วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กราบถวายงาน ส่งเสด็จ Princesse Marsi กลับสู่เมืองไทย


 

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนเที่ยงคืน ณ กลางหุบเขา Alpes de Haute Provence ของประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลาที่ท่านหญิงมารศี ถึงชีพิตักษัย ด้วยพระชันษาเกือบครบ 82 ปี

 

 

หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร พระนัดดาองค์แรกในราชสกุลบริพัตร และองค์เดียวที่ประสูติ ณ วังบางขุนพรหม ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 เพียงปีเดียว

 

 

ท่านหญิงมารศี เป็นพระธิดาพระองค์เดียวของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ (เทวกุล) บริพัตร ประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ทรงจบการศึกษาระดับมัธมปลายที่โรงเรียนมาแตร์เดอี และเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสเปน ได้รับปริญญา Docteur ès Lettres จาก Sorbonne University, Paris ตั้งแต่มีพระชันษาเพียง 23 ปี แล้วยังทรงได้รับปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ จาก University of Madrid

 

 

ท่านหญิงมารศี ทรงนำความรู้ความสามารถกลับมาทำงานที่ประเทศไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากที่ได้ทรงสอนที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมาดริดมาแล้ว

 

 

หลังจากนั้น เมื่อท่านหญิงมารศีทรงประสงค์จะสานต่อความสนพระทัยด้านศิลปะ  จึงได้เสด็จกลับสู่ยุโรปอีกครั้ง

การที่ท่านหญิงมารศีทรงสืบเชื้อสายจากราชสกุลบริพัตร ที่พระโอรสและโดยเฉพาะพระธิดาทั้ง 5 พระองค์ของทูลกระหม่อมบริพัตรทรงได้รับการศึกษาเพียงจากในวังบางขุนพรหม แต่ก็สามารถรับสั่ง อ่าน และเขียนได้หลายภาษา ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รวมทั้งดัทช์ และชวาที่ทรงได้จากตอนถูกบังคับให้เสด็จออกนอกประเทศ  จึงไม่น่าแปลกใจเรื่องความแตกฉานด้านภาษาต่างชาติของท่านหญิงมารศี ที่ทรงรับสั่งได้ตั้งแต่ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน และสเปน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลกระหม่อมปู่ของท่านหญิงมารศีทรงเป็นที่รู้จักของประชาชนสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในฐานะเจ้าฟ้าที่ถูกบังคับให้สละวังเพื่อมีโอกาสเสด็จไปประทับยังต่างแดน เรื่องราวของทูลกระหม่อมบริพัตรจึงเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยและแม้กระทั่งกองทัพเรืออยู่อีกนาน

ทายาทสายใหญ่ของราชสกุลบริพัตร ก็ไม่เป็นที่คุ้นเคย เนื่องจากมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว คือ ‘พ่อ’ ของท่านหญิงมารศี

 

 

 

นอกนั้นอีก 5 พระองค์เป็นพระธิดา ในชั้นหลานจึงมีเพียงท่านหญิงมารศีที่ทรงมีราชสกุล ‘บริพัตร’ ปรากฏในพระนาม ในฐานะ ‘หลานปู่’ ส่วนพระญาติที่เป็น ‘หลานตา’ ในลำดับรุ่นเดียวกันอีก 7 ท่าน ที่กำเนิดจากพระธิดาของทูลกระหม่อมบริพัตรอีก 3 พระองค์ อยู่ในชั้นหม่อมราชวงศ์ และไม่ได้ใช้ชื่อสกุลบริพัตร

ทูลกระหม่อมบริพัตร สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2487 ที่เมืองบันดุง แต่กว่าจะได้เสด็จกลับมารับพระราชทานเพลิงพระศพก็วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2493 ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เรื่องราวของทูลกระหม่อมบริพัตรก็ยังคงเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนมากไม่ได้รับรู้ ทั้งที่ทรงตกเป็นเป้าสำคัญที่คณะราษฎรหมายมั่นในช่วงกระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ทิ้งผลเสียค้างอยู่ในการเมืองไทยจนปัจจุบันนี้

เมื่อถึงเวลาที่ท่านหญิงมารศีเสด็จจากไป ณ ประเทศฝรั่งเศส พระญาติใกล้ชิดจึงยอมอนุญาตให้มีการบันทึกการส่งเสด็จ และการเชิญเสด็จกลับเมืองไทย ซึ่งมีลำดับขั้นตอนที่แตกต่างจากความคุ้นเคยตามวิธีปฏิบัติของไทยให้สาธารณชนมีโอกาสรับทราบ แทนการเก็บเรื่องราวที่ ‘ถวายการดูแลกันเอง’ แบบเรียบง่ายไว้อย่างเงียบเชียบภายในครอบครัวตามลักษณะของราชสกุลบริพัตร ที่เมื่อครั้งหนึ่งได้ตามเสด็จออกนอกประเทศกันไปแล้ว ก็ไปและอยู่กันได้ทุกที่ ทุกสภาพ

การเสด็จกลับสู่ภาคพื้นทวีปยุโรป ณ เวลานั้น ท่านหญิงมารศีทรงเริ่มที่ประเทศสเปน แล้วย้ายมาฝรั่งเศส ตอนที่ประทับอยู่กรุงปารีส ได้ทรงจัดแสดงผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ Salon “Comparaisons” ใน Musée d’Art Moderne ต่อมาได้ทรงขยายการแสดงผลงานมาทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่ง ณ เวลานั้น เป็นศูนย์รวมความเคลื่อนไหวทางศิลปะในยุค 70s โดยเฉพาะที่ Nice เมืองใหญ่ที่สุดของขอบชายฝั่งทะเลซึ่งเรียกว่า French Riviera มีอากาศสบาย และบรรยากาศที่ดึงดูดศิลปินให้มาอยู่อาศัยและสร้างผลงานมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 2

Nice มีมิวเซียมด้านศิลปะจำนวนมาก และมีความเคลื่อนไหวคึกคักในหมู่ Artists เสมอมา จึงลงตัวกับการลงหลักปักฐานของท่านหญิงมารศีอย่างสมบูรณ์

 

 

หลังจากประทับอยู่ที่ Nice แล้ว ท่านหญิงมารศีทรงค้นพบ Annot เมืองเล็กห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตรจากนีซ ที่คงสภาพชนบทงดงาม ทรงติดใจจนซื้อบ้านเก่าของคนเลี้ยงแกะบนเนินสูงมาปรับปรุงเป็นตำหนักที่ประทับและที่ทรงงาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 กว่าจะแล้วเสร็จก็อีกปีถัดมา ประทานชื่อว่า Vellara

 

 

 

พระตำหนัก Vellara ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติสวยสงบ ท่านหญิงมารศีประทับอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่โปรด ทั้งสุนัข แมว ทั้งที่ทรงหามา และมาเองแล้วตัดสินใจไม่ไปไหน รวมทั้งนกที่บินว่อนอย่างอิสระในพระตำหนัก เพิ่งมีกรงก็เพื่อความปลอดภัยจากสัตว์อื่นเมื่อท่านหญิงทรงเริ่มประชวร

บรรยากาศดั้งเดิมที่ดำเนินมา 43 ปี ทำให้ท่านหญิงมารศีทรงผูกพันกับพระตำหนักที่ประทับนี้ยิ่ง ทรงห่วงใยบรรดาสัตว์เลี้ยงทุกชีวิต ที่ระยะหลังทยอยจากท่านไปก่อนทีละตัว เมื่อทรงประชวรและยุติการวาดภาพไปแล้วแม้จะถูกทูลเชิญเสด็จกลับเมืองไทยที่สามารถถวายการพยาบาลได้สะดวกสบายกว่ากลางขุนเขาในชนบท ท่านหญิงมารศีก็ไม่ทรงคิดเสด็จกลับ

‘บ้านบ่อจืด’ ตำหนักส่วนพระองค์ ของพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระบิดา ที่ท่านหญิงมารศีทรงนับเป็นบ้านก็ถูกขายทิ้งไปแล้ว บ้านเดียวที่ทรงมีเหลืออยู่ก็คือ พระตำหนัก Vellara

ท่านหญิงมารศี จึงรับสั่งไว้ว่าโปรดที่จะประทับอยู่ ณ Vellara นี้ หากทรงประชวรมากขึ้นก็ไม่ประสงค์จะเสด็จไปประทับที่โรงพยาบาล

เมื่อถึงเวลาเสด็จจากไปในคืนวันที่ 8 กรกฎาคม เสมือนมีประสงค์จะบรรทมพักผ่อนอย่างสงบยาวนานเสียที บนพระที่ซึ่งทรงคุ้นเคย มีทิวทัศน์ที่ทอดพระเนตรอยู่ทุกวัน ผู้ถวายการดูแลและพระญาติ จึงถือว่าได้ถวายการปฏิบัติตามที่รับสั่งไว้ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว

 

 

 

ในเรื่องการถวายงานพระศพ จำเป็นต้องมีธรรมเนียมตามวิธีปฏิบัติของประเทศฝรั่งเศสมาเกี่ยวข้อง

 

เช้าวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม

เจ้าหน้าที่ฌาปนกิจของเมืองอันนท รับคำสั่งแพทย์มาที่พระตำหนักและเก็บข้อมูลเพื่อออกใบมรณบัตร ช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่มาช่วยจัดการเรื่องเสื้อทรง และเรื่องหีบบรรจุพระศพ

 

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม

ช่างประปาผู้ดูแลเครื่องทำความร้อนของเมืองอันนท สามีของเจ้าของร้านดอกไม้ประจำเมือง วิ่งไต่เนินขึ้นมาที่พระตำหนัก ให้จัดที่ทางให้เหมาะสมเพื่อรับดอกไม้ถวาย พริ้นเซซ A LA PRINCESSE ก่อนจะวิ่งกลับไปอีกรอบ หอบดอกไม้พระราชทานจาก SA MAJESTE LA REINE SIRIKIT สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนา

 

 

แม้คน Annot จะคุ้นเคยกับการมี ‘Princesse’ ของเมืองมา 40 กว่าปี ไม่แปลกหูกับพระนามของ La Reine ลา เรน ควีนแห่งประเทศไทย แต่ก็ยังมีความรู้สึกปลาบปลื้มแทนพริ้นเซซที่เปรียบเสมือนชาว Annot แท้ ร่วมไปกับ ‘น้องๆ’ พระญาติผู้เป็นโอรสและธิดาของพระธิดาในทูลกระหม่อมบริพัตร ที่มีตัวแทนมาครบ คือ

 

 

หม่อมราชวงศ์สุมาลย์มงคล โสณกุล ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาลย์

 

 

ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ด้อกเตอร์ หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ โอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี

และคุณหญิง หม่อมราชวงศ์พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์

ส่วนคุณหญิง หม่อมราชวงศ์เดือนเด่น กิติยากร ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี ต้องอยู่คอยประสานงานกับสำนักพระราชวัง

ทายาทคุณหญิง หม่อมราชวงศ์พิลาศลักษณ์ บุณยะปานะ ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม

ผู้ใหญ่บ้านอันนท มาเป็นผู้รับรองในการปิดหีบพระศพ แล้วเจ้าหน้าที่ฌาปนกิจเชิญเสด็จสู่ฌาปนสถานของ Nice

 

 

 

 

 

ความเป็นเมืองเล็ก กับการที่ Princesse Marsi ทรงเป็นหนึ่งในชุมชนของ Annot จึงมีชาวเมืองโผล่หน้าจากร้านค้าหรือบ้านเรือนระหว่างเส้นทางเสด็จออกมาโบกมือลา สะท้อนสายใยของความผูกพันยาวนานที่ไม่แยกชนชั้นและเชื้อชาติ

 

 

 

Crématorium de Nice Côte d’Azuz ดูสะอาดตา มีป้ายบอกกำหนดการฌาปนกิจ เวลาเสร็จสิ้น และผู้รับผิดชอบชัดเจน

 

 

 

 

 

 

พิธีการที่ฌาปนสถานเรียบและกระชับ ท่านหญิงมารศีถูกเชิญให้ประทับอยู่ ณ ห้องโถงขนาดพอเหมาะ

 

 

 

มีเพลงที่ทรงโปรดเปิดคลอ คุณชายชิษณุสรร เป็นผู้กล่าวไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางผู้ร่วมพิธีทั้งพระญาติ พระสหายผู้คุ้นเคยและเกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าหลวง มหาดเล็กที่ถวายการดูแลมาตลอดระยะเวลาที่ทรงประชวร ต่างผลัดกันทูลลาท่านหญิงมารศี ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนที่ผู้ร่วมพิธีย้ายไปรอดูขั้นตอนต่อไปที่ห้องเล็กใกล้กัน

 

 

 

 

 

 

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่เชิญเสด็จไปสู่บริเวณถวายพระเพลิง ผู้ร่วมพิธีสามารถเห็นภาพผ่านจอโทรทัศน์ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี ให้พระญาติกลับมารับพระอังคารตามเวลานัดหมาย

 

 

 

 

หลังจากนั้น ก็รวบรวมเอกสารสำคัญในการเชิญเสด็จกลับประเทศไทย คือ

 

COPIE D’ACTE DE DECES ใบมรณบัตรของ Annot

 

ATTESTATION DE CREMATION เอกสารการถวายฌาปนกิจ

 

 

สิ่งสำคัญที่สุด คือ เอกสารจากตำรวจ Bureau de la police Générale ใช้อธิบายพระอังคารในการผ่านการตรวจสแกนทุกระยะการเปลี่ยนเครื่องบินสู่ประเทศไทย

 

Princesse Marsi ทรงใช้เวลานับปี เกินกึ่งหนึ่งของพระชันษา มีคืนวันทั้งแสนสำราญ และหนาวเหน็บในห้วงหุบเขา Alpes de Haute Provence ยามเมื่อเสด็จเลือนลับ ทิ้งพระตำหนัก Vellara ให้ว่างเปล่า มีรับสั่งสุดท้ายให้เหลือร่องรอยแห่งองค์ท่านให้ได้อิงอยู่กับขุนเขาและสายน้ำที่ทรงโปรดปราน

 

 

 

 

พระญาติจึงแบ่งพระอังคารบางส่วนเพื่อเชิญเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาของพระตำหนัก

 

 

 

บางส่วนสู่สายน้ำลำธารที่ไหลลง Vaire River มุ่งสู่ Nice ที่ทรงเคยมีผลงานจัดแสดงและวันเวลาสนุกในหมู่ศิลปินและมิตรสหาย

 

46

 

เมื่อ Princesse Marsi ประสูติเป็นเจ้าหญิงของสองแผ่นดิน จึงยังต้องเสด็จกลับ ‘บ้าน’ อีกแห่ง เพื่อคืนกลับไปเฝ้าทูลกระหม่อมปู่ และเสด็จพ่อได้ชั่วนิรันดร์...

 

*********

ยังมีต่อ...

 

Maria Callas as Medea 03

เพลงเปิดถวายที่ Crematorium

Uploaded by luismoschini

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net