วันที่ พุธ กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Pacific Rim สงครามอสูรเหล็ก


 

 

หนังฟอร์มยักษ์ ก็อย่างที่รู้กันว่าหนังหุ่นยนต์สู้สัตว์ประหลาด ต้นตำรับดั้งเดิมต้องนึกถึงหนัง(การ์ตูน)พวกญี่ปุ่น มนุษย์จะแปลงร่าง เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นคราวใด จากคนตัวเล็กๆ แปลงร่าง ปุ๊บปั๊บ! ออกมาเป็นฮีโร่ ขบวนการเรนเจอร์ อะไรต่างๆ สู้กับศัตรูตัวร้ายเพื่อรักษาชีวิตประชาชน

ความแตกต่างเด่นชัดระหว่างหนังแนวหุ่นยนต์พวกนี้ระหว่างของตะวันตกกับตะวันออก อาจจะโดยพัฒนาการของเทคโนโลยี มีส่วนอย่างมาก เห็นได้ว่า Pacific Rim ให้รายละเอียด ขั้นตอน กว่าจะออกมาเป็นหุ่นยนต์ ประกอบสร้าง ความลำบากของคนงานก่อสร้าง ให้เห็นความอลังการยิ่งใหญ่ท่วมทับสายตาคนดู จนถึงคราวต่อสู้ และเห็นเลยว่า...กระบวนการที่ Pilot จะใช้คำสั่งเรียกอาวุธของหุ่นยนต์ออกมาใช้งานได้นี่ชักช้าจริงๆ จนสัตว์ประหลาดบุกเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว นั่นละนะ มันก็เดินตามสูตรบีบหัวใจคนดู ให้เอาใจช่วย ต้องลุ้นนั่นนี่ ซึ่งความน่าสนใจของแปซิฟิกริมตั้งแต่ Trailer ที่กล่าวไว้แล้ว ก็คือการนำเสนอว่าไอ้พวกสัตว์ประหลาดมันมาจากรอยแยกใต้ทะเล ซึ่งปกติแล้วสัตว์ประหลาดต้องมาจากนอกโลก พอเกริ่นไว้แบบนี้ มันก็น่าดูชมอยู่

ส่วนตัวชอบการใช้ภาษาเพื่อสื่อในเรื่องเดียวกัน ด้วยทัศนคติที่แตกต่างกัน นำมาคัดง้างกัน ในหนังฝรั่งเรื่องอื่นๆ ก็จะมีภาษาโต้แย้ง เราเรียกว่า ปะ-ฉะ-ดะ (555+) หมายถึง ประชัน ฟาดฟัน อย่าไปหงอ อย่าไปกลัว จะเห็นแง่บวกหรือลบ เช่น ในเรื่องความเป็นห่วงที่ท่านผู้นำมีต่อนางเอก(มาโกะ) เขาใช้คำว่า “ปกป้อง” ฟังดูเป็นแง่บวก แต่ในคราวที่พระเอกโต้แย้ง เขาเรียกว่พฤติกรรมนี้ว่าเป็นการ “ปิดกั้น” ไม่ใช่การปกป้อง หรือในส่วนของวัฒนธรรมทางจิตใจที่มาโกะมีต่อเจ้านายหรือท่านผู้นำคนนี้ แม้เธอจะรู้สึกผิดหวังในสิ่งที่เธอควรได้ แต่เธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นความ “เคารพ” ต่อการตัดสินใจของท่าน ในขณะที่พระเอกไม่เห็นเช่นนั้น แต่มองว่าเป็นการ “เชื่อฟัง” ในลักษณะว่าง่ายเกินไป ไม่ต่อสู้ ในสิ่งที่ตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับ ทำให้เห็นว่า มาโกะในฐานะตัวแทนคนญี่ปุ่นหรือคนเอเชีย เป็นพวก Collective Culture วัฒนธรรมรวมกลุ่ม ในระบบอาวุโส ไม่กล้าโต้แย้ง อะลุ่มอล่วย เลือกที่จะเก็บปากเก็บคำมากกว่า ซึ่งต่างจากพระเอกในฐานะตัวแทนของชาวตะวันตกที่จะกล้าปะทะโดยไม่เห็นแก่ระบบอาวุโส จนบางทีก็ถึงขั้นดูก้าวร้าว

ส่วนการที่ให้มนุษย์สองคนมาเป็น Pilot ร่วมกัน แทนสมองซีกซ้าย-ขวา ร่วมรับรู้ความทรงจำหรืออดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ยึดติด  ชวนให้นึกถึงหลักทางพุทธ มันคล้ายกับการต่อสู้กับกิเลสในใจคนอย่างไรก็อย่างนั้น คือถ้าเรามองว่าสัตว์ประหลาดมันผ่านเข้ามาจากใต้แผ่นดินหรือในโลก มันก็เหมือนสิ่งที่อยู่ในจิตใจเรา กิเลส หรือด้านมืดที่มันขึ้นมามีอำนาจครอบงำซึ่งไม่สามารถทำให้คนๆนั้นอยู่กับปัจจุบันได้ การที่ให้คนสองคนมาร่วมมือกัน สร้างสมดุลให้เกิดขึ้น มองว่าเป็นการไม่สุดโต่งไปกับทางซ้ายสุดหรือขวาสุด เป็นการยอมรับสิ่งที่แตกต่าง อีกแนวคิดหนึ่งได้ ไม่ตัดสิน ไม่ต่อต้าน ไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ใช่ตกอยู่เป็นเบี้ยล่าง ไอ้สมองหรือเจ้าตัวความคิดนี่นะ เหมือนนำมาแทนให้เห็นการจัดการ ขณะรับรู้ ความจริง(อดีต)ที่ผ่านมา ไม่หลุดไปอยู่กับความคิด เห็นเพื่อให้ยอมรับได้ ความทรงจำเก่าๆ แต่อย่าอินกับมันมาก จนหลุดจากสภาวะปัจจุบัน

พระเอกนี่เป็นคนช่วยนางเอก ซึ่งนางเอกจะหลุดไปจมอยู่กับอดีต การที่นางเอกไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ตอนที่หุ่นยนต์จะปล่อยอาวุธออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว คนในองค์กรต้องรีบหยุด เห็นท่าจะไม่ไหวก็ต้องรีบหนีตายกันจ้าละหวั่น ทำให้เห็นโทษของการหลุดจากภาวะปัจจุบัน ไม่อยู่กับความจริงในตอนนั้น พระเอกเข้ามาช่วย พยายามเตือนให้นางเอกได้สติ พระเอกจึงเป็นตัวแทนของปัจจุบัน ส่วนนางเอกก็คือคนที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน ถ้าย้อนไปดูภูมิหลังเห็นว่าพระเอกก็มีอดีตเช่นกัน แต่เป็นคนที่ไม่จมอยู่กับอดีต อาจจะด้วยประสบการณ์ และอะไรหลายอย่างที่ช่วยให้ผ่านพ้น

เหมือนจะดี ตรงที่ให้มีฮีโร่สองคน ชาย-หญิง ร่วมกันทำหน้าที่ Pilot บังคับหุ่นยนต์เยเกอร์ แต่สุดท้ายแล้วบทบาทของฮีโร่ก็ไม่เสมอกันอยู่ดี แล้วมันจะดีได้ยังไง อย่างตอนแรกนางเอก(มาโกะ) เธอก็เก่ง มีศิลปะการต่อสู้เหนือชั้นกว่าพระเอก ทั้งที่ร่างกายผู้หญิงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ได้เปรียบผู้ชายหรอก แต่สู้พระเอกได้นะ  ผู้หญิงคนนี้เก่ง!  แต่ไหงกลับเป็นคนอ่อนแอในเวลาออกศึกสู้ศัตรูจริงซะงั้น ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเธอเล้ยยย อยู่ในหุ่นยนต์แล้วขาดออกซิเจนนี่ คนเขียนบททำให้เป็นแบบนี้ ไอ้ที่เหมือนจะเชิดชูผู้หญิงเก่งของเราทีแรก ก็กลับมาเป็นภาระให้พระเอก(ที่คงเต็มใจ)จะช่วยเหลืออยู่แล้ว ตอนใกล้จบ… จบได้แบบว่า ผมขับหุ่นยนต์ “ทำคนเดียวได้” ไอ้ประโยคแบบนี้ มั่นใจสุดๆ แล้วมันต้องออกมาจากปากผู้ชายนะ ทำได้จริงด้วย อ้าววว ก็ไหนตอนเปิดเรื่องเกริ่นไว้เสียดิบดีว่า คติในการต่อสู้ หุ่นยนต์จะเอาชนะศัตรูได้ต้องอาศัยสองคนรวมเป็นหนึ่งใจ ไม่ใช่เร้อออออออ…… จะสู้คนเดียวชนะไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการเสียสละแบบนี้ได้ 55555+

Pacific Rim เป็นหนังที่เดาตอนจบไม่ยาก เดาได้ถูกเลยแหละ ฮ่าๆๆ และในการดำเนินเรื่อง ถึงขนาดที่ว่า… คิดในใจได้เลยว่าฉากต่อไปจะนำเสนออะไร ถ้ามันปูเรื่องมาแบบนี้แล้ว ต่อไปมันจะเข้ากับอะไร มันพอจะรู้ ด้วยเซ้นส์ ประสบการณ์ หรือการเดา หนังแนวนี้ดูเอามันส์…มันส์… ปกติเราไม่ใช่คนเสพหนังแนวฮีโร่กอบกู้โลก ทั้งที่เมื่อก่อนก็ดูบ่อยตั้งแต่เด็กๆ ละ พอโตขึ้นก็มีแนวเป็นของตัวเอง หันมาดูหนังชีวิต ปรัชญา ศาสนา หรือหนังที่มีอะไรแนวๆ แปลกๆ ให้ตื่นตาตื่นใจ เรื่องจริงอิงเหลือเชื่อไปหน่อยก็ได้ ชอบสุดก็ Life of Pi สุดยอดไม่เคยคิดว่าจะมีหนังแนวนี้ ในขณะที่เรื่องแปซิฟิก ริม ที่เราเลือกดู ส่วนหนึ่งเพราะควรจะรู้บ้างว่า โลกเขาไปถึงไหนแล้ว ก็รับชมไว้บ้าง ไม่เสียหาย ดูเป็นประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเทคนิคการสร้างเขาก็ไปไกลแล้วละ มาดูให้ตื่นตาตื่นใจ และอยากรู้พล็อตว่างั้นเถอะ มันจะมีอะไรใหม่ สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับกลับมา คงเป็นความรู้สึกจากใจว่า หนังฟอร์มยักษ์ ทั้งที่สร้างเน้นฉากต่อสู้ ใช้เทคนิคขั้นเทพ กลับทำให้น้ำตาไหลได้ ในบทสะเทือนอารมณ์ ทำได้ถึงจิตใจอย่างไม่คาดคิดมาก่อน หนูน้อยมาโกะร้องไห้ เราก็ร้องไห้ด้วย หรือตอนที่ท่านผู้นำ(มนุษย์ผิวสีหมึก) พูดเชิงสั่งเสียกับมาโกะ ก่อนที่จะไปทำ “หน้าที่” ครั้งสุดท้ายในชีวิต มันซาบซึ้ง ทั้งรักและห่วงดังแก้วตาแม้ไม่ใช่ลูก ชวนให้นึกถึงหนังอาร์มาเกดอน สงครามวันดับโลก ที่พ่อสั่งเสียลูกสาว ใช่ป่าวหว่า น่าจะใช่นะ คงจำไม่ผิดหรอก พ่อคนนั้นก็เสียสละ ถ้าไม่ตายตอนนี้ก็คงต้องตายพร้อมกับอีกหลายล้านคนบนโลก สู้ตายตอนนี้เพื่อคนทั้งโลกไม่ดีกว่าเหรอ… ฮีโร่สุดๆ  

ชอบนางเอกของเรื่องที่เป็นผู้หญิงเก่งในฉากต่อสู้กับพระเอกด้วยไม้กระบองแล้วเอาชนะได้ 

ชอบ ดร. คนนี้ (จากภาพข้างบน) ดูเอ๋อเหรอ จริงไม่เอ๋อหรอก ชอบท่าเดินกะเผลกๆ เอียงๆ ของแกจริงเล้ยยย เป็นพวกอัจฉริยะ เก่งมากกกก ชอบตอนพูดว่า ตัวเลขไม่โกหก เน้นสถิติ คณิตศาสตร์ ก็จะเป็นคู่ตรงข้ามกับ ดร.อีกคนหนึ่ง ซึ่งจะเน้นทางอารมณ์ มนุษยวิทยา การเข้าไปศึกษาด้วยตนเอง ห่ามๆ ๆ ลุยๆ จะว่าไป ดร.นี่มีหลายสาขา หลักๆในเรื่องนำเสนอเป็นภาพแทน ดร.คนนี้เป็นด้านเหตุผล(ตัวเลข) อีกคนเป็นด้านความรู้สึกหรือสิ่งที่ตรงข้ามกัน ปรากฏให้เห็น ดร. ทั้งสองคนนี้จะแตกคอกันตลอด เพื่อที่ว่าในตอนจบก็ร่วมมือกัน ไว้วางใจกัน ไม่ตัดสินอีกฝ่ายว่าผิด แม้จะมีแนวคิดที่ต่างไปจากตน ความจริงคือทั้งสองแนวคิดสามารถสนับสนุนกันได้

คนนี้เป็นท่านผู้นำ หัวหน้า หรือผู้ตรวจการณ์ที่แสดงได้ดีมาก ต้องชมฝ่ายแคสติ้ง เลือกนักแสดงมาวางได้สมบทบาท ซึ่งคนนี้ก็แสดงเก่งด้วย เข้มขรึม จริงจัง แต่เป็นคนมีหัวใจนะ รักษาสัญญา

ที่จริงไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้หนังแนวนี้เท่าไรนัก ไม่ได้คลั่งไคล้ แต่รู้ว่า ถ้าดูแล้วคงจะคุ้ม ในโรงภาพยนตร์ภาพจะใหญ่ สมจริง พอมีโอกาสได้ดู มันก็ดีกว่าไม่ได้ดู เวลาที่ดูมันก็สนุกดี สนุกตรงที่มีการต่อสู้ ส่วนหนังแนวอื่นๆ ก็อยากจะดู หันมาเสพหนังชีวิตคนธรรมดาที่น่ามหัศจรรย์ให้มากขึ้น เพียงแต่ว่า มันหาดูยาก ไม่ค่อยอยู่ในกระแสเท่าไรนัก  

 

โดย ใบเฟิร์นข้าหลวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net