วันที่ พุธ สิงหาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมต้องเลือกข้าง


สวัสดีครับ ไม่ได้เขียน blog มาซะนาน เปิดมาดูอีกที เขียนไปครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ( 1 สิงหาคม 2555) 

ผมไม่ได้เป็น blogger หรือนักเขียนมืออาชีพน่ะครับ เวลาจะเขียนอะไรมันต้องมีแรงบันดาลใจ ถึงจะเขียนออกมาได้ ผมนี่นับถือคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์จริงๆ ที่สามารถเขียนเรื่องราวต่างๆออกมาได้ทุกๆวัน แล้วก็เขียนได้ดีเท่าๆกันทุกวันซะด้วยนะครับ

มาที่ประเด็นหัวข้อนะครับ สืบเนื่องจากวันนี้ดูรายการทีวีหลายๆช่อง เริ่มตั้งแต่ดูละครทางช่อง 11 ที่มีทั้งฉาก action (สส.ประชาธิปัตย์บีบคอตำรวจในสภา) ฉาก romantic (ประธานสภาชื่นชนสาวน้อยขัตติยาว่า สวย ; สงสัยชอบของแปลกหรือตาผมไม่ถึงเองครับท่าน) แล้วฉากประชันฝีปากกันระหว่าง 2 ฝ่ายซึ่งน่าจะเป็น theme หลักของละครเรื่องนี้ เพราะไม่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับบ้านกับเมืองแม้แต่น้อย

จากนั้นก็มา ดู Thai PBS ที่เอาเรืองการแก้รัฐธรรมนูญมาคุยต่อโดยร่วมสนทนาโดยสว.รสนา กับ สว.สมชาย ซึ่งทั้งสองคนก็ร่วมกันคัดค้านการที่จะให้สว.มาจากการเลือกตั้งล้วนๆ  ซึ่งคุณรสนาก็ได้เสนอแนวทางที่ดีคือ ให้เลือกสรรมาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้เหลือซัก 3 คนสุดท้ายแล้วค่อยให้ประชาชนเลือกกันอีกที ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับวิธีการนี้

จากนั้นดู Voice TV ครับ รายการ Daily dose ของมล.ปลื้ม ซึ่งก็มีเนื้อหานำเสนอที่ค่อนข้างดี แต่ติดตรงการแสดงความคิดเห็นของเขา จะมีอคติกับฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงแบบเต็มเหนี่ยว

สุดท้ายข้ามไปดูช่องของเสื้อแดง เป็นรายการของ บก.ลายจุด ก็ลองฟังดูครับ พบว่าเค้าก็มีความคิดที่ดีทีเดียวครับในเรื่องการปฎิรูปการศึกษา และก็มีอีกหลายเรื่องที่ฟังเค้าตอบคำถามจากที่มีคนส่ง line เข้าไปถาม ผมว่าเค้าก็ตอบได้ค่อนข้างมีเหตุผลกว่าคนฝั่งเสื้อแดงหรือรวมทั้งฝั่งเสื้อเหลืองหลายๆคน ที่มักจะตอบแบบเอาให้คนดูฝั่งตัวเองมันส์เข้าว่า

มันทำให้ผมคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเกิดผมเป็นเสื้อเหลืองแบบเข้มข้น คงไม่มีทางไปเปิดดูช่องเสื้อแดง หรือแค่เห็นชื่อว่าเป็น บก.ลายจุด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเอ้ของฝั่งเสื้อแดงเลย ผมคงไม่ได้ฟังว่าเค้าจะพูดอะไรต่อ 

ในทางกลับกัน ถ้าผมเป็นเสื้อแดงแบบเข้มข้นคงไม่มีทางไปเปิดดูช่อง Thai PBS ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพวกอำมาตย์ตามความเห็นของเสื้อแดงเป็นแน่ หรือเห็นชื่อ รสนา หรือ สมชาย แสวงการ ก็คงไม่ฟังเช่นกัน

ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการได้ฟังแนวคิดดีๆไป จากการถูกอคติบดบังตั้งแ่ต่ต้น

ตอนนีี้ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ในชาติของเรากำลังให้ความสนใจการเมืองแบบเดียวกับที่ให้ความสนใจกีฬา

เอาง่ายๆเลยครับ แฟนแมนยู จะรู้สึกไม่ชอบ รังเกียจ สมเพช อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นลิเวอร์พูล ส่วนแฟนลิเวอร์พูลก็จะรู้สึกในทำนองเดียวกันกับสิ่งที่เป็นแมนยู โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นยังไง (แต่ปัจจุบันผมว่าเริ่มมีแฟนบอลทั้ง 2 ทีมจำนวนไม่น้อยที่เริ่มคลายอคติตรงนี้ลงไปได้พอสมควร)

ในทางการเมืองทุกวันนี้ ก็คล้ายกันคือ เสื้อแดง+เพื่อไทย ปฎิเสธทุกอย่างที่สืบเนื่องมาจากเสื้อเหลือง + ประชาธิปัตย์ โดยแทบไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข้่างในด้วยใจเป็นกลางเลย

และเสื้อเหลือง + ประชาธิปัตย์ ก็ปฎิเสธทุกอย่างที่สืบเนื่องมาจากเสื้อแดง+เพื่อไทยโดยแทบไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข้่างในด้วยใจเป็นกลางเช่นเดียวกัน

คำถามจากแม่ผมตอนผมเด็กๆ แล้วชอบแอบมาเชียร์แมนยูตอนกลางคืนคือ "ถ้าแมนยูชนะแล้วจะได้อะหยังโตยเปิ้นก๋า" คำแปล "ถ้าแมนยูชนะแล้วจะได้อะไรกับเค้าไหม"

ผมก็อยากถามพวกท่านที่เสื้อมีสีสรรทั้งหลายเหมือนกันครับว่า " ถ้าฝ่ายที่ท่านเชียร์ชนะ ท่านจะได้อะไรกับเค้าไหม"

พวกท่านก็น่าจะตอบว่า บ้านเมืองจะไม่ล่มจม ประเทศชาติจะได้มีเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ประโยชน์เกือบทั้งหมดก็ตกอยู่กับหัวหน้าฝ่ายที่ท่านเชียร์กันอยู่นั่นแหละครับ

เหตุการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ ที่หลายคนมองว่าแตกแยก แต่ผมกลับมองว่าน่าจะใช้ให้เป็นโอกาสในการให้ประชาชนทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่แนวความคิดแตกต่างกันแบบสุดขั้ว แต่ผมเชื่อว่าในส่วนของมวลชนทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ดีต่อประเทศชาติเหมือนกัน ได้มีโอกาสมานั่งคุย โดยพยายามหาตัวแทนจากแต่ละฝ่ายที่มีอคติต่ออีกฝ่ายอย่างเบาบางที่สุดและไม่ยึดโยงกับนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดๆ มาร่วมสนทนาเพื่อ "หาจุดร่วมและสงวนจุดต่าง" กันไว้ก่อน  ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าคุยกันเฉพาะเรื่องแนวคิดในการปรับปรุงพัฒนาประเทศอย่างเดียว ไม่หยิบเรื่อง ทักษิณ อภิสิทธิ์ ทหาร อำมาตย์ อะไรพวกนี้มาด้วย เราน่าจะได้แนวทางการพัฒนาประเทศที่ยอดเยี่ยมมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทยทีเดียว

อยากให้ทุกฝ่ายครับ มองข้ามจุดอุปสรรคเล็กๆพวกนี้ไปให้ได้ ตอนนี้ผมว่าเรื่องทักษิณ อภิสิทธิ์ ทหาร อำมาตย์ อะไรพวกนี้เป็นเส้นผมที่กำลังบังภูเขาแห่งความคิดในการปรับปรุง พัฒนาประเทศชาติของเรา หากเราขจัดหรือก้าวข้ามมันไปได้ก็อาจได้พบคำตอบของประเทศ ที่อาจจะไม่ได้คะแนนเต็ม 10 แต่ได้ 7 ได้ 8 ก็ยังดี

มันน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เราจะเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนในชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตกเป็นแค่เบี้ยในหมากเกมการเมืองที่คอยให้กลุ่มอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มคอยบงการให้ล้างผลาญกันเองอยู่อย่างนี้

 

สุดท้ายฝากเตือนสติให้คนทุกฝ่ายในสังคมด้วยพุทธภาษิตบทนี้ครับ

ทุลฺลโภ องฺคสมฺปนฺโน แปลว่า คนที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หาได้ยาก

 

โดย evenure

 

กลับไปที่ www.oknation.net