วันที่ พุธ สิงหาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนาคตธุรกิจการบิน (Aviation Industry) ของไทย: ในมุมมอง รมว.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์


            เป็นการให้มุมมองของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหลังจากไปเปิดงานที่มหาวิทยาลัยนครพนม เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของบุคลากรสำหรับธุรกิจการบิน ซึ่งที่มหาวิทยาลัยนครพนมมีวิทยาลัยการบินนานาชาติ เพื่อผลิตบุคลากรด้านการบินป้อนตลาด

            โดยท่านรัฐมนตรีได้ให้มุมมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน (Aviation Industry) ว่าองค์ประกอบมีสามส่วนหลักๆคือ
            1) ด้านการผลิต (manufacturing) ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ เครื่องยนต์ จนถึง ตัวเครื่องบิน
            2) ด้านการซ่อมบำรุง (MRO Maintenance Repair Overhaul) การบำรุงรักษา ซ่อมย่อย ซ่อมใหญ่
            3) ด้านการฝึกอบรม (Training) นักบิน ช่างซ่อม บุคลากรที่เกี่ยวข้อง
            อุตสาหกรรมการบินเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง ยกตัวอย่างเช่น งานซ่อมบำรุง (MRO) คาดว่าในปี 2019 ตลาดทั่วโลก จะมีมูลค่าถึง 63 พันล้านเหรียญ และในช่วง 20 ปีข้างหน้า เฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะต้องการนักบินเพิ่มอีก 185,000 คน ช่างเทคนิคอีก 243,500 คน
            “ผมมองว่าในอนาคต ถ้าเรามีการวางแผนที่ดีและมีการผลักดันอย่างเข้มแข็ง อุตสาหกรรมการบินจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (growth engine) ที่สำคัญ ต่อยอดจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในปัจจุบัน ที่ผ่านมา เรายังไม่มีการวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้อย่างจริงจัง มาเลเซียเริ่มเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2540 เขาก้าวหน้าไปมากกว่าเราเยอะ แต่ผมเชื่อว่าเรามีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้ง ความเป็นศูนย์กลาง แรงงาน เราสามารถสู้คนอื่นได้แน่ แต่เราขาดสิ่งที่สำคัญคือ strategy และความชัดเจนจากภาครัฐ”
            พร้อมย้ำว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย เช่น คมนาคม อุตสาหกรรม BOI สถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติ  เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคให้ได้

            ด้านพลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพท์ คณบดีวิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า วิทยาลัยการบินนานาชาติ ได้เตรียมความพร้อมรับรองกับประชาคมอาเซียน ในด้านต่างๆ ทั้งด้านบุคลากร และวิชาการ โดยศึกษาและพิจารณาจำนวนของบุคลากร ให้เพียงพอในการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งว่างแผนสรรหาบุคลากรมาทดแทนเพิ่มเติมในอนาคต ขณะเดียวกันก็พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในกิจการการบิน และมีแผนที่จะจัดการประชุมทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้บุคลากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในกลุ่มสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยมีความร่วมมือกับโรงเรียนการบินอื่นๆในประเทศไทยไปพร้อมกัน

            ส่วนการพัฒนาบุคลากร จะส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้อยู่ในเกณฑ์ดีให้มีความสามารถในการใช้ภาษากลุ่มอาเซียนอย่างน้อย 1 ภาษา ที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ และเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตรการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ให้เป็นสากล และ ให้สอดคล้องเพื่อความต่อเนื่อง กับหลักสูตรของชาติอาเซียนอื่นๆ โดยยึดหลักมาตรฐานสากล และ เป็นแนวทางเดียวกับมหาวิทยาลัยนครพนม

            ทั้งนี้ วิทยาลัยการบินนานาชาติ ได้จัดทำการฝึกนักบินในหลักสูตรหลักๆ ทุกหลักสูตรโดยแบ่งการฝึกอบรมเป็น 2 กลุ่ม คือ Integrated Course คือ หลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (Commercial Pilot Licence: CPL) ซึ่งเป็นหลักสูตรหลัก ทำการฝึกผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบินมาก่อน ให้มีความรู้ ความสามารถเพื่อประกอบอาชีพนักบินพาณิชย์ และ Modular Course เป็นหลักสูตรสั้นๆ สำหรับผู้ต้องการเป็นนักบินส่วนบุคคลและต้องการเพิ่มศักยภาพการบิน ประกอบด้วย หลักสูตรนักบินส่วนบุคคล หลักสูตรนักบินด้วยเครื่องบินหลายเครื่องยนต์ หลักสูตร (Multi-crew Cooperation: MCC) และหลักสูตร (Jet Orientation Training: JOT)

 

           นอกจากนี้ วิทยาลัยการบินนานาชาติ ยังเป็นโรงเรียนการบินแห่งแรกในประเทศไทยและเป็นแห่งที่ 13 ของโลกที่ทำการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินผู้ช่วยเครื่องบิน (Multi-crew Pilot Licence: MPL) หลักสูตร MPL นี้ พัฒนาขึ้นโดยสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อ THAI Flight Training Company (TFT) ถือว่าเป็นสถาบันแรกๆ ของโลกที่ได้พัฒนาหลักสูตร MPL ขึ้นมา โดยมีการปรับทดลองกับวิทยาลัยการบินนานาชาติ ในเบื้องต้นเนื่องจากวิทยาลัยการบินนานาชาติ มีเครื่องช่วยฝึกบินจำลองแบบ FBS A320 อีกด้วย

อ้างอิง:

https://www.facebook.com/chadchartofficial

http://iac.npu.ac.th/home/news

โดย อาคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net