วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้อพิพาทหมู่เกาะเตี้ยวหยี่กระแทกสู่ทัศนคติที่แย่ลงของจีนและญี่ปุ่น


ข้อพิพาทหมู่เกาะเตี้ยวหยี่กระแทกสู่ทัศนคติที่แย่ลงของจีนและญี่ปุ่น

มุมมองของคนจีนและคนญี่ปุ่นที่มีต่อกันตกต่ำมากที่สุดในรอบเก้าปีจากการสำรวจของโพล หนทางตันในการแก้ปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะเตี้ยวหยี่ของเป่ยจิงและโตเกียวได้ทำร้ายทัศนคติและความรู้สึกของคนทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันอย่างสาหัสสากรรจ์ โดยเฉพาะเก้าในสิบของผู้ให้สัมภาษณ์จากทั้งสองประเทศ กล่าวว่า เขาไม่ชอบคนและประเทศเพื่อนบ้านนั้น จากการทำโพลสำรวจ

 

ผลของการสำรวจเป็นการร่วมมือกันของหนังสือพิมพ์ China Daily และสถาบันความคิดที่ไม่แสวงหาผลกำไรญี่ปุ่น Genron NPO สรุปว่า เป็นความตกต่ำทางทัศนคติที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบทศวรรษที่ผ่านมา และยังแย่กว่าการสำรวจในปี 2005 เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายจูนิชิโร่ โคอิซูมิ ไปเยือนศาลเจ้ายาสุคูนิ อีกครั้งเพื่อทำการเคารพศพนักรบญี่ปุ่นที่ตายในสงคราม รวมทั้งอาชญากรสงครามที่ตายในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แม้ว่าจะมีการเกลียดชังซึ่งกันและกันจากคนทั้งสองประเทศ แต่ 72%ของชาวจีน และ 74%ของชาวญี่ปุ่นแลเห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ตัวเลขที่สอดคล้องในกลุ่มปัญญาชนที่เป็นชาวจีนและชาวญี่ปุ่นสูงถึง 80% และ 92%

ในขณะที่ยังไม่มีความก้าวหน้าทางด้านความสัมพันธ์ “การสำรวจที่คล้ายๆกันพบว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนจากสองประเทศจะตกต่ำมากไปกว่านี้ในอนาคต” หลิวเย้าตง หัวหน้าของการศึกษานโยบายการฑูตญี่ปุ่น จากสถาบัน the Chinese Academy of Social Sciences ชี้แจง

จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นปฎิเสธอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีการดำรงอยู่ของข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศในเรื่องหมู่เกาะเตี้ยวหยี่ มันมีความหวังเพียงเล็กน้อยที่จะจัดประชุมสุดยอดระหว่างทั้งสองประเทศในการทำลายภูเขาน้ำแข็งที่กั้นขวางนี้ ผู้สังเกตการณ์ให้ความเห็น

ทั้งสองประเทศได้ตกลงกันที่จะนำเรื่องข้อพิพาทในหมู่เกาะเหล่านี้ไปไว้ด้านข้างเก็บไว้ก่อนเนื่องจากทาง เป่ยจิง และโตเกียวต้องการจะเน้นที่จะสร้างความอบอุ่นบนความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งผ่านมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ แต่เมื่อเร็วๆนี้ญี่ปุ่นต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพที่ดำรงอยู่และปฎิเสธการดำรงอยู่ของปัญหาและข้อพิพาทซึ่งทำให้ประเทศจีนโกรธเป็นอย่างยิ่ง

การสำรวจโพลพบว่า 92.8%ของชาวจีนมีทัศนคติทางลบต่อชาวญี่ปุ่น สูงเพิ่มมากขึ้น ถึง 28% จากปีที่แล้ว เหมือนๆกัน 90.1% ของชาวญี่ปุ่นทั่วไปมีทัศนคติทางลบต่อชาวจีน แตกต่างจาก 84.3%เมื่อปีที่แล้ว

หูจีผิง ผู้อำนวยการสถาบัน the Institute of Japanese Studies ณ.สถาบัน the Chinese Institute of Contemporary International Relations กล่าวว่า เพื่อนบ้านทั้งสองประเทศมีภาระกิจด่วนที่จะต้องเจรจาต่อรองเพื่อทำลายภูเขาน้ำแข็งที่กั้นขวางและหยุดความสัมพันธ์ที่จะตกต่ำเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

“มันเป็นเรื่องที่คาดหวังไว้แล้วว่า การแก้ไขข้อพิพาทในเรื่องหมู่เกาะเหล่านี้จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เราเพียงสามารถตกลงกันในเรื่องการเตรียมการชั่วคราวเท่านั้น ณ.เวลานี้” หู กล่าว

รายงานประจำปีของ China Daily และ Geron NPO โพลล้วงเอาความจริงจากความเห็นของคนทุกส่วนในสังคม

โพลปีนี้สำรวจในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จากชาวจีน 1,540 คน ในนครเป่ยจิง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เสิ่นหยาง และ ซีอาน 200 คนจากชนชั้นสูงในสังคม และ 802 คนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยห้าอันดับแรกของเป่ยจิง

ในญี่ปุ่น สอบสัมภาษณ์จากผู้ใหญ่ 1,000 คน และปัญญาชน 805 คน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในประเทศจีน

ทัศนคติของปัญญาชนจากทั้งสองประเทศเป็นกลางมากกว่า ด้วย 52.8% ในกลุ่มชาวจีน และ 36.3% ของชาวญี่ปุ่น มองกันและกันในทัศนคติทางบวก

เหตุผลใหญ่สุดสำหรับทัศนคติที่ติดลบ คือ ข้อพิพาทในหมู่เกาะเตี้ยวหยี่ ด้วย 53.2%ของชาวญี่ปุ่นทั่วไปเลือกตอบคำถามด้วยความเห็นหลากหลาย ในขณะที่จำนวนของชาวจีนที่ไม่พอใจในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 39.8% ในปีที่แล้ว เป็น 77.6% ในปีนี้

เหตุผลหลักอันที่สองที่ชาวจีนไม่ชอบชาวญี่ปุ่น คือ ญี่ปุ่นไม่เคยแสดงความจริงใจในการขอโทษประเทศจีนในการทำสงครามบุกรุกประเทศจีนตั้งแต่สงครามมหาเอเชียบูรพาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลอันดับสองที่ชาวญี่ปุ่นไม่ชอบชาวจีน เพราะชาวจีนชอบตำหนิญี่ปุ่นในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงญี่ปุ่น สามัญสำนึกแรกในท่ามกลางชาวจีนในปัจจุบัน คือ หมู่เกาะเตี้ยวหยี่ แทนที่จะเป็น ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น

คำตอบโดยใช้สามัญสำนึกแรกของชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับประเทศจีน ยังคงเป็น อาหารจีน ถึงแม้ว่า หนึ่งในสามจะเลือกข้อพิพาทหมู่เกาะเตี้ยวหยี่ และอันดับสามเลือกภาวะอากาศเป็นพิษ

ในการแก้ไขข้อพิพาทหมู่เกาะเตี้ยวหยี่ ส่วนใหญ่ของชาวญี่ปุ่นเลือกการเจรจาต่อรอง และการตัดสินใจชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่ของผู้มีการศึกษาชาวญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารโดยไม่ได้ตั้งใจ และมากกว่าครึ่งเลือกที่นำข้อพิพาทไปเก็บไว้ก่อนและแสวงหาการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท

ทางด้านชาวจีน มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ให้สัมภาษณ์สนับสนุน “การเข้าดูแลและควบคุมพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทเพื่อรักษาดินแดนของประเทศ” ในขณะที่ทางเลือกที่สองที่ชาวจีนสนับสนุนกันมาก คือ ให้ญี่ปุ่นยอมรับการดำรงอยู่ของข้อพิพาทในเรื่องดินแดนเจรจาต่อรองกันผ่านทางความพยายามทางการฑูต

แม้ว่าความต้องการอย่างแรงกล้าของชาวจีนที่จะครอบครองหมู่เกาะพิพาทนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของชาวญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า ไม่น่าจะมีการขัดแย้งกันทางทหารระหว่างประเทศจีน และญี่ปุ่นในทะเล

แต่ในจีน มากกว่าหนึ่งในสามของชาวจีน กล่าวว่า “จะมีความขัดแย้งทางทหารในอนาคต

จีนและญี่ปุ่นไม่ได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดตั้งแต่ความสัมพันธ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2012

“เราสามารถแลเห็นความต้องการอย่างแรงกล้าของชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเจรจาต่อรอง แต่ปัญหาใหญ่สุดในการจัดเตรียมการประชุมสุดยอดอยู่ที่รัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากทางโตเกียวปฎิเสธการดำรงอยู่ของปัญหาข้อพิพาทในหมู่เกาะ” หูจีผิง จากสถาบัน the China Institute of Contemporary International Relations กล่าว

“ในเรื่องข้อพิพาทนี้ มันมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะจัดเตรียมการประชุมสุดยอด เนื่องจากการประชุมจะไม่มีความหมายอะไรเลย”

เป็นความจริงที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นไม่มีทางที่จะดีและราบรื่นได้เลย ตราบใดที่ญี่ปุ่นไม่เคยสำนึกผิดในการกระทำในอดีตและขอโทษประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงใจรวมทั้งประเทศเกาหลี

สำหรับประเทศจีน ในความเห็นของผมจีนนับวันรอเอาคืนประเทศญี่ปุ่น นานแค่ไหนก็จะรอ เพราะตอนนี้บุ่มบ่ามไปนักเลงโตของโลกอย่างสหรัฐยังถือหางญี่ปุ่นอยู่ ก็เท่านั้น...

โดย Jui

 

กลับไปที่ www.oknation.net