วันที่ พุธ กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระดาษมหัศจรรย์


กระดาษมหัศจรรย์

แพรห่อฝัน

---------------

ภาระของนักเขียน..

นอกจากจะ"เดินหน้า"สร้างสรรค์ผลงาน ให้แจ่มกระจ่างอย่างต่อเนื่องแล้ว

ยังจะต้อง"ถอยหลัง"สรรค์สร้างพื้นฐาน ให้หนักแน่นมั่นคง

..จวบจน จะยืนยง ดำรงมั่น อย่างสง่า

------


 

? เคยสงสัยไหมว่า  หลังจากเราได้อ่านหนังสือดีๆสักเรื่องจบลง

ทำไมเราเกิดมีความรู้สึกว่า  จิตใจเรามันสงบ สุขุม ลุ่มลึก เยือกเย็น  อิ่มเอิบ 

ซึ่งต่างจาก ก่อนการอ่าน ก่อนอ่านเรารุ่มร้อน กระวนกระวาย กระหาย ลุกลี้ลุกล้น กระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง

ราวกับว่า หนังสือเล่มนั้น คือ “ยาขนาดทิพย์”

ที่สามารถ ชโลมจิตใจอันรุ่มเร้าของมนุษย์ให้หยุดอยู่กับที่

เกิดความสงบสุขร่มเย็นในดวงจิตเพียงในเวลาไม่กี่นาที

“ มันอัศจรรย์จริงๆพระเจ้าจอช์จ!

ในหนังสือเล่มนั้นมันมีอะไรดี  มันซ่อนของวิเศษนั้นเอาไว้ตรงส่วนไหน?

ข้าพเจ้าพยายามเปิดหน้ากระดาษ จากหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย

และพลิกกลับไปกลับมาอีกหลายรอบ ก็ยังหาไม่เจอ แปลกพิกล!

“กระดาษมหัศจรรย์”

ข้าพเจ้าเลยใช้วิธีนั่งทางใน  พิเคราะห์ดูกระดาษพิลึกกึกกือเล่มหนานั้นอีกครั้ง

ในขณะที่สายตาของข้าพเจ้าไล่กวาดเอาตัวอักษรทุกตัว

ตั้งแต่หน้าแรกชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ หมายเลขหนังสือ

ISBN (อินเตอร์เนชั่นแนลบุคส์นัมเบอร์วัน)สารบัญ คำนำ จนถึงหน้าสุดท้าย บรรณานุกรม ดรรชนี

 แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้บรรณาธิการใจพิจารณาประมวลผล

ท่านบรรณาธิการกล่าวตอบกลับมาว่า

“อาจเป็นเพราะ เขาใช้ภาษาได้ปราณีตสวยงามเหมาะสมกับบุคคลิกของเนื้อเรื่อง

จนทำให้ผู้อ่านเกิดอรรถรส ดื่มด่ำในกลิ่นรสของวรรณศิลป์

ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นก็ช่างมีความสามารถเกินมนุษย์เหลือเกิน

 ที่สามารถใช้กลวิธี  ตรึงใจให้ผู้อ่าน  อ่านอย่างไม่รู้สึกติดขัด สะดุด คัดค้าน และ จนไม่อาจวางมันลงได้

จนกว่าจะอ่านจบหน้าสุดท้าย “

“เขาใช้กลวิธีการนำเสนอเรื่องหลายแบบในเรื่องเดียว “  บรรณาธิการใหญ่กล่าวต่อ

“ ไอ้กระดาษมหัศจรรย์เล่มนี้เขาใช้กลวิธีให้ตัวละครเอกเป็นผู้เล่าเรื่อง

สลับกับการใช้คำบรรยายเรื่องของผู้เขียนในบางช่วงตอน 

ฉากแรกที่เปิด  เขาค่อยๆแนะนำตัวละคร ฉาก และสถานที่ ทีละตัวสองตัวให้เราทราบ

จุดสังเกตุเขาใช้เทคนิคขั้นสูงในการดำเนินเรื่อง เพื่อดึงคนอ่านให้คล้อยตามตลอดเวลาอ่าน

และลักษณะการดำเนินเรื่องของเขา จะมีลักษณะพัฒนาการไปอย่างเหนือความคาดหมาย

บางช่วงตอน ผู้อ่านไม่อาจคาดเดาอวสานได้

เขาสร้างเงื่อนปมไว้มากมายในเรื่องเดียว

เงื่อนปมนั้น  ถูกนำเข้ามาสู่จุดขัดแย้งของเรื่อง และเขาก็ค่อยๆคลายปมออกในจุดคลายแม๊กของเรื่อง

โครงเรื่อง ฉาก บทสนทนา และตัวละคร ที่ได้อ่านผ่านสายตา

 ราวกับว่า ตัวเอกในเรื่องเป็นคนของเราที่ต้องคอยตามลุ้นเชียร์  ชนิดใจหายใจคว่ำตลอดเรื่อง

เขาสร้าง”ต่อม”ความอยากรู้ไว้ให้คนอ่าน เพื่อดึงคนอ่านให้อยากรู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร

และเมื่ออ่านตัวอักษรจบบรรทัดสุดท้าย มันทำให้คนอ่านหายข้องใจ เออออเห็นด้วย ใช่ สมจริง

 ราวกับว่าเป็นชีวิตของผู้เขียนเอง  ไม่ใช่เรื่องแต่ง

 แม้ว่าเราจะอ่านจบและวางมันลงไปแล้วก็ตาม  เรายังเกิดความอิ่มเอิบใจ ความซาบซึ้งใจ

ในเรื่องราว ในตัวละคร ฉาก

คำสนทนา สถานที่ วิธีการเหล่านั้น ยังคงเป็นภาพเด่นชัดฝังแน่นอยู่กลางมโนทัศน์  ทัสนคติและความรู้สึก

แปลกมาก!เจ้ากระดาษมหัศจรรย์

 ในชั่วเวลาเพียง  สิบกว่านาทีที่เปิดอ่าน

สี่ห้าหน้าที่ถูกพลิก

กลับเปลี่ยนความรู้สึกและทัศนะคติของผู้อ่านไปอย่างสิ้นเชิง

ข้าพเจ้าจึงมานั่งสรุปเอาเองว่า

“ อาจเป็นเพราะว่า ความนิ่งและสายตาที่จดจ่ออยู่กับตัวหนังสือโดยตลอด  ในระยะเวลาสิบกว่านาทีนั้น

 คล้ายกับว่า เรานั่งทำสมาธิ คิดแต่ในเรื่องเดียว สิ่งเดียว จดจ่อ ไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน

เมื่อดวงจิต จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนาน ๆ มันจึงเกิดการรวมตัวกันของพลังแม่เหล็กของสมาธิ

เขาว่ากันว่า ดวงจิตของมนุษย์นั้น มีมากมายตั้ง 108 ดวง

 ดั่งนั้นจึงไม่แปลกที่คนหนึ่งจะสามารถคิดได้หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

เมื่อดวงจิตรวมตัวกันแน่นหนา จึงก่อเกิดพละกำลังมหาศาล เหมือนกับตอนที่เรานั่งทำสมาธินี้เอง

เราบางคนอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่บรรณาธิการกล่าว

  แต่เราจะเข้าใจหลังจากได้นั่งสมาธิ อย่างถูกต้องตามหลักวิปัสนากรรมฐาน

 

-----------

 

โดย ดินสอดำบ่าวภูสวาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net