วันที่ ศุกร์ กันยายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต่อ...ลมหายใจบ้านเกิด ธรรมชาติที่ไร้สิ่งเจือปน


 

ต่อ...ลมหายใจบ้านเกิด ธรรมชาติที่ไร้สิ่งเจือปน

            คนริมเลเขียนบล็อคตอนเช้าก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และด้วยหลายเหตุผล ข้อหนึ่งคือค่ำคืนวันอาทิตย์นี้คนริมเลมีนัดชวนพี่บ่าวกำหนันคนดังแห่งเขาพนม กระบี่  ไปนอนฟังเสียงคลื่นกระทบขนำกลางอ่าวบ้านดอนสุราษฎร์ธานี  ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวจากจังหวัดตรัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ก่อนจะมาปลูกหญ้าทะเล ดูๆไปพี่กำหนันจะกลมกลืนกับชาวสิเกา จนแยกไม่ออกไปแล้ว 

 

ลูกสาวและหลานสาวเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำในคลองยัน ที่ยังคงสะอาดสดใส

 

           การเดินทางกลับไปบ้านเกิด ในพื้นที่ตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่รอยต่อสุราษฎร์ธานี ระนองและชุมพร เรียกได้ว่าคนริมเลเป็นชาวเขาโดยกำเนิด  ตัวผมเอง ๒-๓ เดือนจึงจะได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมบ้านเกิดสักครั้ง พูดถึงอำเภอวิภาวดีหลายท่านคงไม่รู้จัก เพราะแยกออกจากอำเภอคีรีรัฐนิคม พื้นที่แถบบ้านผมโอบอ้อมไปด้วยภูเขาใหญ่น้อย ถ้าดูแผนที่พบว่าเชื่อมต่อกับพื้นที่จังหวัดพังงา และบ้านนาคา จังหวัดระนอง เขาพะโต๊ะ ชุมพร จัดเป็นเทือกเขาที่มีความสมบูรณ์ มีคลองยันเป็นเส้นทางสัญจรในสมัยก่อน คลองยันนี้เป็นสายน้ำร่วมจากเขาพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เขานาคา จังหวัดระนอง  คลองยันไหลรวมกับพุ่มดวง และออกสู่แม่น้ำตาปีที่ อ.พุนพิน  หมู่บ้านของผมตั้งอยู่ต้นกลางของลุ่มน้ำคลองยัน หากเปรียบเป็นเส้นเลือดแล้วนั้น คลองยันบ้านผมถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของแม่น้ำตาปีทีเดียว คลองยันแห่งนี้ ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๐ รัฐบาลต้องการจะสร้างเขื่อนแก่งกรุงที่บริเวณป่าต้นน้ำ นำมาสู่การต่อสู้ของชาวบ้านตลอดลุ่มน้ำคลองยัน และชุมชนในตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีและคัดค้านจนสำเร็จ ท้ายที่สุดรัฐบาลต้องจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง

 

บ้านเลขที่ ๑๔ หมู่ ๑ ต.ตะกุกใต้อายุร่วม ๖๐ ปี 

 

               กลับบ้านเกิดครั้งนี้ ยังอยู่ในฤดูผลไม้ ในสวนซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด พ่อเรียกมันว่าสวนสมรม (ผสมผสาน) สวนมรดกที่ผมได้รับนั้นมีทั้งทุเรียนบ้าน ลางสาด เงาะโรงเรียน มังคุด ลองกอง ขนุน กะท้อน สะตอ ฯลฯ ช่วงนี้คงปลายเงาะและทุเรียน แต่ลางสาดและลองกองเยอะมาก ราคาซื้อจากสวนไม่ชวนให้ตัดขายก็ว่าได้  ผมต้องรีบกลับไป!!! ไม่ใช่ไปขายหรอกครับ แต่หากไม่กลับบ้าน แม่ก็จะบังคับพี่ๆ ให้ขับรถเอาผลไม้มาให้ผมที่ทับเที่ยง ในฐานะเจ้าของสวน ผมเองยังกล่าวทีเล่นทีจริงว่าค่าน้ำมันรถขนผลไม้มาให้กินนั้น หากเปลี่ยนเป็นเงินมาซื้อกินคงจะเหลืออยู่หลายบาท แม่ก็จะแย้งว่าซื้อเขากินทำไม ในเมื่อสวนบ้านเราก็มี บ้านผมเป็นสังคมชนบทที่มีความผูกพันมาก พืชผักแทบไม่ต้องซื้อหากัน ในสวนของทุกคนจะมีครบครัน มีการมีงานยังสามารถแบ่งปันไปช่วยได้ตลอดงาน  สวนของผมก็เช่นกัน ที่เปรยเสมอว่าสวนแม่ใครอยากกินอะไรตามใจชอบไม่เน้นขาย 

รอบที่แล้วกลับ ทุเรียนยังไม่หล่น ห้อยรอเจ้าของ

 

ลองกองผสมลางสาด   ได้ข่าวว่าสุกรอเจ้าของไปเก็บแล้ว

 

               ปีนี้ทุเรียนบ้านราคาไม่ค่อยดี มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อลูกละ ๑๐-๑๕ บาท แต่จะคัดลูกโตๆ สวยๆ ซึ่งจริงแล้วๆ ทุเรียนบ้านเสน่ห์ก็คือลูกเล็ก คดคู้ รูปผลดูไม่สวย คนเลือกทุเรียนเป็นนั้นบอกว่าทุเรียนลูกเล็กๆ รสชาติและเนื้อแน่นอร่อยเป็นที่สุด อันนี้ผมขอยืนยัน!!! สวนของแม่ช่วงนี้เก็บทุเรียนได้วันละกว่า ๖๐ ลูก แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต แม่ว่าทุเรียนขายยากบางต้นก็ตัดทิ้งและไม่คิดปลูกเพิ่ม ทุเรียนในสวนนี้ก็เป็นอนิสงค์ของคุณตากับพ่อแม่ที่ปลูกไว้

 

 

               ด้วยความที่ทุเรียนเหลือมากและผลแตกง่าย ประกอบกับแม่อยากให้ลูกหลาน ได้ลิ้มรสทุเรียนอย่างทั่วถึง จึงนำทุเรียนมากวน ฝีมือกวนทุเรียนของแม่เรียกว่าขั้นเทพทีเดียว เพราะใช้ทุเรียนในสวนตนเองอย่างเดียว ใส่น้ำตาลทรายเล็กน้อย แต่จะไม่ปนทุเรียนพันธุ์ ยิ่งสารกันบูดไม่ต้องมาพูดเลย หลายปีก่อนแม่กวนทุเรียนเพื่อแบ่งให้ลูกหลาน เก็บไว้ทานได้ทั้งปี และเป็นของฝากญาติ ช่วง ๒-๓ ปีหลังมานี้แม่แก่ลงมาก ลงสวนแทบไม่ไหว พี่ๆ ต้องช่วยแบ่งเบาภาระลงเก็บทุเรียนในสวนแทน ขายบ้างแจกบ้าง ที่เหลือแม่จึงจะแกะเนื้อมากวน ได้ทุเรียนกวนวันละ ๕-๖ กิโลกรัม เนื่องจากกรรมวิธีกวนต้องใช้เวลา ๒-๓ ชั่วโมง ปีนี้เห็นแม่ขายทุเรียนกวนได้กิโลกรัมละ ๑๕๐ บาท ทั้งที่ในตลาดขายกันที่ ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่แม่ก็ยังคงบอกว่า...แบ่งให้เขาเอาไปกินกัน นี่ก็เสน่ห์ของแม่ผม!!!!

 

ปีที่แล้วผมสร้างบรรจุภัณฑ์ให้แม่ตั้งชื่อว่า "ทุเรียนกวนแม่กิ้มอ้อน" ของดีลุ่มน้ำคลองยัน 

แล้วแจกจ่ายในเพื่อนฝูงในตรังชิม มียอดซื้อมากมาย แต่มีวัตถุดิบจำกัด

 

ข้าวเหนียวดำ น้ำกะทิทุเรียนนี่ก็ของเด็ดที่แม่ทำอร่อย 

 

               คนริมเลนึกถึงชีวิตในวัยเด็ก ที่สนุกสนานกับการนอนขนำเฝ้าสวนทุเรียน แย่งเก็บทุเรียนกัน แม้วันเวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม บางครั้งแม่จะชวนผมไปเยี่ยมญาติ แม่กับพ่อมีญาติอยู่ที่บ้านท่าเคย อำเภอท่าฉาง ที่นั่นเขามีอาชีพทำนา ทำน้ำตาลโตนด บ้านอยู่ใกล้ทะเล จึงรุนเคยทำกะปิ  ตอนเด็กๆ แม่พาผมไปนอนบ้านญาติอย่างน้อย ๓-๔ คืน ตอนไปก็หอบผลไม้ และอื่นๆ เท่าที่จะหาได้ไปฝาก เที่ยวกลับแม่ต้องขนน้ำตาลโตนด กะปิ ข้าวเหนียวกวนกลับมาทุกปี    วัฒนธรรมไปมาหาสู่จึงเป็นสิ่งที่ผมได้สัมผัสมาตั้งแต่วัยเด็ก  ระยะหลังการเดินทางสัญจรคล่องตัวขึ้น  เราจึงไม่ได้ไปค้างคืนกัน แต่แม่ก็ยังไปมาหาสู่ทุกปี ปีนี้แม่ยังคงแจกทุเรียนบ้านและทุเรียนกวน พร้อมสะตอ ให้พวกลูกๆไปฝากญาติ เที่ยวกลับพวกเราก็ยังคงได้กะปิกับน้ำตาลมาหลายถุง ความสัมพันธ์ยังเหนัยวแน่นมาจนรุ่นลูกและคงต่อไปยังรุ่นหลานๆ  

 

ขนมเทียนใกล้เดือนสิบแล้วคงมีให้ทานทุกบ้าน 

 

กลับบ้านเที่ยวนี้ได้เจอครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาก็มีความสุข คนริมเลเหมือนกับได้เติมพลังเพื่อกลับไปลุยงานกันต่อ และไม่เคยลืมว่าสวนสมรมที่บ้านเกิดนี่แหละ สร้างเราให้มายืนตรงนี้ได้

 

พรุ่งนี้คงต้องลงสวน จะเก็บอะไรไปฝากพี่บ่าวกำหนัน และเพื่อนพ้องที่จะมานอนที่สินมานะฟาร์มสเตย์ดี ไม่รู้จะพอมีทุเรียนบ้านหล่นให้ทำข้าวเหนียวทุเรียนไปฝากซักหม้อได้มั้ย ลองกองจะได้ซักกี่เข่งไปฝากพรรคพวก บ้านพี่กำหนันจะกวนเรียนเหมือนบ้านคนริมเลมั้ย ถ้ากวนแล้วจะหรอยเหมือนทุเรียนกวนแม่กิ้มอ้อนหรือเปล่า สงสัยต้องหาให้ชิมซักโลสองโล 

ว่าแล้วก็กดเผยแพร่ 

อาบน้ำเตรียมตัวเดินทาง ไปนานเพียงสามชั่วโมง จากคนริมเลคงเปลี่ยนเป็นคนชายเขา  

แล้วจะมาเล่าเรื่องราวนอนหนำ กินลองกอง เหนียวเรียน 

โดย คนริมเล

 

กลับไปที่ www.oknation.net