาท ค่าเล่าเรียนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ก็อยู่ได้สบายตอนนั้นเพราะทองคำหนักบาทละ ๔๐๐ บาทเอง
เวลามากรุงเทพฯ ครูก็มาพักอยู่กับครูประสิทธิ์ ถาวร ซึ่งเป็นลูกเขยของลุง พี่สาวคือทองเต็ม ถาวร ก็มาพักกับพี่สิทธิ์ (ครูประสิทธิ์)ที่วัดโพธิ์เรียง ทีแรกอยู่วัดท่าพระก่อน ตอนหลังครูประสิทธิ์ก็ไปชวนครูบาง หลวงสุนทร จากอัมพวา สมุทรสงคราม มาสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป มาอยู่ด้วยกันข้างๆ บ้าน เพราะฉะนั้นดนตรีมันใกล้ชิดครูมาตลอด

        ตอนที่เรียนอยู่ปทุมวัน ยังไม่มีสาเหตุที่จับซอสามสาย เพราะปทุมวันเป็นกำลังใจให้ครู ตอนนั้นเรียนอนุปริญญา ๒ ปีได้อนุปริญญา จะผ่านเข้าไปเรียนปริญญา (๒ ปีหลัง) จะต้องได้เกรด ๒.๐๐ นะ พอมาใหม่เค้าไม่เอาแค่ ๒.๐๐ ต้องเอา ๒.๒๐ ครูก็ตก ได้แค่อนุปริญญา ก็ไปเป็นครูกรมสามัญ แล้วไปเรียนภาคค่ำของประสานมิตร ส่วนหนึ่งที่ตกเพราะดนตรี ครูชอบมากซอสามสาย ตกไป ก็ไปต่อประสานมิตรปริญญาตรี เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนชีววิทยากับคณิตศาสตร์ ชีววิทยาตอนนั้นเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ศรีโรจน์ ปวณฤทธิ์ อาจารย์สมศักดิ์ (จำนามสกุลไม่ได้) มีหลายคน แปลกที่สุดคือเกรดปริญญาตรีครูก็ ๒.๐๐ คือเรียนอะไรขอให้จบมาซะก่อนเถอะ ใจจริงๆ มันอยู่ที่ดนตรีแล้ว ขอให้จบปริญญาตรีเถอะ ให้มันมีปริญญาซักหน่อย เรียนปริญญาตรีครูไม่ชอบวิชาการศึกษา หรือสังคมต่างๆ มันฉุดนะ ครูก็ต้องเอาเมเจอร์มาปะ วิชาเอกของชีวะ ๕ หน่วยกิต มีอยู่เทอมหนึ่งครูได้เกรดเอ ก็ได้ ๒.๐๐ รับปริญญาปี ๒๕๐๙

จบอนุปริญญาแล้วไปสอนโรงเรียนสามัญ

        ครูเข้ากรุงเทพฯ ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ใช้เวลานาน เพราะเรียนภาคค่ำ ระหว่างนั้นช่วงว่างกลางวัน ก็ไปเป็นครูอยู่ที่กรมสามัญ ที่โรงเรียนวัดประสาท ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสุวรรณพลับพลาพิทยาคม อยู่ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๓๕ เมื่อก่อนครูต้องเดินผ่านท้องร่องเข้าไป ข้ามคลองตรงวัดแก้ว แล้วข้ามเรือ มีอัตราว่างพอดี ก็ไปสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สอนเด็กระดับ มัธยมศึกษาปีที่ ๖ สอนพีชคณิต ฟิสิกส์ เลขคณิต เคมี สอนอยู่ ๔ ปี แล้วก็ย้ายไปวัดปากน้ำวิทยาคม ใกล้ๆ กัน แล้วก็ย้ายไปสอนโรงเรียนวัดราชา ข้ามฝั่งมา จากวัดราชาก็โอนไปอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ (ทับแก้ว) ตอนที่อยู่โรงเรียนสอนวิทยาศาสตร์อย่างเดียวตลอด ดนตรีก็สอนบ้าง

        เมื่อไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นจุดเปลี่ยนอย่างมาก ครูไปสอนเพราะเพื่อนที่รักกัน คือ รองศาสตราจารย์เด่นดวง พุ่มศิริ ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว อุตส่าห์นั่งเรือจ้างจากท่าพระจันทร์ไปหาที่วัดประสาท เพื่อเอาเราไปสอนดนตรีปฏิบัติ เรียนมาด้วยกันที่ปทุมวัน เด่นดวงเรียนได้ ๔ ปี แต่เราเรียนแค่ ๒ ปี แต่ทว่าความผูกพัน เขาเป็นนักดนตรี เขาเด่นเขียนบทละครจบโทที่อินเดียน่า เพราะว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรที่เปิดตอนนั้น หม่อมหลวงปิ่น มาลากุลต้องการที่จะให้เด็กเรียนดนตรีปฏิบัติ คณะอักษรศาสตร์บังคับสาขาเก็บของศิลปะให้เรียนทัศนศิลป์ ให้เรียนดนตรี เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนเลย เราก็ต้องสอนดนตรี

        ตอนนั้นครูต้องเขียนหลักสูตร ของที่อักษรศาสตร์ จริงๆ แล้วนาฏยสังคีตมีมาตั้งแต่ตั้งวิทยาลัยทับแก้วที่หม่อมหลวงปิ่นทำ ตอนหลังนักศึกษาประท้วงวิทยาลัยไม่เอา เอามหาวิทยาลัย พอเกิดทับแก้วก็เอาอักษรขึ้นก่อน เพราะที่ท่าพระมีจิตรกรรม โบราณคดี มัณฑนศิลป์ พวกนี้ก่อน พอไปอยู่ทับแก้วก็เปิดอักษร มีเรื่องของดนตรีด้วย หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ต้องการให้เด็กที่เข้าไปได้เรียนได้สัมผัสดนตรี ปฏิบัติดนตรี ดนตรีอยู่ที่การฟัง หู มันโดดเด่นเป็นพิเศษหรือเปล่าที่จะเป็นนักดนตรี หูมันบอดเสียงหรือเปล่า ร้องตามเสียงที่ได้ยินตรงไหม เพี้ยนหรือเปล่า สำคัญ

        ครูสอนเครื่องสาย ส่วนปี่พาทย์ก็มีพวกนครปฐม ครูเจริญ แรงเพชร เขาไม่เอาครูจากวิทยาลัยนาฏศิลป เขาสร้างปรัชญาของเขาใหม่ ว่าเด็กที่จะมาเรียนกับเราไม่จำเป็นจะต้องเป็นมา เราต้องสร้างด้วยมือของเราเอง นี่เป็นความคิดของเจ้าเด่นดวง ก็ไปสอน เริ่มที่ทับแก้วปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๓ ตอนนั้นครูยังสอนอยู่วัดประสาทอยู่ วิ่งไปวิ่งมา ขึ้นรถไปสอน ก็สนุกดี ไปทับแก้วสมัยก่อนยากนะ ต้องไปขึ้นรถที่สายใต้เก่า แล้วก็นั่งรถแดง รถแอร์ก็ไม่มี ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงครึ่งกว่าจะไปถึงทับแก้ว เพราะมันอยู่นอกเมือง ไปๆมาๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ - พ.ศ.๒๕๑๙ ก็ ๑๗ ปี ที่โรงเรียนก็รู้เพราะเขามีหนังสือมาถึงครูใหญ่ขอตัวไปสอน และอยู่ที่ทับแก้ว จนถึงเกษียณประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๗

๑๐ กว่าปีที่ไปอยู่ทับแก้ว

        หนึ่งจัดหลักสูตร สองเขียนเอกสาร ตำราต่างๆ แล้วก็เขียนตำราในการขอผลงานทางวิชาการ ขลุกอยู่กับดนตรีมาตลอด ทิ้งวิทยาศาสตร์ แต่ก็เอาวิทยาศาสตร์มาเป็นผลงานอีก ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ ก่อนหน้านั้นเป็นการขอตำแหน่งโดยทางดนตรีล้วนๆ คนที่อ่านผลงานครู ตั้งแต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กระทั่งถึงศาสตราจารย์ คือ ครูมนตรี ตราโมท ตอนขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขอไป ครูแต่งเพลงไรไปไม่รู้ ครูมนตรีท่านก็ติว่าโน้ตตรงนี้มันไม่ได้

        ตอนขอตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ท่านก็อ่าน แต่ศาสตราจารย์นี่ไม่ได้อ่านให้ครูป๋อง (ศิลปี ตราโมท) นั่งอ่าน ตอนนั้นครูมนตรีเจ็บมากแล้ว ท่านก็ยังมีความคิดว่ากะลามันดัดได้ ไม้มันก็น่าจะดัดได้ เป็นคนเดียวที่อ่านผลงานครูมาตลอด คนอื่นไม่รู้ แต่อีกคนก็คือเพื่อนที่อยู่ห้องนี้(ห้องข้างๆ ที่ทำการสัมภาษณ์ครู) อาจารย์สงัด ภูเขาทอง ตอนนั้นอ่านผลงาน ศาสตราจารย์ของครู อาจารย์สงัดแกไม่ได้เป็นศาสตราจารย์นะ แต่อ่านผลงานศาสตราจารย์ อันนี้พูดได้เต็มปากด้วยความภาคภูมิใจว่า อาจารย์สงัด ภูเขาทอง ก็พิจารณาผลงานศาสตราจารย์อย่างเต็มที่ ไม่ได้แก้ไข เพราะว่ากรรมการอ่าน ๕ คน ๓ ใน ๕ ผ่าน

        ที่เลือกทำผลงานเรื่องกะลาซอดัดเป็นเรื่อง ศาสตราจารย์ คือตอนนั้นครูไปเรียนภาษาบาลีเพื่อจะทำดนตรีจากดุริยางค์พระพุทธศาสนา กับอาจารย์นาวาอากาศเอกพิเศษแย้ม ประทัดทอง ท่านสอนว่าให้ทำอะไรถ้ามันไม่สำเร็จ แกบอกให้กัดไว้ให้ติด ขบไว้ตลอด คำว่ากัดให้ติดของท่านก็คือ เราต้องดูทางนี้ให้ตลอด คิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมกะลาสมัยก่อนถึงเป็นพู ท่านบอกว่าท่านดัดเอง เขาขึ้นไปดัดบนต้นมะพร้าว มันสงสัยว่าทำไมถึงเป็นพูขึ้นมา โดยธรรมชาติมีพูนะ มันพูขึ้นมา ๓ อัน มี แต่ทว่าเมื่อสมัยก่อนนี้ การเล่นซอสามสายมันมีคนน้อย เพราะฉะนั้นมันหาง่าย เดี๋ยวนี้มันหายาก ทำไมถึงต้องมาดัด คนโบราณนี่ดัดมาก่อน ก็เลยสงสัย ต้องค้นคว้า ครูก็ตัดเอาเซลล์ของกะลามาดู แล้วเอาย้อมสี เอากล้องส่องดู เอาวิชาชีวะเข้ามา เขาเรียกว่า Stone Cell เซลล์หินน่ะ มันเป็นจุดๆ ซึ่งมันต่างกับไฟเบอร์คือไม้ ไม้นี่ดัดง่าย กะลาดัดยาก ต้องหากะลาที่จะจัดให้มันอ่อนตัวลงมาซักหน่อย ซึ่งก็หาได้ ความคิดนี้ทำแล้วไม่ได้จดลิขสิทธิ์ เพราะครูถือว่างานนี้เป็นงานของแผ่นดิน เป็นงานของชาติ ที่ครูโบราณทำไว้ ครูก็เปิดว่าวิธีดัดทำยังไง ตอนหลังนี้ดัดกันไปหมด ตอนหลังซอสามสายเดี๋ยวนี้เป็นกะลาดัดหมดแล้ว นี่คือความภาคภูมิใจของครู ครูไม่ต้องจดลิขสิทธิ์

ใครจะทำอะไรเรื่องลิขสิทธิ์ดนตรี

        มันน่ารำคาญ ลิขสิทธิ์ของครูโบราณคือการสาปแช่ง นั่นง่ายที่สุด แล้วพวกเราก็กลัวใช่มั้ย อย่างเพลงหน้าพาทย์ การไปเปลี่ยนแปลง การตีไม่จบนี่ก็อย่างหนึ่งนะ ตีไม่จบก็คือการทอนอายุของตัวเอง ตรงนี้สำคัญนะ ฉะนั้นเพลงหน้าพาทย์ถ้าจะตี ตีให้จบ ถ้าตีไม่จบนั่นคือการบั่นทอนชีวิตของตัวเอง

ครูมีแขกที่บอกว่าทยอยเดี่ยวถ้าใครไปเปลี่ยนแปลงโน้ตขอให้มีอันเป็นไป
เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์

หนึ่ง เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ สองเป็นเรื่องของการแสดง ครูมีแขกสร้างเพลงมาแล้วมีคนไปต่อเติมรู้ป่าว คือต่อมือต่อตีน แล้วเอาเป็นผลงานของตัวเอง ต้องมีอยู่แล้วทางที่ครูมีแขกแต่งแล้วมีคนไปต่อเติม ต่อเติมเสริมกนกเสีย เอาเป็นของตัวเองน่ะ ต้องมี ไม่งั้นท่านไม่สาปแช่งหรอก

ครูไม่สนเรื่องลิขสิทธิ์

        คือเราจะสาปแช่งไม่ได้ เพราะถ้าเราสาปแช่งเสียแล้ว วิธีดัดกะลามันก็อยู่กะเรา มันก็ไม่เผยแพร่ใช่ไหม นี่เราต้องการเผยแพร่

คนที่ได้รับประโยชน์ตอนนี้ ก็คือพวกช่าง
        พวกช่าง เขาก็ได้รับประโยชน์ก็ช่างเขา หนึ่งครูเองก็ได้รับประโยชน์คือเสียงของซอสามสายมันเหมือนเสียงของซอโบราณแล้วตอนนี้ มันชื่นใจตรงนี้ เสียงมันโต เสียงมันกลมกล่อม เพราะว่าปัจจุบันนี้ซอสามสายเสียงมันเล็กลงๆ มันชักเป็นระบับ เพราะคุณภาพของกะลา หนัง คุณภาพของส่วนทั้งหมด ตอนนี้ใช้ได้แล้ว ชักเป็นเสียงซอสามสายแล้ว นี่คือผลประโยชน์ที่ได้รับอยู่ตรงนี้ มันแปลกที่ว่า เครื่องดนตรีอื่นครูไม่รู้ แต่เครื่องดนตรีซอสามสายครูพยายามจะฉุดมาให้มันเข้ากับกระสวนของโบราณให้ได้ ในเรื่องของคันทวนในเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้มันฉุดมาได้แล้ว สมบูรณ์แล้ว ก็มีช่างทำได้ แล้วเสียงก็เหมือนโบราณแล้ว มีอยู่หลายช่างนะ ช่างบุญรัตน์ที่อยู่เชียงใหม่ คู่มือกันมาก ไปเจอว่าของโบราณดี ตั้งแต่ได้ยินซอของทูลกระหม่อมบริพัตรที่อยู่กับครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล ท่านเจ้าคุณพูดว่าเสียงมันพริ้วเหมือนแพร คือ ต้องเข้าใจว่าเครื่องดนตรีที่ดี พอจับแล้วมันจะดังใช่ไหม อย่างกลองดีๆ ตีนิดเดียวมันสู้มือนะ ซอสามสายของทูลกระหม่อมก็เหมือนกัน แตะนิดเดียว ฝีมือเราห่วยๆ มันก็เพราะเองนะ มันขนาดนั้น

        นักดนตรีจะดีได้ต้อง หนึ่งเครื่องดนตรีดี สองฝีมือดี เหมือนนักรบนะ ทวนดี ฝีมือดี ถ้าทวนไม่ดี ฝีมือดีก็เสร็จเหมือนกัน ทวนหัก ตายเหมือนกัน ถ้าทวนดี ฝีมือไม่ดี ก็พอไปได้นะ ก็ยังกล้าอยู่ เหล็กมันก็ยังใช้ได้ เครื่องดนตรีต้องมีของดีเข้าไว้ ครูก็ศึกษาดู ได้ยินเสียงด้วยแล้วก็ไปสีด้วย มีอยู่ ๒ คัน อีกคันอยู่ที่คุณชายอายุมงคล ครูเอาขึ้นหน้าใหม่ เอามาทำเสียใหม่ สัดส่วนกระสวนมันใช้ได้อยู่แล้ว ก็เลยค้นคว้ามาตั้งแต่ตรงนั้น
        กับซอสามสายทั่วๆ ไปที่ได้จับมันต่างกันมาก เพราะเครื่องดนตรีถ้ามันดี จับแล้วเหมือนมันสั่นสะเทือนทั้งคัน อันอื่นมันสีเหมือนกันแต่มันหนักมันไม่ให้นิ้วเรา ช่างเขาไม่เคยได้เห็นว่าสัดส่วนของซอสามสายเป็นอย่างไร เค้าก็สร้างตามคนสีมาสั่งไว้ ตามมาตรฐานของตัวเอง แต่มาตรฐานกลางเขามีอยู่ แต่ช่างไม่รู้ บางคนอาจจะปกปิด แต่ครูไม่ปิด มัวแต่หวงวิชาอยู่พอเราตายมันก็ตายไปด้วย เสร็จเลย

การต่อเพลงสมัยโบราณ

        เรียนรู้ดนตรีจากที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือดนตรีสมัยก่อนมันดนตรี "นอยปาก" นึกออกไหม ที่บ้านไม่มีฆ้องก็เอากะลามาวางเข้า แล้วก็ "ตีนอย" ตามนั้น ตีตามกะลา ไม่มีระนาดเราก็เอาไม้เหลาแล้ววางที่หน้าแข้งแล้วก็เคาะ สองสามเสียง เคาะแค่สรรเสริญพระบารมีตีได้แค่นั้นก็ดีใจแล้ว "หน่อย นอย หน่อย นอย น้อย หน่อย" แค่ ๓ เสียงก็ดีใจมากแล้ว เราก็ไปหามาอีก ๒ เสียงก็ครบ ๕ เสียง พอครบ ๕ เสียงแล้ว จะตีเพลงอะไรก็ได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้นะว่าดนตรีไทยมันใช้ ๕ เสียง เอาไม้สีสุกมาเหลาๆ มองระนาดตามศาลาวัด ที่เขามาทำเทศน์มหาชาติ ถากตรงกลางก็ถากบ้าง เสียงอาจะเพี้ยนบ้าง วางที่หน้าแข้งแล้วก็ตี ๔-๕ ลูก ไม่มีเครื่องจริงเลย พ่อก็นอยปากให้ครู ครูก็นั่งตีระนาดตามนอยปากพ่อ เพลงที่ฮิตที่สุดในยุคนั้นก็คือ แขกมอญ ๒ ชั้น และโอ้ลาว ร้องเป็นนอยๆ เราก็ฟังมานอย แล้วก็มาตีให้ได้ นี่คือการเช็คประสาทหูนะ พ่อนอยมาให้เรา แล้วเราก็นอยมาจนคล่องแล้วก็มาตี เริ่มแรกเป็นอย่างนั้นก่อน

        พ่อของครู เป่าขลุ่ยเก่ง เราก็ฟังพ่อเป่าขลุ่ยอยู่ทุกคืนๆ จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง เครื่องสายจากกรุงเทพฯ มา มีจะเข้ดีดอยู่ ก็ไปอ้อนพ่ออยากจะดีดจะเข้บ้าง มีเครื่องดนตรีครบ มีจะเข้มา ไม่เคยเห็น แต่ชอบเสียง ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ให้พ่อแกะให้ตัวหนึ่ง แล้วก็ไปหัดกับครูเรือง เกษมสุข เป็นครูคนแรก เรียนจะเข้ จะเข้ที่พ่อให้ก็ตัวนี้ หวงมาก งานอะไรๆ ก็ไปกับครู ครูดีดจะเข้ พ่อเป่าขลุ่ย มีเพื่อนอีกคนชื่อครูผิว ตีขิม ก็ไปกันสนุกสนาน เพลงที่เล่นก็เล่นจากโน้ตดุริยบรรณ เขมรราชบุรี อะไรพวกนี้ พม่าห้าท่อน เพลงเสภา เครื่องสายวงครูไม่เคยเล่นเพลงเล็กๆ ได้โน้ตมาเท่าไหร่ อาผิวคนเปิดโน้ต โน้ตไทยที่เป็นตัวเลข (๐๑๒๓๔) ต่อด้วยครูเรืองดีดจะเข้า ครูมาต่อ ตัวต่อตัว ถ้าไม่ตัวต่อตัวมันไม่ได้หรอก

        พอได้จะเข้ก็ไปหากิน ตัวนี้ถอดแบบของครูเรือง พ่อโค่นต้นขนุนตั้งหลายต้นกว่าจะได้ ต้นไหนพอจะตาย พ่อก็เอาไฟสุมโคนเสียก่อน แล้วก็ไปบอกกับแม่ว่าขนุนต้นนี้มันจะตายแล้วนะ จะขุดจะเข้ให้ลูก ก็ได้มา เล่นกันสนุกๆ ไม่ได้ค่าตอบแทน เดินข้ามทุ่งไปเล่นกัน ไกลนะ เริ่มตอนนั้นอายุ ๑๘ - ๑๙ ปี แบกจะเข้ข้ามทุ่ง ตอนนั้นไม่ได้จับเครื่องดนตรีอื่นเลย
รูปแบบที่ครูเรืองเล่นเหมือนทางครูบรรเลง (สาคริก) คุณหญิงไพฑูรย์ (กิตติวรรณ) คือโบราณมาก สมัยนี้ไม่มีรูปแบบ ท่วงทำนองต่างๆ ครูเรืองลูกศิษย์ใครไม่ทราบ แต่เป็นครูเครื่องสายที่มีชื่อเสียงมาก มีอยู่วงหนึ่ง วงกรมประชาสัมพันธ์ไปเล่นครูจำได้ ครูเรืองสีซออู้ สีไปสีมาฟังครูเรืองล้มเลยทั้งวง พันเลย คือซออู้สมัยโบราณมันพันกัน เดี๋ยวนี้มันไม่พัน แต่สมัยก่อนมันพันกันนะ

        ขนาดเล่นเพลงสุดสงวนพันจนจะไปออกหกบท แตกฉานมากเรื่องซออู้ จะเข้ ขลุ่ย เป็นรอบตัวนะ ได้ประสบการณ์ตรงนี้

        ตอนนั้นรู้จักครูประสิทธิ์แล้ว แต่ไม่หันเหไปทางระนาดเพราะเราไม่มีเล่น รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบด้วย ชอบเครื่องสายมากกว่า พ่อเคยไปฟังครูสำราญ (เกิดผล)ประชันระนาดกับครูปุย การประชันกันส่วนมากจะประชันกันในงานศพ สมัยนั้นเอาเป็นเอาตายเลย แต่เรามุ่งมั่นกับเครื่องสายมาก ในรุ่นหนุ่มสมัยนั้นมีเยอะที่เล่นเครื่องสายเหมือนกัน แต่ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร พอเรียนจบป. ๔ เข้า เรียนม. ๑ ก็ไปเป็นนักดนตรีของโรงเรียนมัธยมท่าเรือวิทยานุกูล เป็นพวกเครื่องสาย ไม่มีใครสอน เพราะเล่นเป็นไปแล้ว ไปจัดวงกันเอง

        ในโรงเรียนมีแตรวง หัดแตรวงอีก เป่ายูโฟเนียม เป่าแห่นาค เหนื่อยมากเหมือนกัน กว่าจะถึงโบสถ์ เครื่องของโรงเรียน ตอนนั้นโรงเรียนจะจัดแตรวงไว้ มีปี่ดำ (ปี่ปากเป็ด) ยูโฟเนียม ทรัมเป็ต ทรอมโบน แต่ละโรงเรียนจะมีแค่นี้ แล้วก็มีกลองมะริกันแค่นั้น แซกโซโฟนครูไม่เคยเห็นเลย ทุกโรงเรียนมีแค่นั้น โรงเรียนซื้อมาให้ รับงานให้ด้วย งานศพ งานอะไรต่างๆ เล่นเพลงไทยทั้งหมด เพลงหัดทีแรกก็คลื่นกระทบฝั่ง
        หัดแตรกับรุ่นพี่ รุ่นพี่คนนี้ยังอยู่ เขาอยู่ม. ๖ เราอยู่ ม. ๔ ชื่อบุญส่ง เฉลิมวัฒน์ ต่อมารุ่นพี่เป็นอาจารย์ดนตรีอยู่ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ เพราะฉะนั้นโน้ตถั่วงอก โน้ตบรรทัดห้าเส้นเนี่ย ครูอ่านมาตั้งแต่นั้นแหล่ะ เป่าตามโน้ต ตอนหลังครูไม่เป่าตามโน้ตแล้ว ด้นเอาเลย ลอยกระทงเนี่ยด้นได้สบายเลยยูโฟเนียม แต่เพลงอื่นต้องดูโน้ต แตรวงไปงานบวชนาคมากกว่า ใช้เวลาอยู่กับแตรวงมากกว่าเครื่องสาย
        พอหลุดจากโรงเรียนท่าเรือ มาอยู่สระบุรีก็ต้องเลิก เพราะเรียนวิทยาศาสตร์ มัธยม ๗- ๘ ยากมาก ที่ครูบอกนอน ๖ ทุ่ม ตื่นตี ๔ ตอนนั้น ผอมมากเลย ดนตรีจับบ้างแต่มันไม่ได้ พอเข้าวิทยาลัยปทุมวันมันก็เริ่มแล้ว เจ้าคุณพระยาภูมีเสวินไปสอนที่ชมรม แต่ในเวลาเดียวกัน หูครูติดสัมผัสกับพระยาภูมีเสวินตลอด ที่ครูเรืองพูดให้ฟัง ครูมาเจอพระยาภูมีครูก็ดีใจ ก็ขอเรียนกับท่าน ตอนนั้นท่าน ๖๐ กว่า เกษียณแล้ว ไปสอนที่เอี่ยมลออ สอนที่ปทุมวัน สอนเพาะช่าง สอน ๓ ที่ แต่ท่านไปสอนเฉพาะวันเสาร์นะ ก็บอกว่าถ้าจะเรียนซอสามสายก็ให้ไปเรียนที่บ้าน

เรียนซอสามสายกับพระยาภูมี

เหตุที่เลือกซอสามสาย ที่พลัดมาเรียนซอสามสาย ตอนอยู่ปทุมวัน ครูมาอยู่กับครูประสิทธิ์แล้ว ครูประสิทธิ์ถามว่า
"ดมเอ็งชอบอะไร"
ก็บอกไปว่า "ชอบซอสามสาย"
"เมื่อเอ็งชอบซอสามสายต้องทิ้งจะเข้"
        คือจะเข้มันกดใช่มั้ย มันเป็นอริกับมือ อย่างพี่สิทธิ์ นี่แกตีระนาด แกไม่ให้หิ้วน้ำนะ ไม่ได้เลยเดี๋ยวข้อเสีย เพราะลักษณะของจะเข้นี่มันกด เอ็งจะเอาอะไร ก็เอาซอสามสายเราก็ต้องทิ้งแล้วก็ไปหาท่าน แล้วก็ไปซื้อซอสามสายคันหนึ่ง ครูก็ต้องขายสายสร้อยไป ๑ บาททอง ได้เงินมา ๔๐๐ บาท แล้วไปขอแม่อีก ๕๐๐ บาท แม่ก็ไปขอยืมเงินข้างบ้านมา สมัยก่อนร้านดุริยบรรณขายซอสามสาย ๙๐๐ บาท ซอนั่นยังอยู่ คันแรกของชีวิตและแพงที่สุดในชีวิตเลย เป็นกะลาขุด กะลาใช้ไม้ขุด แต่กะลาหาย เหลือแต่คันทวน กะลาสงสัยปลวกกินหรือไงไม่รู้ ตอนที่จะซื้อก็ไปหายาย แม่คุณเปี่ยมศรี ที่ร้านดุริยบรรณ ขาย ๙๐๐ บาท
         พอได้ซอสามสายมาแล้ว ครูก็ไปหัดกับท่าน ไปหาที่บ้านวัดราชา อยู่ในซอยในตรอกวัดราชา ตอนนี้เป็นทาวน์เฮ้าส์ไปแล้ว ขายไปแล้ว แล้วก็เล่นซอสามสาย เผอิญมาอยู่กับครูประสิทธิ์ ถาวร ที่ท่าพระก็มีวงเครื่องสายอีก เครื่องสายชาวบ้านก็สนุกอีก ไปรับงาน ใครเขาหาที่ไหนก็ไปเล่น เล่นไปเล่นมาก็จบซิ สอบตกไม่ได้ปริญญา ตรงนี้แหล่ะ นี่แหล่ะ ไอ้ตัวเคืองที่สุด ปัญหาล่ะ เลยมานั่งคิดว่าชาตินี้ยังไงๆ ก็ต้องเอาให้ได้ ซอสามสาย
         วงเครื่องสายท่าพระเป็นชาวบ้าน มีครูเทิ้ม ก็จำไม่ได้แล้ว ตรงละแวกบ้านท่าพระเป็นพวกเครื่องสาย ก็เล่นกันเอง สนุก มีงานบวชบ้าง ก็ไปเล่น เล่นไปเล่นมาเค้าส่งรายงานบ้าง ทำการบ้านอะไรบ้าง เรายังไม่ได้ส่ง ก็สอบตก
         ความรู้แรกสุดที่ได้จากการเรียนกับพระยาภูมีเสวิน จิตร จิตเสวี คือ การเปิดซอ ต้องเข้าใจว่าซอสามสายยุคโบราณสียังไงก็สีได้ เจ้าคุณท่านก็กำหนดให้ว่า ซอสามสายต้องจับให้คันชักขนานกับพื้น มืออยู่ตรงไหน จับยังไง ต้องทำอันนี้มาก่อน ครูรุ่นนั้นวางหลักอันนี้ไว้ให้ เพราะฉะนั้นเจ้าคุณ (พระยาภูมีเสวิน) ก็เอาลักษณะของการไกวซอ ไกวคู่บนคู่ล่าง เรียกว่า เปิดซอ เจ้าคุณท่านสีไวโอลินเป็น คำว่าเปิดซอ ก็เอามาจากภาษาฝรั่งว่า Open String ไง เป็นคำที่ไม่มีอยู่ในแวดวงดนตรีไทยเลย เพราะฉะนั้นการสีเปิดซอ เด็กที่มาเรียนจะรู้เลยว่าคือการสีสายเปล่า
        ครูเคยดีดจะเข้กราวในให้เจ้าคุณฟัง ทางโบราณมากที่ครูได้มา ท่านก็บอกจะเอาหรือเปล่าจะเข้ ถ้าไม่เอา เอาซอสามสาย ก็ทิ้งเลย มันต้องทิ้งทันที ก็ไปหัดไกวซอก่อน หัดอะไรก่อน แล้วท่านก็บอกว่าซอสามสายมันไม่ใช่ซอที่สียาก ท่านพูดเลย ซอสามสายสีง่ายนะอุดม แต่มันเอาดียาก พยายามหน่อย ตรงนี้นะมันท้าความคิดเรา มันยากตรงไหนต้องเอาให้ได้ ตรงนี้นะสำคัญ แต่ตำราปัจจุบันนี้เขียนซอสามสายเป็นซอที่หัดยาก สียาก มันก็ไปจำกัดความคิดเด็ก อ้าวมันยากก็ไม่เล่น บอกว่าซอสามสายเป็นซอที่สีง่าย แต่เอาดียาก ซักนิดหนึ่ง มันก็ท้าความคิดเด็ก เพราะเป็นซอที่มีคันชักอยู่นอกตัว แล้วก็ซอนั่นเป็นซอของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ลักษณะของการสีสามสายก็เหมือนการสีสะล้อ ถ้าสามสายยากแล้วทำไมสะล้อถึงเล่นกันเยอะ มันแย้งกันเองนะ สามสายสียากแล้วสะล้อล่ะ มันก็สีแบบสามสาย แล้วซอกระบอกไม้ไผ่ของภูไทก็เป็นคันชักนอกเหมือนกันแล้วทำไมถึงสีได้

        ซอสามสายไม่ได้เป็นที่นิยมทุกยุคทุกสมัย เพราะฝังความเชื่อไว้ว่า ซอสามสายเป็นซอที่สียากไง เด็กก็ไม่เล่น เดวิด มอร์ตัน เคยเขียนว่าเข้ามากรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นวงดนตรีที่มีซอสามสายเลย ครูเคยเห็นเดวิด มอร์ตัน ไปสัมภาษณ์เจ้าคุณที่วัดราชา เค้าบอกว่าไม่เคยเห็น หวงกันไปหวงกันมาจนมันจะสูญหาย ครูก็ค้นคว้าซอสามสายในลักษณะทฤษฎีให้ได้ แต่ปฏิบัติมันมาก่อน

        หลังจากเปิดซอแล้วก็ไล่นิ้ว ๑๒ เสียง ไล่เฉพาะนิ้วของซอสามสาย ไม่ใช่ไล่เสียงโดเรมีฟานะ ระบบเสียงของซอสามสาย ซึ่งมีการเปิดซอหรือคู่ขนานไปด้วย ลักษณะการเปิดซอของซอสามสายต้องสีให้เสียงมันเท่ากัน มันดังกว่ากันนิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องประคองคันชักให้ดีๆ จะเป็นไม่เป็นอยู่ตรงนี้แหล่ะ ไม่ได้ขึ้นเพลง ไม่ได้ไล่เสียงแบบซออู้ ซอด้วง ๑๒ เสียงจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน จากข้างบนลงมาข้างล่าง เป็นการไล่บันไดเสียงของซอสามสาย ถ้านิ้วควงเข้าใจมั้ย แบบปี่ มันมีทั้งนิ้วควง ทั้งเสียงจริง เพราะฉะนั้นต้องไล่ให้ได้ตรงนี้ ต้องเข้าใจระบบเสียง แล้วต้องฟังตรวจหูเราว่าเพลงที่เราเปิดกับซอที่เราสีเสียงมันกลืนกันหรือเปล่า

        ท่านสร้างบันไดเสียงขึ้นมาเพื่อจะไปเล่นเพลงขับไม้ เจ้าคุณทำเอง โบราณไม่มี บางคนไปหา ท่านก็ไม่ต่อให้ ตั้งแต่พื้นฐานเหมือนครูนะ ต่อต้นเพลงฉิ่งเลย ได้ไม่ได้เดี๋ยวก็เผ่นกลับ เลิก ครูโบราณอ่อนน้อมถ่อมตน ความกตัญญูรู้คุณท่านนี่สำคัญที่สุด เจ้าคุณละเอียดอ่อนมาก เพราะเรานี่พ่อแม่หัดมาให้อ่อนน้อมถ่อมตน ต่อเพลงต้นเพลงฉิ่งขึ้นไปทะแยขึ้นไป จบตรงแค่นกขมิ้น จบแล้ว จบเลย บอกให้ไปสีมาให้คล่องก่อน พอจบนกขมิ้นครูก็เลิกไปซัก ปี สองปี ได้ แต่ครูก็ไปสีเรื่อยๆ ตามหาตัว กลับมาให้เรียนใหม่ ทีนี้เอาล่ะนิ้วการบ้านแล้ว สั่งนิ้วการบ้าน นิ้วชั่ง ไอ้นิ้วเดียวที่เสีย ๘๐ บาท มันอยู่ตรงไหน ตรงนั้นแหล่ะ แค่ขอชั่งเดียว พอนิ้วการบ้านเนี่ย บางนิ้วหลุดไป ๓ เดือนถึงได้กลับไปหาท่าน มันทำไม่ได้ ทำไม่ได้ก็ยังสีเพลงนี้ไม่ได้ ดุด้วย งอนด้วย สีไม่ดีโดนลงใต้ถุนเลย
ท่านบอกนิ้วชั่งเพื่อกระเถิบเพลงไปเชิดนอก ทยอยเดี่ยว กราวใน ต้องได้นิ้วตรงนี้ก่อน ถ้าไม่ได้ สีไปมันก็เสียเพลง เสียท่านด้วย นิ้วชั่งท่านไม่ได้เอาสตางค์ ท่านเล่าให้ฟังเฉยๆ ว่าโบราณน่ะ คือ นิ้วนี้มันแปลกที่ว่า ไปฟังอยู่ใต้ถุน ฟังเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปหา ขอ แกเรียกชั่งก็ต้องให้ แต่ท่านมาสั่งไว้ระหว่างเพลงเดี่ยวชั้นสูง ถ้าเขาจะมาขอต่อเดี่ยว ก็ขอหัวหมูบายศรีเขานะ ให้เขามาไหว้ครูเสียก่อน อันนี้เจ้าคุณประสาน (พระยาประสานดุริยศัพท์) สั่งไว้เลย ต่อเชิดนอก ทยอยเดี่ยว กราวใน แต่มันต้องอีกขั้นหนึ่งนะ มันชำนาญแล้ว ถึงเอาเพลงนี้เข้าไป ไม่อย่างนั้นมันสีไม่ได้หรอก

        ตัวครูเรียนอยู่ ๒๐ กว่าปีถึงจะได้ไปถึงเพลงเดี่ยวชั้นสูง กว่าจะได้ ที่อยู่กับเจ้าคุณ หลายปี กว่าจะได้ ซ้อมทุกวัน ตี ๔ ครูก็ลุกสีแล้ว ซ้อมทุกวันๆ เพลงที่เราจะไปหาท่านต้องซ้อมให้ดีนะ บางเพลงลืมทั้งเพลง โดนด่าเหมือนกัน จำไม่ได้นี่

        เวลาไปหาเจ้าคุณ ก่อนจะเรียนก็ต้องพูดคุยซักถามอะไรก่อน ท่านก็เล่าให้ฟังแบบคนแก่ เล่าไปเรื่อย ครูไปหัดอยู่สองคนกับเด่นดวง พุ่มศิริ แต่เด่นไม่ไหวนิ้วไปไม่ได้ ก็เหลืออยู่คนเดียว ครูใช้เวลาอยู่กับเจ้าคุณตลอดชีวิตเลย ขณะที่ครูอยู่วัดราชาก็ต้องไปคุยกับท่าน สิ่งที่ได้จากเจ้าคุณมา ก็คือการเขียนบทความ ท่านเขียนบทความลงวารสารวัฒนธรรมไทย ครูเขียนทั้งนั้นแหล่ะ แต่เป็นชื่อเจ้าคุณ เพียงออบ้าง อะไรบ้าง เป็นนามปากกา พวกนั้นแหล่ะ การเขียนบทความละเอียดถี่ถ้วนมาก ติดวิธีการของท่าน วิธีการกลั่นกรอง อันนี้เป็นภาษาพูดไม่ได้ อันนี้ภาษาเขียนมันต้องอย่างนี้ คนโบราณพูด พูดอย่างหนึ่ง ถ้าเขียนไม่ได้นะ ท่านเล่าให้ฟังแล้วเราก็เขียน

        คนแรกก็คือคุณฉันทิตย์ กระแสสินธุ์ ที่เขียนบทความเรื่องทฤษฎีซอสามสาย ตอนหลังก็ไม่ได้เขียนก็มีคนมาแทน เยอะนะ บทความทั้งหมดในวารสารวัฒนธรรมไทย ท่านเอาต้นฉบับมาตรวจ ดูแล้วดูอีก กว่าจะส่งโรงพิมพ์ ข้ามวรรคตอนอะไรก็ไม่ได้ นอกจากเป็นครูดนตรีแล้วก็เป็นครูภาษาด้วย การเขียนหนังสืออย่าใช้ภาษาพูด

ทางเพลงซอสามสาย

        ครูได้ฟังซอสามสายทางหลวงไพเราะเสียงซอ ทางของครูเทวาประสิทธิ์ ทางของ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ แตกต่างกัน ทางของหลวงไพเราะเสียงซอนั้น ท่านสีส่วนมากจะเป็นทางซออู้มากกว่าทางซอสามสาย เพราะท่านถนัดทางนั้น ส่วนทางของ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ท่าน สีมัน สีละเอียด สีเก็บ ส่วนทางของครูเทวาประสิทธิ์ สีปิดทาง ซุกซ่อนเงื่อนงำต่างๆ แตกฉานมาก คงไม่อยากปล่อย ทาง ของเจ้าคุณท่านยึดถือระบบเสียงของซอสามสาย ธรรมชาติของซอสามสายต้องยึด ระนาดเอกต้องยึดธรรมชาติของระนาดเอก เพลงต้องไปตามระบบเสียง ธรรมชาติของเจ้าคุณก็ยึดระบบเสียงของซอสามสายเป็นหลัก ยึดการเปิดซอเป็นหลัก เพราะฉะนั้นทางไม่วิลิสมาหรามากมาย ให้สีว่าอันนี้ฟังแล้วเป็นซอสามสาย ซึ่งมันสะบัดขยี้อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ แต่ทว่าอันนั้นไม่ได้ มันไม่ใช่หน้าที่ซอสามสาย มันหน้าที่อย่างอื่น แต่หน้าที่ซอสามสายต้องไปอย่างนี้

        ส่วนการคลอร้องของซอสามสาย ทุกคนมันปิดกั้นความคิด ใครจะหัดซอสามสายต้องร้องเป็น ก่อนจะหัดซอสามสายต้องหัดซออู้ ซอด้วงก่อน มันคนละเรื่องนะ หัดซอสามสายได้เลย ไม่เกี่ยวกับซออู้ ซอด้วง คลอร้องได้ไหม ครูร้องไม่เป็นซักเพลง แต่วิธีการเที่ยวหวานของซอสามสายเมื่อไปคลอร้องมันไปหากันได้ อันนี้ฝึกโดยตนเอง เพราะว่าตอนนั้นครูเรียนกับเจ้าคุณเสร็จแล้วก็หาเวทีให้ต่อย ออกรายการคุณจำนง รังสิกุล เดี่ยวเพลงพระราชนิพนธ์ แล้วก็ออกรายการคลื่นแซดของท่าน คลื่นแซดน่ะพี่ประชิดร้อง

        ครูก็บอกว่า ครูสีร้องไม่ได้ เขาก็บอกว่าสีไปเหอะ สีไปตามนั้นแหล่ะ เราร้องไม่เป็นซักเพลงแต่เราสีไป พี่ประชิดน่ะบอกว่าไปหัดร้องมาจากไหน บอกว่าไม่ใช่ คือทางร้องของซอสามสายก็คือทางร้องของซอสามสาย เมื่อคนซอสามสายร้องไม่เป็นอย่างครู ครูร้องไม่ได้ ร้องไม่ได้ซักเพลง มันมหัศจรรย์ที่มันบรรจบกันได้อย่างไร มันฟังรู้ว่าตรงนี้คนร้องจะขึ้นสูงหรือลงต่ำ ขณะที่เราคลอไปเราดูช่วงร้องที่เขาหายใจด้วย คนหายใจจะขึ้นสูงหรือลงต่ำตรงไหนเราก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องร้องเป็น มันไปขีดคั่นความน่าจะเป็นของนักศึกษา ที่บอกว่าซอสามสายต่างจากซอด้วง ซออู้ เพราะต้องเล่นทั้งเที่ยวหวานเที่ยวเก็บ เพราะฉะนั้นเที่ยวหวานเที่ยวเก็บมันอยู่ในซอสามสาย

สอนดนตรีไทยในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

        ครูเคยบันทึกเสียงไว้ที่ทับแก้ว ให้ห้องสมุด แล้วก็บันทึกเสียงไว้ให้ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยโมนาร์ด ที่ออสเตรเลีย โมนาร์ดเขาติดต่อระหว่างมหาวิทยาลัยนะ เขาบอกว่ามีใครที่จะไปสอนดนตรีไหม เขาก็ส่งครูไป ไปสอนปริญญาโทพวกนั้นเขาเรียนดนตรีตะวันออก เรียนกาเมลัน ของอินโดเนเซีย เรียนดนตรีของไทย ครู ก็ไปสอน ครูมีประสบการณ์การสอนต่างประเทศหลายที่ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส ฮ่องกง
        ตอนไปฟิลิปปินส์ เมืองไทยคิดว่าการละเล่นพื้นบ้านเป็นของต่ำใช่มั้ย ถ้าดนตรีก็ต้องมโหรีเครื่องสาย มีระดับหน่อย ถ้าไปเล่นพื้นบ้านกลองยาว นี่มันพื้นบ้าน หน่วยงานที่จะส่งไปก็ให้ครูไป ก็ได้มาเยอะ ลักษณะของการเก็บข้อมูล ถ่ายทำวิดีโอ เจาะช่องนี้ให้นับ ๑๒๓๔๕ หยุด ไม่งั้นกล้องเรามันจะเปะปะ การถ่ายทำวีดีโอต้องฝึกมาก ไม่งั้นก็เหมือนวีดีโอท่องเที่ยว จ้องหน่องของเราใช้จีบสาว แต่ของเขาใช้ล่าหัวคน (head hunting) มันต่างกันแล้ว มีระยะพอจะใช้ตาจับได้ การวางไมโครโฟน เวลาจะบันทึกวงดนตรี อันไหนเสียงต่ำ-สูง การถอดเทป มาถึงร้องยังไงถอดให้หมด โน้ตอะไรก็ได้แต่ถ้าอ่านแล้วต้องเป็นเสียงนี้ ไปแล้วมันมีอะไรมากกว่าที่เราคิด

       ครูกลับมาก็มาถ่ายทอดไว้ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว เรื่องเก็บข้อมูล ออกสนามฝึกอย่างเดียวไม่ดีก็ว่ากันตรงนั้น ถ่ายทำยังไง รูปจะถ่ายอย่างไร แสง เงา ต้องรู้นะ ฟิล์มต้องใช้ขนาดไหน ต้องมีความรู้ ฝึกในสนามก่อนพอเป็นตัวอย่าง เสร็จแล้วไปทำมา นำเสนอ
นอกจากเรื่องประสบการณ์มานุษวิทยา (Ethnomusicology) ที่ฟิลิปปินส์ ครูไปฝรั่งเศสมาด้วย เป็นสถาบันภาษา สอนภาษาไทยแล้วก็ต้องให้รู้ขนบประเพณีไทย ดนตรี แล้วก็ เพื่อนชื่อชิลล์ เอาพระราชดำรัสของ รัชกาลที่ ๖ ไปให้เด็กที่นั่นเรียน เด็กไทยไม่เคยเรียนเลย ครูไปเพื่อนก็พาไปศูนย์ Ethno ตรงข้ามหอไอเฟล ไปรู้จักกับผู้อำนวยการศูนย์ Ethnomusicology คือ ทรัง ควัน ห่าย เป็นคนเวียดนาม ดนตรีไทยหาไม่เจอ แต่มีกาเมลันวงใหญ่เลย ไปดูงานที่รวบรวมเรื่องของเครื่องดนตรีอย่างที่ อาจารย์สงัด ภูเขาทอง ทำพิพิธภัณฑ์ ไปร่างหลักสูตรสอนภาษาไทย บรรยายเกี่ยวกับดนตรี และแสดงซอสามสายให้เขาเห็น

สีซอสามสายกับวงฟองน้ำ
        ครูก็ไปอยู่กับฟองน้ำหลายปี นอกจากครูสีซอสามสายแล้ว ยังดีดพิณน้ำเต้า พิณน้ำเต้ามันท้าทายเราว่าทำไมสายเดียวมันเล่าได้หลายเสียง ก็ไปศึกษากับ อาจารย์กมล เกษศิริ ลักษณะเสียงมันอยู่ที่นิ้วชี้ ไปตามโคนนิ้วชี้ที่แตะ แตะพลาดนิดหนึ่งก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องแม่นมาก เป็นคนแรกๆ ที่จับพิณน้ำเต้า เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครดีด แต่เสียงมันเพราะมาก โอเวอร์โทน (Overtone) มันใช้เสียงครางเข้าไปแตะ ในความเงียบสงัดจะได้อีกหลายเสียง ฮาร์โมนิคที่ออกมา แปลก ฝึกโดยเอาน้ำเต้ามาให้ช่าง (เจ็กกลึงลูกกรง) กลึงตัวคันมาดีด ฝึกเพลงสวดก่อน สนุกดี ที่ครูดีดที่หอประชุมจุฬาฯ เพลงสวดเพลงนั้นแหล่ะ พี่ยงค์ (ครูบุญยงค์ เกตุคง) บอกว่าฟังๆ แล้วเหมือนเสียงญี่ปุ่น แต่เนื้อเพลงไม่ได้ อาจารย์กมลก็ไม่ได้ มีลูกศิษย์คือทรงกลดถ่ายไปให้ ดีดพิณน้ำเต้ามันเมื่อยแขน เพราะใช้แขนเดียว

ข้อด้อยของดนตรีไทย

        สถาบันต่างชาติเขาก็ทึ่งมากในดนตรีไทย อย่างมหาวิทยาลัยโมนาร์ด นี่เขาก็ทึ่งมาก บอกถึงจุดด้อย จุดเด่นของดนตรีไทย จุดด้อยของดนตรีไทยที่เผยแพร่ไปสู่ต่างประเทศไม่ได้นั่นคือ ทีมเวิร์ค ความสามารถเฉพาะตัวนี่มันขีดคั่น กาเมลัน (อินโดนีเซีย) มันเล่นได้ทั้งกลุ่มประสานกันหมด ฆ้องไม่ได้ถ่วง ทีมเวิร์คสำคัญที่สุด ของไทยมันปิดกั้นตรงเครื่องดนตรี อย่างฆ้องอยู่ในร้าน ตะกั่วถ่วง ของอินโดไม่มี ฆ้อง ๑๖ ลูกตีคนเดียว ขีดคั่นตรงนี้ ความสามารถเอตทัคคะของบุคคล แต่ของอินโด ๑๖ ลูกตีหลายคน ตรงนี้ทำให้ต่างชาติสนใจ ในลักษณะของทีมเวิร์ค การผสมผสานของเพลง ของเราขีดคั่นการสื่อสาร การเผยแพร่ จะไปโทษรัฐบาลก็ไม่ได้ ตัวเราสำคัญที่สุด เราจะเผยแพร่ยังไง แต่จุดที่ครูว่ากาเมลันกับของไทย ทำไมกาเมลันไปได้ทั่วโลก ของเรามันความสามารถเฉพาะตัวนะ สำหรับเราความสามารถเฉพาะตัวมันเป็นเรื่องเด่น แต่เป็นอุปสรรคของต่างชาติ ที่เราจะเผยแพร่ดนตรีนะ ใครจะมานั่งตี ๑๖ ลูก ในเมื่ออินโดตีคนละ ๒ ลูก แต่ประสานกันเป็นเพลง จุดเด่นเรื่องของฝีมือเราไม่เถียง แต่มันจำกัดอยู่เฉพาะของเรา เราไม่สามารถทำให้ต่างชาติมาสนใจได้ เราเสียตรงนี้ จุดดีก็คือถ้าจะเรียนก็ต้องเอาจริง ถ้าไม่เอาจริงก็อย่าเรียน

ตำราวิชาการของครูอุดม

         ที่ครูได้เขียนตำราไว้มีอยู่ดุริยางค์ดนตรีไทยพุทธศาสนา แล้วก็มางานวิจัยเลย เพลงครูก็แต่งไว้มี เพลงพญารำพึง เพลงแขกมอญ เพลงจันทราหู เพลงนี้ได้จากพี่สำราญ (ครูสำราญ เกิดผล) ได้มาแล้วก็แต่งเพลงทางเดี่ยว ครูแต่งน้อยมาก มันยังติดใจของที่เรามีอยู่ เราก็ไม่อยากจะทำ มีรามจิตติ ได้มาจากสาธุการชั้นเดียว แต่งอยู่หลายปีนะกว่าจะจบ ชื่อ รามจิตติ คือนามปากกาของรัชกาลที่ ๖ แต่งอยู่นาน มาได้ความจากอาจารย์ภาวาส บุนนาค ว่าสาธุการตรงนั้น ครูเทวาใช้สำหรับจุดเทียน เขาถึงตีหมด แต่ของเรามันตีไม่หมดนะ ก็มีแค่นั่นผลงาน เพลงพวกนี้สร้างขึ้นอย่างเพลงรามจิตติเพื่อเราจะเกษียณอายุจากมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จากวังที่ท่าน (รัชกาลที่ ๖) อยู่ก็ทำให้ดีที่สุด เพลงแขกมอญครูทำขึ้นมาเพราะจะได้เป็นทางสำหรับเด็กง่ายๆ ให้นักศึกษาปริญญาโท ได้ฝึกหัด ได้ไปประดิษฐ์ประดอยทำทางเดี่ยว ทำวิทยานิพนธ์ ทุกวันนี้คนสีซอสามสายเยอะขึ้น ดังดีขึ้น เสียงมันกลมกล่อมขึ้น
        การดูคนที่มีแววทางซอสามสายจะดูตรงวิธีการที่เขาเล่นซอสามสาย ที่หัดกันเองมันไม่ใช่ทางของซอสามสาย สีกันไม่ครบสามสาย เหมือนตีระนาดไม่หมดผืน เสียงมันควรจะไปได้อีก ไป คำนึงถึงแต่ทางร้องไม่ได้หรอก ทางร้องมันเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าคำร้องเปลี่ยน ต้องยึดทางกลางไว้
การสืบต่อก็สืบต่อเพลงซอสามสาย ก็มีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่นี่ที่หนึ่ง แล้วก็สืบต่อก็ลูกชาย (อาจารย์พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) อีกคน ที่ได้ลูกชายไว้ เพราะคุณชายอายุมงคลที่เอาซอคู่พระหัตถ์ให้ครู สั่งไว้ บอกให้หัดลูกชายไว้นะ ให้ลูกได้ก่อน เมื่อลูกไม่เอาก็ไปให้คนอื่น สั่งไว้ก่อนจะถือซอมาให้ ก็พอใจลูกชายในระดับหนึ่ง ลูกก็ไปสอนเด็ก ถ่ายทอดต่อที่ทับแก้ว ลูกศิษย์ที่นี่ก็มีหลายคน มีเจ้าโอ๊ต (เอกวิทย์ ศรีสำอางค์) คนหนึ่ง มีอีกสองคน ก็พอที่จะไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ มันมีน้อยจริงแต่ขอให้มันข้น มากนักมันก็ไม่ไหว แต่ไอ้มากๆ เยอะแยะมากนะ ลูกศิษย์ครูมีเป็นร้อยแต่ที่ติดต่อกันอยู่มีไม่กี่คน ก็มี ดร.ณัชชา (เจี๊ยบ) คนเดียว ที่ยังติดต่ออยู่ คนอื่นก็ไม่ได้เข้มข้น
        สายพระยาภูมีเสวิน ก็ไปทางคุณศิริพรรณ (ลูกสาว) ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ก็ได้ไปเยอะ หมดแล้ว เหลือแต่ครู รวมก็ ๓ คน ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ก็ได้ไปเยอะ ลูกศิษย์เหมือนกัน ตอนงานเจ้าคุณ ครูเลือกกราวในมาสีรำลึกถึงท่าน เหตุผลคือตั้งใจสีให้คนฟังว่าซอสามสายสีได้ถึงกราวในเถา แล้วก็สงสารคนไทยที่ไม่เคยฟัง ที่มหาวิทยาลัยโมนาร์ด (ออสเตรเลีย) นี่ครูก็ทั้งบันทึกเสียง (อัดเทป) ทั้งออกแสดงคอนเสิร์ต มันสนุก ลูกโยน มี Improvise เขาชอบนะ กราวในต้องตามเสียงนะทุกเครื่องมือ ถึงจะรู้ว่า Genius มันอยู่ที่ไหน

        ครูมาสอนที่มหิดลเนื่องจากตอนที่จะเกษียณ (อาจารย์สุกรี เจริญสุข อาจารย์สงัด ภูเขาทอง) ได้วางแผนเชิญครูมาสอนเป็นพิเศษ ก่อนจะเกษียณ พอเกษียณแล้ว
"สุกรีก็บอกว่าครูมาอยู่กับผมนะ"
"ทำไมละ"
"มาทะเลาะกับคนจะได้ตายยาก"
        ก็จะเกษียณตุลาคม (๒๕๓๗) ใช่มั้ย พอถึงพฤศจิกายน ครูก็มาเลย มาช่วย อาจารย์สงัด มาช่วย สุกรี ตอนนั้นมันเริ่มต้นน่ะ อยู่ที่ตึกบัณฑิตวิทยาลัย มาช่วยกัน นักเรียนนักศึกษายังมีน้อย มานี่จะสอนเฉพาะซอสามสายให้ ซอด้วง ซออู้ไม่เคยสี สีได้แต่ไม่ชอบ ก็เปิดเฉพาะเอกซอสามสาย

        ในด้านของดนตรีก็เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ไม่เหมือนสถาบันอื่น ใช้ครูผู้เฒ่าที่มีทางแตกต่างกันหลายทาง ของเราเปิดหลากหลาย แต่ก็ไม่มากทางนัก ก็เอาครูสำราญ เกิดผล ครูกาหลง พึ่งทองคำ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ มาเป็นตัวแทนของครูเก่าๆ ครูพินิจก็ตัวแทนครูบุญยงค์ ครูสำราญก็ตัวแทนของทางโน้น (วัดกัลยาฝั่งธน) แตกต่างหลากหลาย เพลงๆ เดียวกัน ถ้ามันคนละทางมันเหมือนเรียน Ethnomusicology การเปรียบเทียบสำคัญ จะเกิดศาสตร์ใหม่ระหว่างทางที่ต่างกัน เกิดศาสตร์ใหม่ขึ้นตรงกลาง อย่างศาสนา จะศึกษาศาสนาพุทธว่าโดดเด่นอย่างไรต้องเอาศาสนาพุทธเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น ดนตรีไทยมันหนี Ethnomusicology ไม่ได้ มโหรีเครื่องสายมันหนี Ethno ไม่พ้นหรอก ต้องเปรียบเทียบ การที่ครูให้เด็กเรียนทางนี้ทางเดียว มันก็ฆ่าเด็กนะ ไปเจอทางอื่นๆ เขาจะรับไม่ไหวนะ

        ในเรื่องของทฤษฎี ในเรื่องของวิชาการต้องสอนให้เด็กรู้จักการเปรียบเทียบ ถ้าไม่เปรียบเทียบ ความคิดก็ไม่เกิด ครูต้องนำพาเด็กก่อนว่าเปรียบเทียบยังไงแล้วให้เด็กคิดเอง อย่างเพลงตรงนี้กับเพลงตรงนี้มันเปรียบเทียบได้อย่างไร เพลงเขมรพวงฝั่งธนเมื่อเปรียบเทียบกับฝั่งพระนคร จุดเด่นอยู่ตรงไหน จุดด้อยอยู่ตรงไหน จุดเด่นของฝั่งธนคือต้องบรรเลงไม้แข็ง จุดเด่นของหลวงประดิษฐไพเราะต้องบรรเลงด้วยเครื่องสาย จะเอาจุดเด่นของฝั่งธนมาบรรเลงด้วยเครื่องสายไม่ได้

        ตรงนี้ต้องเปรียบเทียบให้เห็น อย่างเพลงเขมรพวงของครูหลวงประดิษฐไพเราะที่ท่านทำ ทำเฉพาะพวกเครื่องสายไม้นวมเพราะที่สุด ครูจางวางทั่วทำเฉพาะไม้แข็งมันที่สุด เกิดศาสตร์ใหม่ เกิด การเปรียบเทียบขึ้นแล้ว จุดนี้สำคัญที่สุด

ดนตรีไทยทุกวันนี้ หรือที่ผ่านมาที่เสื่อมความนิยมเพราะถูกดนตรีตะวันตกเข้ามาแย่งพื้นที่

        ดนตรีไทยสร้างภาพขึ้นเอง เหมือนกับปัจจุบันนี้รัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรีไทย ไม่ให้ออกรายการดนตรีไทยทางวิทยุโทรทัศน์ ไม่เกี่ยว เรื่องของธุรกิจน่ะ ก็ต้องเอาเงินน่ะ จะมานั่งปลงอนิจจังว่าดนตรีไทยไม่ได้รับการสนับสนุน ไม่มีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ไม่เกี่ยว เกี่ยวกับพวกเราว่า มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ แน่นอนหรือเปล่าเรื่องอาชีพของตัวเอง เข้มข้นไหม ยืนหยัดอยู่ได้อย่างครูทุกวันนี้ครูยืนหยัดอยู่อย่างนี้ เราต้องเข้มข้น ต้องตั้งปณิธานให้แน่วแน่

        ครูว่าดนตรีผสมที่เล่นกัน ดนตรีไทยผสมฝรั่งก็สนุกดี ครูก็ชอบนะ เอาเพลงอย่างที่เล่นออกทีวี ที่เอาดนตรีไทยไปแทรกแซง มันก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่น่าภูมิใจนะ ไม่จำเป็นต้องเอาเพลงไทยจริงๆ ไปแสดง ร้องยาวๆ รับเร็วๆ ไม่ไหวมันรกหูนะ ปัญหามันอยู่ที่นักดนตรีไทยเอง สำคัญ นักดนตรีอย่าทำลายที่ครูบาอาจารย์สอนไว้ซิ ไหวมาก หูรับไม่ทันก็ไม่ฟังแล้ว

เรื่องของนักดนตรีไทยเรียกร้องกับสังคมมากไป ต่อว่าต่อขาน น้อยอกน้อยใจ

        มันก็คงจะมีบ้างแหล่ะแต่ครูไม่เคยไปต่อว่าใครเลย ไม่น้อยอกน้อยใจ คือมันก็ทางใครทางมัน ใช่มั้ย โชคดีอย่างที่ครูได้เรียนซอสามสาย ได้ปรัชญาของ รพินทรนาท ฐากุร มาลักษณะสายซอนั้นผูกติดกับตัวซอ แต่เสียงที่บนสายซอมีอิสระในการบรรเลงไม่เกี่ยวกับตัวซอ นี่คือ Individual Soul ดวงชีวิตแต่ละดวงอยู่บนนี่ใช่ไหม ที่เป็น Absolute Soul นี่เป็นพรหมมัน นี่เป็นอาตมัน มันต้องให้ลึกนะ อันนี้ผูกติดกับตรงนี้จริง แต่มีอิสระ เหมือนชีวิตที่อยู่บนโลกมีอิสระ โดดดิ้นไปบนสาย เพราะดนตรีมันคือชีวิต ดนตรีคือสายลมที่ประทานชีวิตให้แก่สรรพสัตว์ทั่วโลก ลักษณะของสายลม ลักษณะการกำหนดลมหายใจนี่ก็คือดนตรีที่ใช้กับสมาธิ มันต้องให้ลึกนะ เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือพรหมมัน อันนี้อาตมัน อันนี้ Individual Soul แต่ละนิ้วที่ลงไปในนี้ แต่ละเสียงก็ผูกติดอยู่กับอันนี้ใช่มั้ย เหมือนกับตัวเรากายเราเมื่อตายไปแล้วก็อยู่นี่ นี่คือหลักปรัชญาของซอสามสายล่ะ คือสายมันผูกติดอยู่กับนี่ แต่เสียงไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่กับการผูกติดอยู่นี่ เสียงมันอิสระ ร่างของเราสมมุติว่าเป็นอาตมัน มันผูกอยู่กับพรหมันตรงนี้ เมื่อจะสร้างศิลปะ จะเปล่งเสียง นั่นคือดวงชีวิตของเราที่จะออกมาตรงนี้ รพินทรนาท ฐากุร เขียนไว้เสียงเหมือนพิณ พิณสายผูกมัดกับตัวพิณ แต่ละสายมีอิสระในการบรรเลง มีลักษณะของเสียงเป็นอิสระ นั่นคือ ดวงวิญญาณของอาตมัน ไอ้นี่คือพรหมมัน ต้องศึกษา อย่างใน คีตาญชลี บอกไว้ ดนตรีของพระองค์คือแสงสว่างที่ให้แก่โลก นั่นคือลำนำใช่หรือเปล่า กลางวันกลางคืนหมุนเวียนนะ Rhythm นั่นน่ะ แล้วก็ เสียงเพลงของพระองค์คือลมหายใจที่ประทานชีพให้แก่สัตว์ในโลก ทุกคนอยู่กับลมหายใจ เมื่อหายใจสม่ำเสมอก็เกิดสมาธิ พุทธศาสนาก็เอาไปกำหนด มันก็คือดนตรี เราเรียนปฏิบัติเพื่อหาสิ่งพวกนี้ คนที่เจอสิ่งพวกนี้ในเมืองไทย ครูเจออยู่คนเดียว คือ บรูซ แกสตัน ซึ่ง บรูซกับครูพูดกันรู้เรื่อง กับคนอื่นพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นบรูซจะเรียนดนตรี เรียนอะไรมันต้องปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงวิญญาณอันนั้นน่ะ มันไม่ใช่อคูสติก มันเป็น ไซโคอคูสติก สวนาการในวิญญาณเพลง พอถึงดนตรีต้องเรียนอคูสติก ไม่ใช่ ต้องเรียน ไซโคอคูสติก เรียนไปไม่ถึงหัวใจวิญญาณเพลงเสร็จ เรียนไปเพื่อให้ถึงปรัชญาอันนี้ ครูชอบใจที่ว่าเสียงเพลงคือสายลมที่ให้ชีวิตแก่สัตว์จริงนะ เพราะฉะนั้นดนตรีคือชีวิต เมื่อดนตรีคือชีวิต ชีวิตที่มันเกิดขึ้นมาจากน้ำมือเรา มันต้องให้ครบ ๓๒ ไม่ให้บูดเบี้ยว เสียงก็ต้องให้ตรง ตีกลองก็ต้องให้มันเต็มเสียง ให้ชีวิตของเสียงกลองมันครบถ้วน ๓๒ คือความเป็นมนุษย์ ดนตรีคือชีวิต มันมีลมหายใจ เหมือนตัวนี้ เปรียบเทียบกัน การเรียนดนตรีต้องเรียนปรัชญาที่เกี่ยวกับดนตรีโดยเฉพาะ ต้องดึงมาให้เข้าใจอย่างที่ครูพูด

ปรัชญาดนตรีที่ค้นพบ

        ครูค้นพบช่วงที่ครูเกษียณมา พอเกษียณมาครูก็จับปรัชญาอ่านเลย ทั้งปรัชญาจีน ปรัชญาตะวันออก เพราะดนตรีมันอยู่ในปรัชญา แต่ทุกคนไม่รู้ว่าดนตรีเป็นปรัชญา
คนชอบพูดว่าดนตรีเป็นเรื่องของนักปราชญ์ แต่ว่าไม่เข้าใจที่พูด
ไม่เข้าใจว่าในปรัชญาของดนตรีมันคืออะไรใช่มั้ย ตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจเรื่องของปรัชญา จะวิเคราะห์ผิด วิเคราะห์เพลงในปัจจุบันนี้อาศัยลูกตกใช่รึเปล่า ไม่ใช่ นั่นคือการมองแยก ปรัชญาทางศิลปะต้องการมองรวม ต้องมองภาพรวมทั้งเพลง ตรงไหนโยงใยด้วยกัน เหมือนกับการมองดวงจันทร์ถ้ามองแยกจะบอกว่าดวงจันทร์กลม สีเหลือง พอกลม ดวงจันทร์ก็เป็นลูกฟุตบอลได้ใช่รึเปล่า เป็นลูกมะนาวได้รึเปล่า ได้ใช่มั้ย สีเหลืองเป็นทองได้รึเปล่า เป็นดอกดาวเรืองได้รึเปล่า นี่การมองแยกนะ ถ้าเรามองอย่างศิลปะ ดวงจันทร์ให้ความสว่างไสว ให้ความร่มเย็น ให้อารมณ์ความรู้สึกอะไร มองอย่างศิลปะ

        เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์เพลง การมองเพลงไทยวิเคราะห์เฉพาะลูกตก แต่ไม่มองว่ากว่าจะเป็นลูกตกมันอยู่ตรงไหน นี่แหล่ะสุนทรียะมันอยู่ตรงนั้น แบบของความงามมันอยู่ตรงไหน ต้องเอามาให้ได้ มันยาก ต้องผ่านความยากให้ได้ คือเพลงไทยต้องมองทั้งเพลง ไม่ใช่มองแต่ลูกตก เด็กมัธยมก็พูดได้เรื่องลูกตก อย่างเราพูดอย่างเด็กไม่ได้ ต้องพูดอย่างนักปราชญ์ ต้องวิเคราะห์ว่าดวงจันทร์ไม่ใช่กลมไม่ใช่สีเหลืองนะ อย่างครูวิเคราะห์ดอกกุหลาบอย่างนักชีววิทยา ก็วิเคราะห์ว่าดอกกุหลาบคือการเจริญงอกงามของปลายกิ่ง ถ้าให้ปุ๋ยคอกจะเจริญดอกโตเท่านั้น ถ้าให้ปุ๋ยไม่ดีจะเท่านี้ สีสันต่างกันยังไง แต่วิเคราะห์อย่างนักดนตรี วิเคราะห์อย่างศิลปะ ดอกกุหลาบนี่ให้น้ำหอม น้ำหวานไหม มีกลีบซ้อนกันทำไม สีดอกกุหลาบดอกนี้ทำไมไม่เหมือนสีดอกกุหลาบอื่นในโลก มันไปเลยล่ะ มันหลุดเลยใช่มั้ย ต้องหลุดอย่างนี้

        ทำไงเราจะเอาดอกกุหลาบที่เราประทับใจมาตีแผ่ให้คนอื่นเห็นว่าดอกกุหลาบที่เราวาดออกมามันสวยไหม มันต้องเป็นอย่างนั้นนะศิลปะ มองศิลปะให้มองรวม อย่ามองแยกถ้ามองแยกไม่ได้เลย ฝรั่งมันมองแยก มองแยกเพื่อให้สร้างอีกตำราหนึ่งใช่มั้ย คนไทยไม่มองแยกอย่างฝรั่ง อย่างเรื่องของอคูสติก โดมีเสียงเท่านั้น เรมีความถี่เท่านั้น เค้ามองแล้วไปเขียนสเกลหมด กีตาร์กระแสเสียงยังไง อันนี้เพื่ออคูสติก แต่ไซโคอคูสติกคือระหว่างโด เร มี เมื่อมาผสมเป็นเพลงแล้ว ความเป็นโดเรมี มีหรือเปล่า ไม่มีอ่ะ อะไรล่ะ ตัวนี้น่ะ สำคัญ แบบความงาม เพลงไหนมันจะงามมันต้องมีแบบความงาม ระหว่างโดเรมีฟาเนี่ย เมื่อมารวมเป็นเพลง ตรงไหน โดเรมีฟา มันอยู่ตรงไหน มันไม่ต้องแยก แต่มันอยู่ตรงไหน มันไพเราะอยู่ตรงไหน มันสื่อด้านหนึ่งของอคูสติก มันสื่อด้านหนึ่งของวิทยาศาสตร์ ในเรื่องของฟิสิกส์ ฝรั่งเค้าสร้างได้ แต่คนไทยเอามาปนกันนะ เอาวิทยาศาสตร์มาปนยุ่งหมดเลย เพราะฉะนั้นระดับปริญญาโทต้องสอนให้เห็นว่าลักษณะของศิลปะมองยังไง มองลักษณะของวิทยาศาสตร์ มองรวม มองแยก มองยังไง ปรัชญาของอันนี้มี ของทางอินเดียก็มี ลักษณะของการมองรวม มองแยก เป็นประโยชน์แน่นอนแต่ต้องเป็นปรัชญาของดนตรี

        อย่างซอสามสายเป็นเรื่องของราชสำนักใช่ไหม เพราะฉะนั้นซอสามสายคือการจำลองปราสาทราชมณเฑียรเข้ามาอยู่ในซอสามสาย หลังคาเหมือนเที่ยวหวาน มันมีใบระกาช่อฟ้า มันก็มีการดีดดิ้นตรงนี้ เที่ยวเก็บก็คือตัวอาคาร เพราะฉะนั้นปราสาทราชวังจะงดงามได้ก็อยู่ที่หลังคา อาคาร มันสวยได้เพราะอยู่ที่เที่ยวหวานเที่ยวเก็บ ศิลปินจากราชสำนักคงคิด แล้วก็สรุปออกมา ชาวบ้านอาจจะตีความซอสามสายต่างออกไป เพราะพื้นฐานความรู้ต่างกันกับเรา อันนี้แตกต่างแน่นอน ของที่ดีที่สุดมาจากราชสำนักสู่ชาวบ้าน จากชาวบ้านสู่ราชสำนัก แล้วก็วนออกมาหาชาวบ้านอีกที มันวนเวียนอยู่อย่างนี้

อนาคตซอสามสายจะไปถึงไหน

        ในเรื่องของเพลงและ เทคนิควิธี ถ้าเราสร้างความรู้ เอาเด็กเข้ามาให้ได้รับความรู้นะ มันไปได้แน่นอน เพราะว่าเราต้องให้ความรู้เรื่องปรัชญา เรื่องเพลง ตัวซอ เสียงซอ อะไรต่างๆ เด็กที่เข้ามาในโปรแกรมต้องรู้อะไรพวกนี้ ต้องสอน ถ้าไม่สอนก็ไม่รู้ เหมือนอย่างซอสามสายใครเล่นไม่ได้นอกจากเจ้านายเล่นไม่ใช่ ไม่เกี่ยว มันเป็นมรดกของราชสำนักใช่ แต่เมื่อราชสำนักไม่มีคนเล่น ชาวบ้านเล่นได้ไหม อย่างครูก็ชาวบ้าน ทำไมจะเล่นไม่ได้ ดนตรีมันเป็นอาหารสำหรับทุกคนที่จะเข้าไปสัมผัส แล้วจะไปขีดคั่นทำไม จะหวงไว้ทำไม

สุดท้ายกับความรู้สึกที่ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

        ความรู้สึกที่ได้รับขอให้เป็นความรู้สึกสุดท้าย คือครู ว่าครูมีมาพอแล้ว ในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ ในเรื่องของตำแหน่งทางวิชาการครูพอแล้ว ทีนี้เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดลให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ถือว่าให้เกียรติเราในฐานะที่เราอยู่ที่นี่ เมื่อให้เกียรติครู ครูก็รับ แต่ขอรับเป็นงวดสุดท้ายในเรื่องของตำแหน่งทางวิชาการ พอแล้ว เพราะครูไม่ใช่ศิลปิน ชีวิตครูเป็นครูมาตลอด เป็นนักดนตรีมาตลอด ไม่ใช่ศิลปิน คำว่า "ศิลปิน" มันอยู่ในทัศนศิลป์นะ ทีนี้เราขอยืมทัศนศิลป์มานะ ศิลปินคืองานสร้างสรรค์เพียงชิ้นเดียวในโลก วาดภาพอันนี้ขึ้นมาขายไปแล้ว หมดแล้ว จะต้องวาดใหม่ แต่ดนตรีบางทีก็ใช้ของเก่ามาทำ อาจจะเป็นศิลปินแต่ไม่ใช่หรอก เค้าเรียกว่านักดนตรีไทย เป็นนักดนตรี ดีจะตาย ดีกว่านักศึกษา เป็นนักดนตรี เป็นครูดนตรี เป็นคนดนตรี ไม่ใช่ศิลปิน เพราะฉะนั้น ตำแหน่งอันนี้ก็เหมาะ คือดีใจที่เราทุ่มเทมาตลอดชีวิตที่ว่าทำงานมาทางด้านนี้ ก็ดีใจ

        คำว่าศิลปิน ถ้าเป็นทัศนศิลป์ ภาพที่ออกมาสวยงาม ประมูลขึ้นมาเป็นล้านเป็นแสน เมื่อได้ไปแล้ว คนอื่นไม่มีโอกาสที่จะได้ แต่เพลงไม่ใช่อย่างนั้น มันแต่งขึ้นมาคนอื่นอาจจะ copy ไปฟังก็ได้ แต่ดอกกุหลาบที่สร้างขึ้นมานี่เอาไปชื่นชมที่บ้านคนเดียว one piece ชิ้นเดียวในโลกที่อยู่กับเรา แต่ดนตรีไม่ใช่ ลักษณะของการแต่งเพลง มันเอาของเก่ามาทำใหม่ แล้วก็อยู่ในแวดวงอันนั้นแหล่ะ มันไม่ใช่ชิ้นเดียวอย่างพวกภาพวาดเขา อาจสร้างใหม่ขึ้นมาก็ได้ แต่สร้างใหม่ขึ้นมานั้นได้รับการยอมรับหรือยัง มหาชนยอมรับหรือไม่ ว่าภาพนี้สวย มหาชนตอนนี้ยอมรับโมนาลิซ่าสวยตรงไหน มันมีเหตุ อันนั้นคือศิลปะชิ้นเดียวของโลก แต่ของเรามันไม่ใช่ มันเป็นนักดนตรี เป็นคนดนตรี เป็นคนทำเพลง เหมือนกับคนทำครัว ทำอันนี้ให้กินหน่อย อันนี้มันลิ้นน่ะ มันชิวหา นี่มันโสต มันตัวเดียวกัน อย่าไปแยก อย่าไปเอาของคนโน้นมาใช้ แล้วคิดว่ามันหรูหรา มันไม่ใช่

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net