วันที่ พุธ กรกฎาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แมนฯยู - เชลซี -ลิเวอร์พูล...มากกว่าการเชียร์คือการชม


 

เดอะต็อปพันธุ์แท้

 

 

          ใครที่เป็นแฟนบอลทีมต่างๆ ผมเชื่อว่าหนึ่งใน"ความฝัน"ก็คือการเห็นนักเตะของทีมตัวเองลงสนาม
          เดือนกรฏาคม 2556 บันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรยักษ์ใหญ่อังกฤษ 3 ใน 4 ทีมใหญ่หรือที่คอบอลคุ้นชื่อว่า Big Four จะเขียนไว้ตรงกันว่า พวกเขามาเยือนเมืองไทย
          หนึ่งคือ ผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกปีก่อน ที่มาเยือนและลงสนามในไทยเป็นทีมแรกเมื่อ 13 กรกฎาคม
          จากนั้นก็เป็นสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี แชมป์ยูโรป้าลีก ที่ลงสนามหลังจากนั้นไม่กี่วัน คือ 17 กรกฎาคม
          และปิดท้ายด้วยหงส์แดง ลิเวอร์พูล มาไทยเป็นทีมสุดท้ายจากพรีเมียร์ลีก ลงสนามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
          เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าในบรรดาประเทศที่"บ้าบอล"จะต้องมีชื่อ"ประเทศไทย"อยู่ด้วย


          กรกฎาคม 56 จึงเป็นเดือนโชคดีของแฟนบอลไทย
          การมาของ 2 ทีมแรก คือแมนฯยูและเชลซีนั้น ถือเป็นโชคดีซ้ำซ้อนของทั้ง 2 ทีมใหญ่ เพราะต่างก็มี"สิงห์"เป็นสปอนเซอร์ และในโอกาสฉลองครบรอบ 80 ปี บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด "สิงห์"จึงดึงยักษ์ใหญ่ที่ตัวเองเป็นสปอนเซอร์มาลงสนามเตกับทีม"สิงห์ ออลสตาร์" ที่รวมนักเตะดังของศึกไทยพรีเมียร์ลีกมาลงเตะที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
          เกมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ว่าไปแล้วมี"ความหมาย"สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากกว่าบันทึกไว้ว่ามาเตะอุ่นเครื่องในประเทศไทย เพราะเกมนั้นถือเป็น"เกมแรก"ที่คนคุมทีมชื่อ"เดวิด มอยส์" ผู้ก้าวมารับไม้เป็นกุนซือผีต่อจาก"เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน" ทีทำหน้าที่นี้มา 26 ปีพร้อมเถลิงบัลลังค์ 38 แชมป์
          น่าเสียดายที่"บันทึก"เกมแรกของเดวิด มอยส์ คือการพ่ายแพ้ ซึ่งข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้นก็คือ อาจจะเป็นเพราะทีมยังไม่พร้อม รวมทั้งขาดนักเตะหลักหลายคน โดยเฉพาะ 2 กองหน้าสำคัญคือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กับ เวย์น รูนนีย์
          ประตูโทนของ "ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย ที่เล่นไปโดนโห่ไปจากกองชียร์ชาวไทย ที่"ฝรั่งงง"ว่าทำไมคนไทยโห่นักเตะไทย อาจจะเป็นสีสันเล็กๆอย่างหนึ่งในเกมนี้ แต่ถือเป็นการฉลอง 80 ปีของ"สิงห์"ที่ยิ่งใหญ่
          แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของผีแดงที่สาวกรอคอย


          4 วันต่อมาเป็น"ความสุข"ของกองเชียร์สิงโตน้ำเงินคราม
          เพราะ 17 กรกฎาคม สนามราชมังคลากีฬาสถาน เต็มไปด้วยผู้คนที่(แห่)มาชมเชลซี ที่ดูตามรายชื่อแล้วต้องกล่าวว่าขน"นักเตะดัง"มามากกว่าแมนฯยู โดยนักเตะชุดสีน้ำเงินนำทีมโดย"เจที" จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีม ที่นำนักเตะระดับ"ซูปตาร์"ลงสนามครบถ้วน ท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากแฟนๆรอบสนาม
          ประตูเดียวจากจุดโทษของโรเมลู ลูคาคู กองหน้าชาวเบลเยี่ยม ให้ทีมเยือนจากลอนดอนชนะทีมของไทย พอจะลบ"ความผิดหวัง"เล็กๆที่แฟนเชลซีทำใจล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะไม่เห็น"เฟร์นานโด ตอร์เรส" ที่ยังพักหลังจบรายการคอนเฟเดอร์เรชั่นส์ คัพ พร้อมกับ ฆวน มาต้า เพื่อนร่วมชาติชาวสเปน และดาวิด ลุยซ์ กองหลังชาวบราซิล
          ที่สำคัญก็คือ พวกเขาได้พบ โจเซ่ มูรินโญ่ ที่กลับมาคุมทีมอีกครั้ง
          ยังไม่รวม"ดาวดัง"ที่เรียกเสียงกรี๊ดรอบสนามเป็นระยะ โดยเฉพาะ เอด็อง ฮาร์ซาร์ ที่มีมากกว่านักเตะดังคนอื่นอย่าง มาร์โค ฟาน กิงเคล ,อันเดร ชูร์เล่ , ปีเตอร์ เช็ก , แกรี่ เคฮิลล์, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช , แอชลีย์ โคล กระทั่ง มิชาเอล เอสเซียง
          ส่วนความผิดหวังคงมีเพียงการบาดเจ็บขณะวอร์มของ แฟรงค์ แลมพาร์ด จนไม่สามารถลงสนามได้

 

 
          ปิดท้ายปลายเดือน 28 กรกฎาคม
          ผมเชื่อว่าชื่อของ"หงส์แดง" เป็นหนึ่งในชื่อทีมฟุตบอลที่คนไทยรู้จักดี และการมาเมืองไทยหลังอีก 2 ทีมของลิเวอร์พูล ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามี"เดอะค็อป"จำนวนมากรอที่จะยลโฉม..ไม่มีคำว่า"สาย"หากจะมา
          ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนที่พวกเขามาเมื่อปี 2552 ซึ่งไม่มีกัปตันทีมมาด้วย
          ในปีนั้น สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ติดภารกิจต้องขึ้นศาลที่อังกฤษ การมาไทยของลิเวอร์พูลในครั้งนั้นจึงไม่มีกัปตันทีมมาด้วย ต่างจากครั้งนี้ ที่ตั้งแต่วันเหยียบแผ่นดินไทยที่สนามบินดอนเมืองจนถึงวันหลับ แฟนๆต่างได้เห็น"สตีวีจี"แทบทุกอิริยาบท
          แถมในสนาม เขายังเป็นหนึ่งในคนทำประตูให้หงส์แดงชนะทีมชาติไทย 3-0 และเล่นครบ 90 นาที
          สำหรับเดอะค็อปแล้ว การมาไทยครั้งนี้ของลิเวอร์พูลถือว่า"สมหวัง"กับการรอคอย เพราะนอกจากกัปตันทีมแล้ว ในรอบนี้ หงส์แดงนำซูเปอร์สตาร์มาครบ ไม่เว้นแม้แต่"หลุยส์ ซัวเรซ" ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อเปิดซีซั่นในกลางเดือนสิงหาคม จะยังเป็นนักเตะลิเวอร์พูลอยู่หรือไม่ ก็ยังถูกส่งลงโชว์ฟอร์มในสนาม
          การมาไทยในปีนี้ของหงส์แดง จึงได้ใจเดอะค็อปในไทยไปเต็มๆ


          สำหรับแฟนบอลแล้ว...มากกว่าการเชียร์คือการชม
          แน่นอนว่าการเชียร์ทีมในศึกพรีเมียร์ลีกนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือ"การเชียร์" เพราะการไปชมไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายมีไม่น้อย ยังไม่นับรวมถึงเวลาที่จะต้องจัดสรรตั้งแต่การลางานหรือลาเรียนไปจนถึงเรื่องอื่นๆ
          การเดินทางมาให้ชมถึงเมืองไทยจึงเป็นโอกาสดี
          อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็น"โอกาสดี"ที่ทีมดัง 3 ใน 4 บิ๊กโฟร์เดินทางมาให้ชมถึงสนาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า"โอกาส"ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่"ทุกคน"ทำได้ อย่างน้อยก็"ค่าบัตร"ที่ไม่ได้ถูกเหมือนราคาตั๋วหนังที่ยังบ่นกันว่าแพง รวมทั้งบัตรมีจำหน่ายในจำนวนจำกัด อาจจะแค่ครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้นเล็กน้อยของความจุสนาม เพราะส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อไปยังผู้ร่วมสนับสนุน
          แถมฟุตบอลจะเพิ่มวันเตะเหมือนหนังเพื่อบรอบฉายก็ไม่ได้
          ในโอกาสที่ 3 ทีมใหญ่มาเตะ จึงน่ายินดีและต้องขอขอบคุณ"สิงห์"ที่จัดบัตรเข้าชมจำนวนหนึ่งในในเกมสิงห์ออลสตาร์พบเชลซี เพราะใครที่ไปดูเกมที่สนามในวันนั้น จะได้ยินเสียงประกาศว่า ผู้มาเชียร์กันอยู่ในสนามฯหลายหมื่นคนนี้ มีครอบครัวของทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และเด็กพิเศษจากโรงเรียนปัญญาวุฒิกรมาร่วมเชียร์ฟุตบอลอยู่ด้วย
          เสียงตบมือ"ต้อนรับ"พวกขาจึงหระหึ่มไม่แพ้เสียงปรบมือให้นักเตะ
          ทราบว่า เด็กๆที่สวมเสื้อ"ลูกทหารใต้"นั้น เดินทางมาชมพร้อมครอบครัว โดย"สิงห์"ให้สิทธิกับหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้คัดเลือกจากครอบครัวทหารในระดับปฏิบัติการ ซึ่งมาจากจังหวัดต่างๆทั่วทุกภูมิภาค โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พักและค่าอาหารให้ทั้งหมด
          "โอกาส"ที่เด็กๆพวกนี้ได้รับจึงไม่ง่ายเหมือนคนกลุ่มหนึ่งที่มีเงินซื้อบัตร
          "ฟุตบอล"จบไปแล้ว 3 ทีมใหญ่เดินทางออกจากเมืองไทยไปยังจุดหมายอื่นก่อนจะ"กลับบ้าน"เพื่อลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีก แต่สำหรับเด็กๆเหล่านี้ ผมเชื่อว่า"ความทรงจำ"ที่พวกเขาได้รับ"โอกาส"จากผู้ใหญ่ใจดี ไม่เลือนไปง่ายๆ
          ส่วนผม ทั้งขอ"ชม"และ"เชียร์"ให้"สิงห์"ทำ(ดี)แบบนี้ต่อไปนะครับ

---

ขอบคุณข้อมูลและภาพเกมออลสตาร์-เชลซี จากบล็อค"อะหนึ่ง"

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตที่ร่วมกันเผยแพร่ชื่อเสียง"ประเทศไทย"

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net