วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ชุดดำ"อสมท.,ทีโอทีและกสท. อาการ "หลงยุค" ไม่รู้ชะตากรรม


เครดิตคลิป :  iSnapNationPhoto

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวแทนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 3 แห่งที่ออกมา"แต่งชุดดำ"ชุมนุมเคลื่อนไหวในนามสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ 41 แห่งให้ถอดถอนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ได้สร้างความงงงวยให้กับผู้คนสังคมเป็นอันมาก

เหตุไฉนพวกเขา จึงเพิ่งออกมาเรียกร้องอ้างภารกิจพิทักษ์ทรัพย์สมบัติของชาติที่อยู่ภายใต้การครอบครองของ 3 รัฐวิสาหกิจ หลังจากกฎหมายกสทช.ได้ออกมาบังคับใช้นานกว่า 2 ปีแล้ว

ตัวแทนสหภาพรัฐวิสาหกิจของบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)หรือชื่อเดิม องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.)กับบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือชื่อเดิม การสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.) พูดถึงการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์ 3 G ที่มีบริษัทเอกชน 3 รายเป็นผู้ชนะการประมูล โดยกสทช.เอื้อให้เอกชนผูกขาดแม้มีข้อเท็จจริงอยู่แต่อย่าลืมว่าบริษัททีโอทีถือครองคลื่นความถี่ที่ใช้แบบ3Gได้อยู่แล้ว แต่เหตุไฉนยังล้าหลังมากๆ

ตัวแทนสหภาพรัฐวิสาหกิจของบริษัท อสมท. จำกัด(มหาชน)หรือองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยพูดถึงการประมูลคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีที่เข้าใจไปว่าอสมท.อยู่ในฐานะรัฐวิสาหกิจ ทำไมจะต้องเข้าประมูลคลื่นดิจิทัลทีวีแข่งขันกับบริษัทเอกชน

ตัวแทนสหภาพรัฐวิสาหกิจ 3 แห่งได้พูดทำนองว่ากสทช.กำลังจะทำให้การประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้"เงิน"เป็นตัวตั้งไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นใด ซึ่งจะเปลี่ยนสภาพจากการผูกขาดคลื่นความถี่ของ"รัฐ"ไปสู่การผู้ขาดของ"เอกชน"

แต่กลับลืมมองตัวเองว่าระยะเวลายาวนานที่ได้ครอบครองคลื่นความถี่ที่เป็นสมบัติสาธารณะไว้ รัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งได้นำมาทำประโยชน์กับสาธารณะมากแค่ไหนและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อเทียบกับการบริหารจัดการของภาคเอกชนที่ถูกกำหนดให้แข่งขันกัน จนทำให้คุณภาพการบริการดีขึ้นและค่าบริการถูกลงเรื่อยๆ

บ่องตงๆว่าเป็นห่วงอนาคตของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายของกสทช.ที่มีภารกิจการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุดน่าจะอยู่ในสภาพไม่พร้อม สำหรับการแข่งขันอย่างเสรีที่กำลังเกิดขึ้นในภาคโทรคมนาคมและภาคบรอดแคสติ้ง

สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกับอุตสาหกรรมบรอดแคสติ้งที่เคยอยู่ภายใต้การ"ผูกขาด"โดยรัฐหรือรัฐวิสาหกิจได้ทำให้เกิดสภาพการเแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและไม่เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภคมายาวนานกว่า 50-60 ปี กำลังพัฒนาไปสู่การยุติการผูกขาดโดยรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ สู่สภาพการแข่งขันที่มีกติกาเท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น( Level Playing Field )ที่ควรจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุดมากกว่าผูกขาดโดยรัฐ เช่น ค่าบริการต่ำลง ประสิทธิภาพการบริการสูงขึ้น , เนื้อหาของโทรทัศน์ละวิทยุหลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ฯลฯ

ขอพยากรณ์ไว้เลยหาก"วิธีคิด"ของแกนนำสหภาพรัฐวิสาหกิจ 3 แห่งที่ได้แสดงออกมาในระหว่างการชุมนุมแต่งชุดดำ เป็น"วิธีคิด"ส่วนใหญ่ของพนักงานและฝ่ายบริหารรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงอาการหวาดกลัวการแข่งขันเสรี,มองประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจมากกว่าประโยชน์ของผู้บริโภค,เข้าใจผิดไปว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของรัฐวิสาหกิจไม่ใช่สมบัติสาธารณะ ฯลฯ

ทำนายได้เลยว่าสถานะการเงินของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งในระยะกลางประมาณไม่เกิน 3- 5 ปีข้างหน้า น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะรักษาผลกำไรอยู่ได้นานแค่ไหน แล้วพนักงานเองจะกลายเป็นเหยื่อของการบริหารงานที่ล้มเหลวเพราะองค์กรไม่มีการเตรียมความพร้อมในการแข่งขันบนกติกาเดียวกันกับผู้เล่นรายใหม่ที่เป็นภาคเอกชนได้เลย

บริษัททีโอทีกับบริษัทกสท.เป็น 2 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมที่เคยอู้ฟู้ด้วย"กำไรสุทธิ"ปีละหลายพันล้านบาท พนักงานได้รับโบนัสกันคนละหลายเดือน

แต่ปัจจุบันบริษัททีโอทีกับบริษัทกสท.กำลังอยู่ในสภาพความเสี่ยง"ขาดทุน"ค่อนข้างแน่นอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อรายได้จากค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือค่ายเอไอเอสที่เป็นของบริษัททีโอทีและค่าดีแทคที่เป็นของบริษัทกสท.กำลังจะไม่ได้ตกเป็น"รายได้"ของรัฐวิสาหกิจทั้งสองอีกต่อไปแล้วภายในปลายปีนี้ที่กฎหมายกสทช.บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2553 ครบ 3 ปี

ทั้งที่บริษัททีโอมีคลื่นความถี่ที่สามารถให้บริการ 3 G มาก่อนเอกชน 3 รายที่เพิ่งประมูลได้เมื่อปีที่แล้วมาหลายปีแล้ว แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการให้ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทดแทนส่วนที่กำลังจะหายไปได้เลย

ส่วนบริษัทกสท.เองก็ยักแย่ยักยันกับการเล่นกลกับการถ่ายโอนสัมปทานคลื่นความถี่ CDMA ที่ทำมานานแต่ล้มเหลวขาดทุน แล้วถ่ายโอนให้รายใหม่รับช่วงเช่าต่ออย่างกลุ่มทรูที่มีข้อสงสัยในเชิงกฎหมายว่าถูกต้องทำได้หรือไม่

จนป่านนี้ทั้งทีโอทีและกสท.ยังไม่มีแผนงานทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม สำหรับการหารายได้มาทดแทนรายได้ที่กำลังจะหายไปจากค่าสัมปทานเอไอเอสและดีแทคปีละหลายพันล้านบาท แม้ว่าทศท.ยังมีจุดแข็งเป็นเจ้าของโครงข่ายภาคพื้นดินที่เป็นแบคโบนหลักของประเทศที่ยังขาดการบริหารอย่างมืออาชีพจริงๆ ส่วนกสท.น่าเป็นห่วงไม่มีมรดกตกทอดมากเท่าทีโอที ยังมัวแต่เล่นเกมเด็กดื้อยื้อเอาคลื่นที่ไม่ใช่สมบัติของตัวเองให้อยู่ต่อไป แล้วจะยื้อไปได้นานอีกกี่น้ำในเมื่อกฎหมายกสทช.ให้คืนเมื่อหมดอายุสัมปทาน

ส่วนบริษัทอสมท.ก็จะต้องถูกบังคับจากกฎหมายกสท.ไม่ให้ครอบครองคลื่นความถี่วิทยุอีกไม่เกิน 5 ปี และคลื่นโทรทัศน์อีกไม่เกิน 10 ปี เพื่อส่งมอบให้กสทช.นำไปบริหารจัดการและสรรสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งที่ผ่านมาอสมท.ได้ให้"เช่าช่วง"วิทยุในต่างจังหวัดไปเกือบทั้งหมด ยังดีที่ได้มีความพยายามดำเนินการเองคลื่นในกรุงเทพ 5 คลื่นที่ได้รับความนิยมสูงและมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้

อสมท.มีทรัพย์สมบัติหลักเป็น"คลื่นความถี่"วิทยุในกรุงเทพมหานคร 5 คลื่นและต่างจังหวัดอีกมากกว่า 50 แห่ง และคลื่นโทรทัศน์ที่ใช้เองคือช่อง 9 กับสัมปทานให้ช่อง 3 ดำเนินการที่จะหมดอายุในอีก 7 ปีข้างหน้าที่หลังจากนั้นจะไม่กลับมาเป็นสมบัติของอสมท. แต่จะต้องโอนไปให้กสทช.จัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสาธารณะที่มีผู้เล่นรายใหม่และไม่มีใครผูกขาดได้อีกต่อไป

อสมท.มีรายได้ที่อยู่ในรูปค่าสัมปทานที่เป็น"ส้มหล่น"รายปีอยู่ 2 สัญญาหลักคือสัมปทานโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกของบริษัทยูบีซีที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทรูวิชั่น จำกัดที่มีอายุสัมปทานถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ที่อสมท.ได้เงินส่วนแบ่งรายได้ 6.5 % ประมาณปีละ 700-800 ล้านบาท และสัมปทานช่อง 3 ทื่มีอายุสัมปทานอีก 7 ปี รายได้ที่ช่อง 3 ส่งให้อสมท.ปีละประมาณ 250 ล้านบาท รวมรายได้แบบ"ส้มหล่น"ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท

ผลประกอบการของอสมท.หากไม่นับรวมรายได้จากทรูวิชั่นส์กับช่อง 3 ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ หากลองเข้าไปดูสถานะของช่อง9 ที่เป็นแหล่งรายได้หลักเกินกว่า 50 %ของอสมท.ประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท เทียบกับช่อง 3 ที่เป็นคู่สัมปทานกลับมีรายได้มากถึงปีละประมาณ 15,000 ล้านบาท ทำไมรายได้ช่อง 9 ที่เป็นช่องแม่กลับรายได้น้อยกว่าช่องลูกที่เป็นคู่สัมปทานมากกว่า 3 เท่าตัว

แกนนำสหภาพพนักงานอสมท.น่าจะรู้ว่าอนาคตของอสมท.อีก 7-8 ปีข้างหน้าจะไม่มีรายได้"ส้มหล่น"แบบนี้ที่ไม่ได้ลงแรงแข่งขันกับใครได้อีกแล้ว ผลกำไรและโบนัสจะอยู่ในความเสี่ยงลดลงมากกว่าจะรักษาไว้ได้ หากคนอสมท.ยังไม่เร่งรีบปรับองคาพยพภายในให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบันและไม่นิ่งเฉยกับความไม่ชอบมาพากลที่กำลังเกิดขึ้นในอสมท.ยุคนี้

ฝ่ายบริหารและพนักงานอสมท.ควรจะตระหนักรู้มาก่อนแล้ว เมื่อกฎหมายกสทช.มีผลบังคับใช้ในเดือนธ.ค. 2553 อสมท.จะต้องเข้าสู่สนามแข่งขันกับบริษัทเอกชนด้านวิทยุและโทรทัศน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากอสมท.สนใจจะทำธุรกิจโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลทีวีต่อไปก็จะต้องเข้าประมูลแข่งกับเอกชนที่กสทช.กำหนดไว้ 24 ช่อง กฎหมายกสทช.ไม่ได้"บังคับ"ให้อสมท.ต้องประมูลดิจิทัลทีวีตามที่แกนนำอสมท.เข้าใจ ถ้าอสมท.ตัดสินใจว่าไม่เข้าประมูลดิจิทัลทีวีก็ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

กฎหมายกสทช.กำหนดเวลาคืนคลื่นความถี่แบบอนาล็อกที่อสมท.ถือครองไว้ 2 คลื่นภายใน 10 ปี ซึ่งฝ่ายบริหารอสมท.เองยอมลดเวลาลงมาเหลือ 5 ปีเอง เพื่อแลกกับ"ใบอนุญาตโครงข่ายดิจิทัลทีวี"ที่กสท.ยินยอมออกใบอนุญาตให้โดยไม่ต้องแข่งขันประมูลมีอายุใบอนุญาต 15 ปีเพื่อทดแทนรายได้โทรทัศน์ที่น่าจะหายไปเยอะเมื่อเกิดการแข่งขัน 24 ช่อง

โครงสร้างการบริหารงานของอสมท.ที่แม้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาหลายปีแล้ว แต่อสมท.กลับเข้าสู่วังวนของ"แดนสนธยา"อีกครั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ประธานบอร์ดกับกรรมการผู้อำนวยการมาจากคนละกลุ่มที่มีความขัดแย้งฟาดฟันกันรุนแรง แล้วยังมี"ที่ปรึกษา"เดินพาเหรดเข้าไปแบบคนหิวโซแบบ"ตายอดตายอยาก"มาจากที่ไหนก็ไม่รู้

จนเป็นที่กล่าวขวัญกันอื้ออึงทั้งวงการเอเยนซี่โฆษณาและผู้ผลิตรายการว่าผังรายการของช่อง 9 ยุคนี้มั่วๆแย่กว่าช่อง 5 ที่เป็นช่องโทรทัศน์ที่มีระบบโบรกเกอร์เช่าเวลามาโดยตลอด

แกนนำสหภาพอสมท.น่าจะเอาจริงเอาจังใช้เวลากับการตรวจสอบการทำงานของบอร์ดและฝ่ายบริหารของอสมท.มากกว่าการออกมาแต่งชุดดำประท้วงกสทช.ที่แม้จะบกพร่องหลายเรื่องจริงๆ แต่เหตุผลการถอดถอนที่เป็นผลประโยชน์อสมท.เองยกมายังเบาหวิวเกินไป เมื่อเทียบกับ"กลิ่นไม่ค่อยดี"ในอสมท.ยุคนี้ที่พัดโชยแรงมากทั่ววงการภายนอก

เหตุไฉนคนภายในอสมท.กลับไม่ได้กลิ่นเลยหรืออย่างไร

โดย อดิศักดิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net