วันที่ พุธ กันยายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากภาพเขียนสี ลายผ้าทอ ถึงลายกระหนกจากอินเดีย


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2556

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

ร่องรอยแรกสุดของภาพเขียนสีหรือลายแต้มต่างๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิน่าจะมีรากฐานมาจากรอยเลือดที่ป้ายลงบนร่างกายหรือสิ่งของ ซึ่งเกี่ยวพันอยู่กับความเชื่อในศาสนาผี และความเชื่อเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หรือพืชพรรณบางอย่าง

ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ประจำเผ่าพันธุ์และตระกูล (totem)

เช่นการเอาเลือดป้ายตามตัวให้มีรูปร่างคล้ายกบ หรือจระเข้ หรือบางทีก็ใช้ของมีคมแทงตามร่างกายให้เกิดบาดแผล เป็นลวดลายคล้ายสัตว์ ซึ่งเป็นต้นแบบของ “การสักร่างกาย” ในปัจจุบัน

ลายแต้ม” หมายถึงการเขียนภาพหรือแกะสลักเป็นเส้นสายต่างๆ บางทีก็ใช้เรียกสถานที่ที่มีรูปเขียน เช่น ถ้ำผาลาย ที่สกลนคร หรือ ผาแต้ม ที่ อุบลราชธานี เป็นต้น

ลายแต้มหรือภาพเขียนสีพบได้ตั้งแต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ราว 3,000 ปีมาแล้ว ทั่วอาณาเขตดินแดนอุษาคเนย์

โดยบริเวณที่มักพบลายแต้มเก่าแก่เหล่านี้ ล้วนเป็นสถานที่สำคัญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น มักเป็นทำเลที่มีความโดดเด่นเชิงภูมิศาสตร์ เช่นบนเพิงผา หน้าผา โขดหิน หรือในถ้ำ ก็มี

สถานที่เหล่านี้น่าจะใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ รวมถึงอาจเป็นที่เก็บศพ ฝังศพของผู้มีความสำคัญระดับหัวหน้าเผ่าหรือหมอผี

ภาพเขียนสีตามผนังเหล่านี้ น่าจะมีพัฒนาการมาพร้อมๆ กับงาน “เขียนลาย” เช่นการเขียนลายบนหม้อบ้านเชียง ซึ่งมีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว

การเขียนลายสีเป็นอีกเทคนิควิธีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเขียนลายก้นหอย ซึ่งเรียกกันว่า “ลายขวัญ” เพราะเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อดึกดำบรรพ์ของคนอุษาคเนย์เรื่อง “ขวัญ

ขวัญ” เป็นความเชื่อของชาวสุวรรณภูมิดั้งเดิม (ก่อนรับคติเรื่อง “วิญญาณ” จากพุทธศาสนา) โดยคนแต่ก่อนเชื่อว่า “ขวัญ” เป็นสิ่งที่ไม่ตาย แม้เจ้าของขวัญจะตายไปแล้วก็ตาม ขวัญจะยังคงล่องลอยไปรวมพลังกับขวัญของบรรพชนคนก่อนๆ เพื่อดูแลปกป้องคนรุ่นใหม่ และบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

ลายเขียนเป็นวงกลมก้นหอยซ้อนไปมาหลายชั้นบนหม้อบ้านเชียง มีลักษณะเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่า “ขวัญ” บนร่างกายมนุษย์และสัตว์ คือการหมุนเป็นเกลียวของเส้นผมที่กลางกระหม่อม

การเขียนลายขวัญบนหม้อ จึงสืบเนื่องอยู่กับความเชื่อเรื่องการเรียก “ขวัญ” ใส่หม้อ อันเป็นพิธีกรรมหนึ่งของคนดึกดำบรรพ์ ที่เชื่อว่าการเรียกขวัญใส่หม้อจะทำให้ขวัญอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ร่อนเร่พเนจร

การเขียนลวดลายในลักษณะ pattern นี้ ยังพบได้อีกในงานทอผ้า ดังปรากฏลายผ้าทอเป็น pattern ลวดลายต่างๆ ทั้งเรียบง่ายทั้งซับซ้อน อีกทั้งยังพบลวดลายผ้าทอออกแบบเป็นรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่นเดียวกับในภาพเขียนสีด้วย

“ลายไทย” หรือ “ลายกระหนก” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เป็นลวดลายของงานช่างอินเดีย เพิ่งเผยแพร่สู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว พ.ศ. 1000

ลายกระหนกจึงผูกติดอยู่กับความเชื่อทางพุทธศาสนา แต่มีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

ในภาษาไทย คำว่า ลายกระหนก คงเกิดขึ้นในราวสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยคำคำนี้ใช้เรียกตู้ลายทอง (ตู้ลายรดน้ำ) มาก่อน เพราะดั้งเดิมแล้ว คำว่า “กระหนก” แปลว่า “ทอง” แต่นานเข้า ความหมายจึงเลือนกลายเป็นหมายถึงลวดลายที่ปลายหยักสะบัดของลายทอง อย่างที่เราเข้าใจกันในทุกวันนี้

ลายกระหนกมีพัฒนาการที่สืบเนื่องยาวนาน และยังคงได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยศิลปินชั้นแนวหน้าหลายคนในปัจจุบัน ทั้ง อังคาร กัลยาณพงศ์ ถวัลย์ ดัชนี และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ดังนั้น นอกจากในงานจิตรกรรมประเพณีแล้ว ลายกระหนกจึงยังคงมีที่ทางอยู่ในวงการศิลปะสมัยใหม่ได้อย่างเต็มตัว 

ผิดไปจากลายผ้าทอและลายขวัญ ซึ่งถูกเหยียดลงเป็นเพียงงานประดับตกแต่ง (decoration) และไม่ได้รับการใส่ใจจากสังคมไทยมากนัก

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว pattern ลายขวัญและลายผ้าทอต่างหาก ที่เก่าแก่ และเป็นสมบัติดั้งเดิมของดินแดนสุวรรณภูมิแท้ๆ

(อ่านบทบรรยายของ สุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่อง “เส้นสายลายแต้ม ยุคดึกดำบรรพ์ ก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย” เพิ่มเติมได้ที่ http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2013/08/laitam190856.pdf)

ลายเส้นจำลองลายเขียนสีบนเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง จากหนังสือ วัฒนธรรมบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดย ชิน อยู่ดี

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net