วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ได้อะไร..เมื่อไป..สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ( 1 )


ได้อะไร..เมื่อไป..สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ( 1 )

              ถามตัวเองดูซิ..เกิดมาทำไม ....คำถามนี้ไม่มีใครกล้าถามตัวเอง..เพราะถามไปก็ไม่รู้จะตอบตัวเองว่าอย่างไร เพราะมันเกิดมาแล้ว..จะถามไปหาอะไร..หลายคนคงคิดแบบนี้เหมือนกัน  ลองดูภาพนี้ดูครับ

             ชายหนุ่ม....กำลังเดินตามหาอะไรอย่าง ท่ามกลางป่าเขา  เป็นภาพเปรียบเทียบ แทนชีวิตทั่วๆ ไป ที่เกิดมาแล้ว ใช้ชีวิตไปตามจุดหมายระดับสัญชาตญาณทั่วๆ ไป คือ เกิดมา เติบโต เล่าเรียนศึกษา เพื่อฝึกหัดวิชาอาชีพ แล้วทำมาหากินเลี้ยงชีวิตของตน และครอบครัว แสวงลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทางกามคุณ หรือวัตถุกาม ระหว่างนั้น ก็ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง จนถึงวาระ แก่ เจ็บ ตาย ไปตามวิถีชีวิตของคนทั่วๆ ไป แต่ตลอดชีวิต ก็ไม่เคยตั้งคำถาม หรือแสวงหาจุดมุ่งหมาย คุณค่าของชีวิต ว่ามีอะไรมากไปกว่านั้น ประเสริฐ ประณีต มากกว่านั้นหรือไม่

             ชีวิตเราแต่ละคนก็ไม่ต่างจากชายคนนี้..แม้แต่ตัวผมเอง..ที่ตื่นเช้ามา..มีอะไรก็ทำๆไป..เพื่อให้ชีวิตพ้นๆไปให้ได้ในแต่ละวัน...ไม่เคยถามตัวเองว่า วันคืนล่วงไป ล่วงไป บัดนี้ เราทำอะไรอยู่...ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ

 

             ในระหว่างการเดินทางของชีวิต..ที่อยู่ในช่วงแสวงหา ก็ท่องเที่ยวไป พร้อมอุปกรณ์คู่กาย  เชือกที่ทำเป็นบ่วงถืออยู่ในมือ เปรียบเหมือนชีวิตต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ในการเลี้ยงชีพ  เมื่อชีวิตยังอยู่ก็ต้องดิ้นรนต่อไป...ชีวิตไม่มีแก่นสารอะไร อยู่ไปวันๆ และค้นหาตัวเองว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปเช่นไร

               เขาเห็นร่องรอยของสิ่งที่กำลังตามหาแล้ว เปรียบเหมือนคนที่ตั้งคำถามกับตนเองว่า ชีวิตเกิดมาทำไม อะไรควรเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ของการเกิดมาที่ชีวิตควรได้ ควรไปให้ถึง แล้วเริ่มแสวงหาคำตอบ   เหมือนได้พบวัวตัวหนึ่งเข้า...ชีวิตเริ่มมีสีสัน..ตื่นเต้น  ท้าทาย..ให้วิ่งตามล่า...(จิตของคน ก็วิ่งตามกิเลส ฉันนั้น)

           สภาพจิตใจของคนเรา..ที่ยังต้องใช้ชีวิตในสังคม..ขับรถออกจากบ้าน..เจอคนขับปาดหน้า..ขับแซงซ้าย เราเข้าแถวอยู่ดีๆมาทำแบบนี้ยอมไม่ได้..ขับเร็วตามไปเอาคืน..สุดท้ายรถก็เบียดกัน..เรียกประกันทั้งคู่  เสียเวลา เสียอารมณ์ ...หากย้อนกลับ..เราไม่วิ่งตามอารมณ์ที่ขุ่นมัว..ระงับจิตไม่ให้รุ่มร้อน  ก็จะไม่เกิดเรื่องวุ่นวาย..ติดตามมา

 

                   เขาตามรอยไป พบสิ่งที่เขาตามหาคือ วัว เขาอาศัยการศึกษาหลักในพระพุทธศาสนา จากกัลยาณมิตร เช่น พระ ครูบาอาจารย์ หรือแหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง จนได้คำตอบว่า ชีวิตควรมีจุดมุ่งหมาย ๓ อย่าง คือ


                   ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ คือ จุดมุ่งหมายภายนอก หรือเป้าหมายในปัจจุบัน คือ
                               - ทรัพย์สมบัติ หรือปัจจัยสี่ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ต่อการเลี้ยงชีวิต ของตน และคนในครอบครัว
                               - การทำตนให้อยู่ในหลักแห่งศีลธรรม และจรรยาที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมที่ตนอยู่อาศัย มียศ มีเกียรติ ตามฐานะ
                              - การทำหน้าที่ต่อบุคคลรอบข้าง ตามบทบาทฐานะของตน เช่น ฐานะลูกที่จะพึงปฏิบัติต่อพ่อแม่ ฐานะสามีภรรยา ที่จะพึงปฏิบัติต่อ ภรรยาสามี ฐานะพ่อแม่ ที่จะพึ่งปฏิบัติต่อลูก ฐานะบุคคลในสังคมที่จะพึงปฏิบัติต่อสังคมส่วนรวมที่ตนอยู่อาศัย เป็นต้น
                      เป้าหมายของชีวิตระดับแรกนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ธรรมชาติบังคับอยู่แล้วโดยส่วนหนึ่ง การบรรลุจุดหมายในชีวิตระดับนี้ จะทำให้ชีวิตได้รับความสุขภายนอก และทำให้ชีวิตมีความเป็นปกติ มีความเรียบร้อยดีงาม สิ่งสำคัญอยู่ที่ิวิธีการที่จะบรรลุจุดหมายดังกล่าว ต้องอาศัยธรรมเป็นสิ่งกำกับขับเคลื่อน ต้องเป็นไปโดยชอบธรรม มิเช่นนั้น ความสุขหรือการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ก็จะนำความเดือดร้อนวุ่นวายมาให้ชีวิตด้วย

                   ๒. สัมปรายิกัตถะประโยชน์ จุดมุ่งหมายภายใน หรือจุดมุ่งหมายในอนาคต เพราะชีวิตมิได้มีแต่ส่วนกายภาพ หรือสังคมและบุคคลรอบข้าง ภายนอกอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนจิตใจที่สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา โดยที่คุณภาพของจิตใจมีผลต่อการปฏิบัติต่อสิ่งภายนอกนั้นโดยตรงด้วย มีผลต่อความสุขในชีวิตที่ลึกซึ้งกว่าสุขที่เกิดจาก การบรรลุจุดมุ่งหมายภายนอกนั้นด้วย คุณธรรมภายใน จึงเป็นจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายของชีวิตในระดับที่สองนี้ คือ


                        ๑. ศรัทธา การมีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง เป็นแนวยึดถือปฏิบัติ
                        ๒. ศีล มีพฤติกรรมความประพฤติ ทางกายวาจา ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่สร้างความร้อนอกร้อนใจแก่ตนเอง
                        ๓.จาคะ การรู้จักขัดเกลาจิตใจตนเอง ด้วยความเสียสละ เือื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่ถูกต้อง รู้จักมีเมตตา และให้อภัยผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้าง มีจิตใจสะอาดปลอดโปร่ง
                        ๔. ปัญญา คือ เป็นคนมีเหตุผลไม่งมงาย เชื่อง่าย เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ด้วยความเข้าใจ ไม่ด่วนสรุป พิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน แล้วปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจของปัญญาความรู้ความเข้าใจนั้น

                        ๓. ปรมัตถะประโยชน์ คือ จุดมุ่งหมายสูงสุด ได้แก่ ความบรรลุถึงแก่นแท้แห่งสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต เห็นชีวิต ที่ประกอบด้วยกายใจ หรือ ส่วนกายภาพ ส่วนนามธรรม ตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตน ไมใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนปล่อยวางสาเหตุแห่งความทุกข์ได้ตามลำดับ ชีวิตเป็นอิสระปลอดโปร่ง จากความยึดมั่นสำคัญผิด มีความสุขอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรมคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ สูญยศ ถูกนินทา ประสบทุกข์ อยู่ในโลกแต่ไม่เป็นทุกข์ไปกับโลก

 

 

 

                               ขอบคุณภาพและที่มาของข้อมูลจาก สวนโมกข์

 

               **

โดย คนดีมีวินัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net