วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประโยคสัญญารัก (Present Perfect Continuous Tense)


สำหรับภาพยนตร์ "ประโยคสัญญารัก" ค่าย Lovetitude มีกำหนดฉายวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ค. 2556 นี่ถือเป็นของใหม่ โดยผู้กำกับมือใหม่ พลัฎฐ์พล มิ่งพรพิชิต เพิ่งเคยได้ยินชื่อ หนังได้คู่พระคู่นางซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายหญิง คุณหมิว ลลิตา ปัญโญภาส (ศศิประภา) คุ้นหน้าเป็นอย่างดี อยู่ในวงการบันเทิงมานาน อายุก็พอเหมาะเล่นหนังเรื่องนี้ ส่วนพระเอก คุณเต๋า เศรษฐพงศ์ เพียงพอ (เต๋า AF8) เคยฝากผลงานภาพยนตร์ไว้ในเรื่องยอดมนุษย์เงินเดือน ถึงจะไม่เด่น แต่ก็ไม่ด้อย ล่าสุดได้มาเป็นพระเอกหนังครั้งแรกในประโยคสัญญารัก

ถึงคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปดูหรือไม่ เราขอแนะนำคุณเพื่อประกอบการตัดสินใจไว้ตรงนี้ว่า ถ้าคุณเคยร้องยี้ แหวะ! แหวะ!! แหวะ!!! รู้สึกผิดหวังในหนังคู่กรรม (2556) และเห็นด้วยกับกระแสวิจารณ์ถล่มทลายในเชิงลบที่ผ่านมา หากคุณดูประโยคสัญญารัก คุณจะพบว่าโลกมันสวยขึ้น ส่วนจะสวยมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับโลกทัศน์ของคุณแล้ว อย่างน้อยมันก็ไม่โดนเปรียบเทียบจากการดัดแปลงบทประพันธ์หรือการตีความใหม่ (แม้ว่าการตีความใหม่เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้) อีกทั้งความเป็นมืออาชีพของหมิว ลลิตา ไม่ทำให้รู้สึกฝืดฝืนมากนัก และถ้าคุณเป็นคนสบายๆ เรื่อยๆ ชอบดูพระเอก-นางเอกในการดำเนินเรื่อง บนพื้นฐาน Simply is The Best ประโยคสัญญารักก็น่าจะเหมาะกับคุณ และในความเรียบง่ายของมันมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่หนังเรื่องนี้เล่นประเด็นปัญหารักต่างวัย บทบาทของเพศสถานะ ความเป็นหญิง ความเป็นชาย ความเป็นเด็ก และความเป็นผู้ใหญ่

เพลงประกอบภาพยนตร์ "เข็มนาฬิกา" ขับร้องโดยเจี๊ยบ นนทิยา และ อาร์ม กรกันต์ ไพเราะใช้ได้ ไม่เลวค่ะ
ลองฟังได้ที่นี่ค่ะ http://www.youtube.com/watch?v=mw8zMnKVEsQ

ส่วนเรื่องมุมกล้องอาจจะยังเป็นปัญหาอยู่ แต่ในฉากที่สวย มันก็สวยนะ สวยจนแบบว่าน่าเอาไปฝันเลย ก็คือฉากที่จิ้ง ขณะนั้นยังเรียนมัธยมใส่กางเกงสีน้ำเงิน คุยกับครูเอี๊ยม เพื่อขอคบเป็นแฟน ตอนนั้นครูเอี๊ยมยังไว้ผมยาว แล้วรวบผมไว้ข้างหลัง บรรยากาศมันขรึมด้วยเป็นโรงเรียนคาทอลิก มองไปไกลๆ จะเห็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา พอมีกลิ่นอายโรแมนติกด้วยความรักที่หวังปาฏิหาริย์เข้ามาผสมกัน แสงและเงาของภาพมันให้ความหวังตั้งใจรักดี ส่วนฉากอื่นๆ ภาพมันยังไม่อุ่น... และยังไม่อิ่ม....ด้วยความที่เป็นหนังรัก ถ้าทำฉากให้ออกมาอิ่มอุ่น มันจะเวิร์กกว่านี้  

 

Warning ข้างล่างนี้มีสปอยนิดหน่อยค่ะ
อาจรู้ๆ กันอยู่บ้างแล้ว ใครรับสปอยได้เชิญอ่านต่อเลย ตามบทในเรื่อง

พระเอกอายุน้อยกว่า (20) ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็ก คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก โดยรูปธรรมทางร่างกายที่อ่อนกว่าน่ะใช่ เพราะอายุน้อยกว่านี่ แต่ในความเป็นเด็กที่มีจิตใจอยากจะรับผิดชอบหญิงที่ตนรัก นิสัยหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมตรงนี้คือความเป็นผู้ใหญ่ และความเป็นผู้ใหญ่ตรงนี้เหลื่อมซ้อนอยู่กับสภาวะความเป็นชาย เห็นไหมว่า ผู้ชายมีเหตุผลในแง่นี้ ผู้ชายเป็นผู้ใหญ่

นางเอกอายุมากกว่า (40) ก็เห็นกันอยู่โดยอายุว่าเป็นผู้ใหญ่ อายุก็มากแล้ว แล้วก็ชอบอ้างว่าตนมีอายุ แต่ในความเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้งอน งอแง ง๊องแง๊ง ใช้อารมณ์นามธรรมตรงนี้คือความเป็นเด็ก ในหนังเรื่องนี้ความเป็นเด็กเหลื่อมซ้อนอยู่กับสภาวะความเป็นหญิง ในแง่นี้ผู้หญิงใช้อารมณ์ความรู้สึก ผู้หญิงเป็นเด็ก

ถึงแม้จะสร้างภาพลักษณ์ของผู้หญิงเก่ง ทำงานน่าเชื่อถือ เป็นครูอาจารย์ ทำงานประจำมั่นคง แต่ความเป็นผู้หญิง เน้นว่าเธออารมณ์ไม่มั่นคง ขี้น้อยใจ ขี้งอน สารพัดขี้ค่ะ อยู่ในตัวเธอ ขับรถยนต์ไปรับไปส่ง สามารถพูดจนเกิดเรื่องทะเลาะได้ ที่จริงหาเรื่องงอนตั้งแต่เปิดเรื่องแล้ว ไม่ต้องสังเกตก็เห็นชัด ไม่ค่อยจะคุยด้วยเหตุผล

นี่นะ ถ้าผู้ชายสูญเสียความเป็นผู้ใหญ่หรือไม่สามารถดูแลรับผิดชอบได้ คู่พระนางคงร่วมทางกันไม่ได้อีก ประโยคสัญญาที่เชื่อมความรักระหว่างคู่รักต่างวัยเอาไว้คงเป็นหมัน เมื่อทำตามสัญญาได้ เท่ากับทำตามขนบชายเป็นใหญ่ ด้วยเหตุนี้ พอดีในตอนจบ พระเอกของเราก็พัฒนาความเป็นชายให้เพิ่มพูนขึ้นจนสามารถยืนหยัดทำตามสัญญาได้ ผู้ชายอายุน้อยกว่าอย่างไรก็ยังเก่งกาจ สามารถสร้างตัวได้ ประโยคสัญญาบอกรักจึงเป็นหนังปิตาธิปไตยชัดเจน บุคลิกของพระเอก แม้จะเป็นเด็กวัยรุ่น ก็คือ "ความเป็นผู้ใหญ่" ในตัวผู้ชายนั่นเอง

ที่เน้นย้ำมากคือ "อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป" เยอะ ... ม้าาากกก....มากกกกกกก ตัวละครพูดประโยคนี้จนเฝือ ตั้งใจยิงประโยคนี้สินะ พอย้ำบ่อยมันเลยกลายเป็นสิ่งสำคัญไปเลย จากที่มันเคยเป็นประโยคที่พูดมาครั้งเดียวจบ แล้วมันไม่จบ โดยที่ตัวละครพูดบ่อยๆ จากที่จริงจังเลยทำให้คนดูเกิดความรู้สึกว่า มันเหมือนล้อเล่นเลยนะ เล่นกับความรู้สึก คล้ายคนพูดอะไรซ้ำๆ ฟังแล้วขำซะงั้น แต่ที่จริงแล้วเป็นประโยคที่มีความหมาย

เรื่องประโยคสวยๆ คมๆ เราไม่ตำหนิอะไร ที่จริงส่วนตัวก็ชอบเสพคำคม มันสะกิดใจ แต่มันมาอยู่ในหนังมากเกินไป ไม่ถูกที่ถูกทาง คล้ายยัดเยียดอะไรเกินๆ เข้ามาในพื้นที่แคบ แล้วมันไม่เวิร์ก หนังก็คือหนัง ไม่ใช่สมุดจดคำคม 

อีกทั้งตอนที่จิ้งเข้าไปหาครูเอี๊ยม แล้วร้องไห้ หลังจากที่แยกทางกันระยะหนึ่งแล้ว จิ้งร้องไห้พร้อมกับพูดพร่ำออกมาว่า "ทำไม...ทำไม....ทำไม"  คือคนในโรงหนังมีเสียงหัวเราะออกมาน่ะ พอพูดคำเดิมซ้ำๆ แล้วไม่มีประโยคอื่นมาต่อท้าย มันทำให้ดูตลกนะ ถ้าอารมณ์ช่วงนั้นยังส่งต่อไม่ได้ มันจะเป๋ หลุดฟีลทันที เรื่องนี้เราก็รู้สึกนะ "ทำไม ทำไม ทำไม"  คำนี้...ตัวละครพลาดอย่างแรง 

ปกติแล้วเมื่อเราดูหนังรัก เราจะเสียน้ำตา แต่ประโยคสัญญาบอกรัก ไม่ทำให้น้ำตาไหลได้เลย ความรู้สึกไปไม่ถึง เมื่อขาดความรู้สึกที่เป็นที่สุดหนังจึงไม่อิ่มใจ ที่เอามาพูดถึงนี่ไม่ได้อยากจะทำให้ช้ำความรู้สึกของทีมผู้สร้าง เพราะรู้ว่ากว่าจะสร้างภาพยนตร์ออกมาได้แต่ละเรื่องนี่ต้องคิดบท ต้องลงทุน ลงแรง สรรหาอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่เพื่อให้เห็น feedback เราก็ต้องว่ากันตามความจริง 

จุดพีคยังไม่สุด เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ สำหรับคนชอบอะไรสบายๆ ไม่ซับซ้อนดูจะเข้าที
แต่สำหรับคนชอบอะไรมีปม ชอบของหนัก เรื่องนี้อาจไม่ตอบโจทย์นะคะ  

ประโยคสัญญารัก, 2556, พลัฎฐ์พล มิ่งพรพิชิต(ผู้กำกับ) 

เกรด C+++++++  

โดย ใบเฟิร์นข้าหลวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net