วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระชากหน้ากากซาตานปตท.


 

    

                         กระชากหน้ากาก”ซาตาน” ปตท.

     ภาพทะเลที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันรั่วไหลจนกลายเป็น "ทะเลสีดำ"

    เป็นภาพที่ดูน่ากลัว และน่าเป็นห่วง หาดทรายที่เคยขาวสะอาด

    กลายเป็นสีดำสนิทกลิ่นน้ำมันคลุ้งไปทั่วเกาะกระทบต่อ

    ระบบนิเวศอย่างรุนแรง

   

   

  เป็นประเด็นใหญ่ที่มีการพูดถึงในวงกว้างในขณะนี้ ทั้งเรื่องของผลกระทบ

  และความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบนั่นคือกรณีเหตุการณ์ท่อรับน้ำมันดิบ

  ของบริษัทพีทีที  โกลบอลเคมิคอล(PTTGC) รั่วกลางทะเล จ.ระยอง

   เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา

  เนื่องจากครั้งนี้มีปริมาณน้ำมันรั่วประมาณ 50,000 ลิตร หรือประมาณ 316 บาร์เรล

  (ประมาณ 50-70 ตันลิตรซึ่งหลายฝ่ายยังเชื่อว่าPTTGCยังปกปิดปริมาณที่แท้จริงอยู่..

  อาจจะมีปริมาณมากกว่านี้ดูจากภาพถ่ายทางอากาศแล้วมันไม่น่าต่ำกว่าแสนลิตร)

  ถือว่าอยู่ในระดับการรั่วไหลที่ 2 จากทั้งหมด 3 ระดับ (Tier)

  ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วอ่าวพร้าว ขณะนี้ลามไปถึงหาดบ้านเพแล้ว....

 

 

 

  เป็นไปอย่างที่คาด...นักเล่าข่าวที่ “ตาย” ไปจากความเป็นสื่อมวลชนนานแล้ว

  จากกรณีทุจริตในอสมท. สรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งมีมูลถึงขนาด ปปช.ชี้ออกมาชัดเจน

  ยังหน้าด้านเล่าข่าวอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่มีจิตสำนึกแล้วก็รับผิดชอบการกระทำ

  ของตัวเองที่เรียกตัวเองว่า “สื่อมวลชน” ซึ่งต้องตรวจสอบสังคมแต่มาคดโกงเสียเอง

  และสังคมสับปลับอย่างสังคมไทยสังคมนี้ ก็ยังชื่นชมให้การสนับด้วยการรับชมรับฟัง

  อยู่เหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะเกิดขึ้น…

  นั่นคือ รายงานข่าวที่นักเล่าข่าวคนดังเสนอ

  โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงสถานที่รายงานว่าไม่ใช่ "อ่าวพร้าว" ซึ่งเป็นพื้นที่จริงที่ได้รับ

  ผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากฉากหลังในรายการเรื่องเล่าเช้านี้

  เป็นหาดทรายสวยน้ำทะเลใสเหมือนจงใจ

   ขณะที่ข่าวน้ำมันรั่วไหลเรื่องเดียวกันของเนชั่นทีวีซึ่งปรากฏภาพ

  ในเวลาเดียวกัน

   มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ตัดกับภาพที่เนชั่นทีวีนำเสนอ...

  นั่นคือ ยังพบว่ามีคราบน้ำมันสีดำลอยอยู่เหนือพื้นน้ำทะเล ทำให้มีการตั้งคำถาม

  ถึงจรรยาบรรณ ในการรายงานความจริงในฐานะสื่อมวลชนของนายสรยุทธ

   และตั้งข้อสังเกตว่าตั้งใจที่จะช่วย ปตท.กลบเกลื่อนความจริง แทนที่จะยืนอยู่

   บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่..........

   โถ...แล้วจะมาจะเอาอะไรกับ ผีหรือสื่อมวลชนที่ตายแล้วละครับ

  เป็นธรรมดาของศพย่อมไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งใดๆอีก ไม่ว่าจะเป็น

  “จรรยาบรรณ”

   หรือ “ความระยำตำบอน” ไม่ใช่เรื่องที่ผีต้องรู้สึกรู้สาอีกต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ?

   แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปนี้ ยิ่งใหญ่กว่า น้ำมันเป็นทรัพยากรของ....

   คนไทยทั้งแผ่นดิน....ความเสียหายเป็นของ.....คนไทยทุกคน

   แต่กำไรเป็นของ.....ปตท.คนกลุ่มเดียว

  เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่บริษัทที่คุยว่าเป็นบริษัทระดับโลกไม่มีแผนฉุกเฉินรับมือ

  ยามเกิดวิกฤต ส่วนที่บริษัทพีทีทีฯ มั่นใจว่าแก้ปัญหาได้ในเร็ววันก็ไม่เป็นจริง

  เพราะยังมีคราบน้ำมันดิบในอ่าวพร้าวจำนวนมาก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทั้ง

  การประมงและระบบห่วงโซ่อาหารในพื้นที่และกำลังลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

  ยิ่งย้อนไปมองบทบาทของปตท.ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาปตท. มีแต่สร้างภาพ

  ทั้งๆที่จริงแล้วไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเจ้าของทรัพยากร

  ไม่เคยใส่ใจอะไรมากมายกับสิ่งแวดล้อมไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเชิงลบอะไร

  ให้คนไทยรู้

  และปตท.มันใหญ่คับฟ้าอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ

  ถึงไม่เคยฟ้องร้อง ดำเนินคดี

   

  โดยเฉพาะกปน.(คณะกรรมการป้องกันและกำจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน

  ที่มีชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมว.คมนาคมในฐานะประธานกรรมการ แต่ไม่ได้ทำ

  อะไรเลย ปล่อยให้ปตท.จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ แม้กระทั่งการปกปิด

  ข้อมูลของ น้ำมันที่รั่วไหลอาจไม่ใช่ 50,000 ลิตร แต่อาจถึงแสนลิตรขึ้นไป

   แถมยังออกมาให้ สัมภาษณ์เลอะเทอะ ปกป้อง ปตท.เสียอีก

   บทบาทของกปน. ตั้งแต่ปี 2546 – 2555 ที่มีการรั่วไหลจำนวนกว่า 77 ครั้ง แต่มีการดำเนินคดีเพียง 4 ครั้ง

   ในจำนวน 4 ครั้ง  มีการเปรียบเทียบปรับเพียง 7 พันบาท กับโรงพยาบาลหัวเฉียว

   เมื่อปี 2547 ฐานทำน้ำมันเตาล้นจากถังเก็บลงคลองผดุงกรุงเกษมและแม่น้ำเจ้าพระยา

  บริเวณท่าเรือสี่พระยา

   จะเห็นได้ว่า หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย

  เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม แทบไม่ได้ทำหน้าที่

  บริษัทเอกชนที่ทำผิดกฎหมาย

  สร้างความหายนะทางน้ำและทางทะเล ลอยนวล ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

  ประชาชนคนไทยต่างหากที่ต้องมารับผิดชอบแทน เพราะหน่วยงานของรัฐ

  ต้องใช้งบประมาณไปดำเนินการขจัดคราบน้ำมันเหล่านั้น(ก็เงินภาษีประชาชนไง..)

  และผลกระทบที่เกิดขึ้น  ในครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้ชาวบ้าน ชาวประมงบ้านพร้าว

  และบริเวณใกล้เคียง

 ไม่สามารถหาปู หาปลาในทะเลหน้าบ้านตัวเองและที่ต้องทำมาหากินขายของ

  ให้กับนักท่องเที่ยวในบริเวณนั้น(มิพักต้องพูดรายได้จากการท่องเที่ยว)

  ได้อีกยาวนานเท่านั้น

   แต่หากจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงอาหารที่ได้จากทะเล

  จะการขาดแคลนและมีราคาแพง หรืออาจหาซื้อไม่ได้

   นอกจากนั้นก็ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง จากสัตว์น้ำ สัตว์ทะเลที่

   บริโภคเข้าไป  โดยไม่รู้ตัว ตายแบบผ่อนส่ง...

   ข้าวยากหมากแพงผลพวงจากฝีมือรัฐบาล "ปูปัญญานิ่ม"

  น้ำมัน 2 ลิตรร้อย ค่าครองชีพสูงที่กระหน่ำอยู่ในขณะนี้ยังไม่พออีกหรือ?

  กลัวรากหญ้าจะตายไม่สนิทหรือยังไง!!!

  ผมว่าคนไทยทั่วประเทศสมควรที่จะพากันฟ้อง ปตท. !!!!!

 

 

โดย ชินเดช

 

กลับไปที่ www.oknation.net