วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝีแปรง และงานปั้น ศิลปะนอกกรอบของ Princesse Marsi


 

การเริ่มเดินรถไฟสาย TGV ในยุค 70s มีส่วนช่วยให้การเดินทางจากกรุงปารีสเพื่อมาแสดงหรือชมผลงานศิลปะที่ Nice หรือ Lyon เป็นเรื่องสะดวกสบาย ส่งผลดีต่อเนื่องให้มิวเซียมในเมืองเหล่านั้น มีผลงานแสดงน่าสนใจเทียบเท่าได้กับที่เมืองหลวง

Nice เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของบริเวณ Provence-Alpes-Côte d'Azur ที่มีศิลปินชื่อเสียงโด่งดังผ่านมาอาศัยและสร้างผลงานอยู่มาก อาทิ Marc Chagall, Henri Matisse รวมทั้ง Salvador Dali ศิลปินที่ Princesse Marsi ทรงมีแนวสร้างงานไปทางเดียวกัน

 

 

เส้นทางจากกรุงปารีสสู่นีซ จึงมีปลายทางที่ส่งให้ท่านหญิงมารศีได้ทั้งบรรยากาศและโอกาสพัฒนาฝีมือสู่ความเป็นศิลปินอย่างเต็มที่ 

 

 

แรกเริ่มที่หม่อมเจ้ามารศี สุขุมพันธุ์ บริพัตร เสด็จสู่ Annot ทรงปลูกกระต๊อบขนาดจิ๋วเป็นที่ประทับระหว่างรอการก่อสร้างพระตำหนัก Vellara เวลานั้น พลเมืองของ Annot มีอยู่ 846 คน เป็นชุมชนชนบทที่ผู้คนรู้จักกันใกล้ชิด ไม่มีเลขที่บ้าน จ่าหน้าจดหมายถวายท่านหญิงมารศี สั้นเพียงแค่ Princesse Marsi, Vellara, Annot 04240, France ก็ถึง   

 

 

การเป็นที่ประทับของเจ้านายชั้นหม่อมเจ้า ทำให้ Vellara กลายเป็นพระตำหนัก แต่บุคลิกสำคัญของ Vellara สำหรับท่านหญิงมารศี คือความเป็น ‘บ้าน’ ในธรรมชาติแบบกลางป่าเขา

 

 

 

 

แสงเงาที่แปรเปลี่ยนไปในหุบเขา จะมากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล คือความมหัศจรรย์ที่มีบทบาทต่อการสร้างภาพเขียน หลังจากพระตำหนัก Vellara แล้วเสร็จในพ.ศ. 2513 สองปีให้หลังจึงมีการต่อเติมห้องวาดภาพตรงในส่วนสูงที่สุดของตำหนัก อันเป็นจุดที่รับแสงได้เต็มที่ เห็นทิวทัศน์ และฟ้ากว้างไร้ขอบเขต

 

 

 

ณ ที่นี้ คือที่กำเนิดผลงานศิลปะของท่านหญิงมารศีอย่างต่อเนื่องอีกหลายสิบปี

แม้ผลงานส่วนใหญ่ของท่านหญิงมารศีจะกลับสู่ประเทศไทยแล้ว แต่งานศิลปะในแบบของท่านหญิงมารศรียังคงมีร่องรอยให้พบเจออยู่แทบทุกมุมของ Vellara

 

 

งานของท่านหญิงมารศี มีหลากชนิดและหมุนเวียนปรากฏในงานอีกหลายชิ้น ต้นแบบของงานจำนวนมากมาจากธรรมชาติแวดล้อม และสมาชิกสัตว์เลี้ยงทุกชนิดรอบพระองค์

 

 

 

งานหลายชิ้นเป็นรูปปั้น งานไม้ และมีกระทั่งงานธรรมดาที่วางขายแล้วท่านหญิงมารศีทรงจับมาแปลงโฉมให้เป็นงานในแนวที่ทรงนิยม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก้อนหินรูปทรงสวยถูกนำมาแต้มเติมสี กิ่งไม้ทรงแปลกถูกแปลงให้กลายเป็นงูลายพร้อย

 

 

 

 

ห้องที่ทรงใช้ทำงาน เป็นพื้นที่โล่งกว้าง ลักษณะกลมกลืนกับส่วนเดิมของพระตำหนักซึ่งก่อด้วยหินแบบโบราณ ที่ในยามหนาวก็หนาวจัด ต้องอาศัยเตาผิงให้ความอบอุ่น ความหรูหราอย่างเดียวที่เห็นชัด คือ หน้าต่างสูงกว้างช่องทางรับแสงสว่างตามธรรมชาติ สิ่งจำเป็นในการวาดภาพ

 

 

 

 

 

 

ยามที่ท่านหญิงมารศีทรงวาดภาพในห้องนี้ มีนก Canary (คีรีบูน) เกาะอยู่ตามอัธยาศัย ท่านหญิงมารศีทรงเลือกที่จะหาผ้าพลาสติกมุงหลังคาให้ภาพที่ทรงวาดค้างอยู่เพื่อกันมูลนก แทนการไล่นกออกไป

ห้องวาดภาพนี้ ท่านหญิงทรงใช้ร่วมกับพระสหายใกล้ชิด คือ คุณ Andre Pouget (1919 – 1996) ศิลปินผู้ซึ่งผลงานยังเป็นที่เสาะหาจากนักสะสมยุคปัจจุบัน ภาพที่เหลืออยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของคุณอองเดร ซึ่งรอเวลาเดินทางกลับไปอยู่ที่ประเทศไทยเช่นกัน

 

 

 

 

คุณสมบัติความเป็นศิลปินของท่านหญิงมารศีมีครบถ้วนเหมือนคนอื่น ไม่ละเว้นแม้เรื่องการขัดสนเงินทอง ในช่วงแรกของการประทับที่ Annot ยังเป็นเวลาที่ท่านหญิงมารศีใช้พัฒนาความสามารถ ภาพเขียนจึงยังไม่เปลี่ยนเป็นรายได้รวดเร็วเท่ารายจ่ายที่เกิดขึ้น ท่านหญิงมารศีจึงทรง ‘จน’ อย่างศิลปินทั่วไป การซื้ออาหารที่มีการลงบัญชีติดค้างไว้เป็นเรื่องปกติของสังคมชนบท และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับท่านหญิงมารศี

 

 

Madame Alberte Devincenzi เป็นเจ้าของ Boucherie ร้านเนื้อของเมืองที่ท่านหญิงมารศีอุดหนุนอยู่ประจำ เมื่อติดค้างบัญชีนานเข้า ท่านหญิงมารศีก็ทรงนำรูปวาดไปชำระหนี้ค่าอาหาร คนรับก็พอใจ

 

 

 

 

ในภายหลังยังเป็นเรื่องเล่าขบขันว่าการที่ทรงติดค้างค่าใช้จ่ายเรื่องกินอยู่ ยังไม่แปลกเท่ากรณีของคุณอองเดร ที่จ่ายค่าทำฟันด้วยภาพวาดของตนเอง

ต่อมาเมื่อท่านหญิงมารศีมีกำลังมากพอ ก็ได้ช่วยเหลือจุนจานมาดาม Devincenzi รวมทั้งช่วยดูแลสามีของมาดามในยามเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ก็ขยับขยายจากลูกค้าสู่การเป็นมิตรสนิท ใครผ่านมาเฝ้าท่านหญิงก็มีโอกาสลิ้มรสอาหารอร่อยที่มาดามส่งมาถวายท่านหญิงมารศีอยู่เนืองนิจ

 

 

 

 

 

ขณะเดียวกันภาพเขียนของ Princesse Marsi กลายเป็นผลงานแห่งความภูมิใจร่วมกันของชุมชน เมื่อมีการจัดแสดงงานศิลปะร่วมกันของอาร์ทิสท์หลายคน ณ แกลลอรี่บริเวณเมืองเก่ากลาง Annot ในฤดูร้อน พ.ศ. 2555 งานของท่านหญิงมารศีส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศฝรั่งเศสจึงถูกทูลขอให้นำมาจัดแสดงด้วย

 

 

 

 

 

เมื่อ Princesse Marsi เสด็จมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการเสด็จออกงานครั้งแรกในรอบหลายปีหลังจากที่ทรงประชวร ผู้คุ้นเคยในเมืองจึงตื่นเต้นดีใจ โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านอันนทคนเดิม และมาดาม Alberte Devincenzi ที่เฝ้ารับรองอยู่ไม่ห่าง

 

 

 

Annot เป็นเมืองชนบทเล็กจ้อย นับจำนวนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2550 อย่างถี่ถ้วนเป็นรายตัว ก็ได้จำนวนคนทั้งหมดเพียง 1,019 เทียบกันไม่ได้กับความทันสมัยและหรูหราของ Nice ที่มีผู้อาศัยอยู่เกือบสามแสนห้าหมื่น คนอันนทจึงใกล้ชิดกัน รับรู้ความความเคลื่อนไหวในชุมชน และมีความรู้สึกร่วมกันไม่ว่าจะดีใจ หรือโศกเศร้ากับความสูญเสีย

เมื่อ Princesse Marsi เสด็จจากไป จึงไม่มีกิริยาใดจะงดงามไปกว่าการนำภาพวาดของท่านหญิงฯ มอบไว้ให้คงอยู่ที่เมืองอันนท กับผู้คนที่ท่านหญิงมารศีทรงรู้จักคุ้นเคย เช่น มาดาม Alberte Devincenzi ในฐานะมิตรสหายเก่าแก่

 

 

 

ตอนแรก มาดาม Devincenzi ลังเลที่จะรับภาพไว้ ทั้งด้วยเหตุผลว่ามีภาพของ Princesse Marsi ในครอบครองแล้ว และรู้สึกว่าท่านหญิงมารศีได้เอื้อเฟื้อแก่ตนและครอบครัวมามากมายจนเกินพอ แต่เมื่อรับรู้ว่าภาพนี้จะเป็นเครื่องรำลึกถึง Princesse Marsi เจ้านายจากเมืองไทยและมิตรภาพที่ไร้ขีดคั่นอันใดมากว่าสี่สิบปี สมาชิกครอบครัวจึงปิติยินดีอย่างเปิดเผย

 

 

บางภาพที่หลงเหลืออยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส จึงมีที่ตั้งอยู่ในใจของคนที่คุ้นเคยกับ Princesse Marsi อย่างแท้จริง… ที่ Annot 04240, France

 

*********

ตอนแรก: กราบถวายงาน ส่งเสด็จ Princesse Marsi กลับสู่เมืองไทย

ตอนที่จะตามมา: ที่ประทับสุดท้ายของท่านหญิงมารศี และเรื่องเล่าจาก Vellara

Maria Callas - Habanera - Carmen - Bizet

Uploaded by  Felipe Ruiz de Chávez

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net