วันที่ ศุกร์ กันยายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวาสดิ์มิเคยวาย ณ ที่ประทับสุดท้ายของเจ้านาย ... และ Princesse Marsi


 

ในช่วงหนึ่งของราชวงศ์ไทย ผู้สืบราชสันตติวงศ์แต่ละรัชสมัยมีเป็นจำนวนมาก

พระโอรส-ธิดาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มี 30 พระองค์ ต่อมาใน ราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มี  42 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 82 พระองค์

ถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดูจะเป็นรัชกาลสุดท้ายที่ยังมีจำนวนพระราชโอรส-ธิดามากอยู่ แต่ด้วยธรรมเนียมสมัยก่อน ที่เจ้านายส่วนมากรวมถึงราชวงศ์อื่น เช่น ในยุโรป เกี่ยวดองกันจากวงศาคณาญาติ ลูกหลานเป็นสายเลือดใกล้ชิด จึงมักมีอายุไม่ยืนยาว ในจำนวนรัชทายาท 77 พระองค์ ของพระพุทธเจ้าหลวงนั้น ก็สิ้นไปแต่ยังเยาว์ไม่น้อย ที่ยังเหลืออยู่ก็แยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่พัฒนาบ้านเมืองตามแต่สายงานที่ถูกกำหนดให้ไปศึกษาหาความรู้ ไม่เฉพาะแต่พระราชโอรส

 

 

ในจำนวนพระภรรยาเจ้าทั้งสี่พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ต่างเป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสามพระองค์ประสูติในสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา เรียงลำดับอายุและตามพระอิศริยศเวลานั้น คือ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี

ส่วน พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ประสูติในเจ้าคุณจอมมารดาสำลี หลังจากพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หกเดือนพอดี

พระภรรยาเจ้าทั้งสี่พระองค์ มีพระเกียรติยศเสมอกันทุกพระองค์ จนภายหลังพระเกียรติยศนั้นจะเพิ่มพูนขึ้นอยู่กับการมีพระโอรสเป็นสำคัญ

พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี เป็นพระภรรยาเจ้าที่ทรงให้กำเนิดสมเด็จเจ้าฟ้าเป็นพระองค์แรกที่ประสูติในเศวตฉัตร คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์สุขุมขัตติยกัลยาวดี ห่างกันไม่ถึงปีสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวีก็ทรงมี สมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  ถัดมาอีกปีสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีจึงทรงมีพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางคทัศนียลักษณ์ อัครวรราชกุมารี 

สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์สุขุมขัตติยกัลยาวดี ทรงเป็นที่เลื่องลือว่าทั้งฉลาดและมีพระสิริโฉมยิ่งนัก  เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เหลือเกิน โดยโปรดเรียกหาว่า ‘ลูกหญิง’ ทุกคำ ในยามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกิจในช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 อันเป็นความลับของประเทศก็โปรดให้มีเพียง เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ และ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เพียงสองพระองค์เข้าเฝ้าใกล้ชิด

ไม่นานนัก เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ประชวรด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย และเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2437

เป็นอีกความสูญเสียครั้งใหญ่ หลังจากอุบัติเหตุเรือล่มในขบวนตามเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินเมื่อต้นรัชกาล อันเป็นเหตุให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พร้อมสมเด็จเจ้าฟ้าหนึ่งพระองค์ในพระครรภ์ และพระธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ สิ้นพระชนม์

ต่อมา เจ้าฟ้าสุทธาทิพย์ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร รับราชการเป็นราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับพระราชทานกรมสูงสุดถึงกรมหลวง และเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ในโอกาสคล้ายวันประสูติเพื่อสร้างตึกให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่คงเห็นอยู่ในวันนี้ว่า ตึกสุทธาทิพย์

ในภายหลังเจ้าฟ้าสุทธาทิพย์ทรงมาประชวรและสิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชันษาเพียง 46 พรรษา

 

 

ผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่มีความรักใคร่ ห่วงใยอย่างใกล้ชิด คือ พระมเหสี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา ได้อยู่รวมกันหลังจากที่ได้ล่วงลับไปแล้ว การสร้างอนุสาวรีย์ของพระมเหสีและเจ้าจอมก็เพื่อให้ลูกได้อยู่รวมกับแม่ หรืออย่างน้อยในบ้านของแม่ เว้นแต่กรณีที่พระราชโอรสหรือพระราชธิดาสิ้นพระชนม์ก่อนพระมารดา ก็สร้างอนุสาวรีย์ของพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้นไปก่อน

 

ในเวลานั้น มีสุสานหลวงเกิดขึ้นแล้ว ณ วัดเทพศิรินทราวาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สถาปนาขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่พระราชมารดา และใช้เป็นที่ปลงศพเจ้านายทุกชั้นบรรดาศักดิ์ ขณะที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมีสถานะเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาล เหมาะที่จะใช้เป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิและพระสรีรังคารของบรรดาเจ้านายที่รักใคร่ที่สืบสายสกุลจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จึงเป็นที่มาของกำเนิดสุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

 

 

แรกเริ่ม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ทรงเป็นแม่กองในการก่อสร้างสุสานหลวงวัดราชบพิธฯ จนสิ้นพระชนม์ไปเมื่อ พ.ศ. 2440 จากนั้นก็ได้พระองค์เจ้านิลวรรณ เป็นผู้ทรงงานสืบต่อมา อนุสรณ์สถานที่ก่อสร้างขึ้นมามีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป ทั้งพระเจดีย์ พระปรางค์ วิหารแบบไทย ขอม และก็อธธิค ประกอบกันอยู่ท่ามกลางสวนแห่งพรรณไม้ไทย และที่ขาดไม่ได้ คือ ร่มเงาของลั่นทมแดง – ไม้ที่ปลูกกันในวังเจ้านาย

สุสานหลวงวัดราชบพิธฯ จึงร่มรื่น แม้บ้านเมืองจะร้อนรุ่ม ในรอบรั้วก็ยังสงบเย็น

และแม้บรรยากาศนอกรั้วจะเย็นชา ภายในก็ยังโอบอุ้มความรู้สึกได้อบอุ่น

 

 

 

 

 

ที่ประทับสุดท้ายของเจ้านาย ตามแต่ละสายของพระราชมารดาและพระมารดา ประกอบไปด้วยพระภรรยาเจ้าชั้นลูกหลวง หลานหลวง พระราชชายา เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม มีถึง  34 อนุสาวรีย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในจำนวนนั้น ยังมีเจดีย์ 4 องค์ เรียงลำดับจากทิศเหนือไปใต้

 

 

 

มีความพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมเหสีทั้งสี่พระองค์ พร้อมนามพระราชทานว่า สุนันทานุสาวรีย์ – รังษีวัฒนา – เสาวภาประดิษฐาน – สุขุมาลนฤมิตร์

 

 

 

 

 

 

สุนันทานุสาวรีย์ เป็นที่บรรจุพระสรีรางคารของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางคทัศนียลักษณ์ อัครวรราชกุมารี

 

รังษีวัฒนา บรรจุพระอัฐิและพระสรีรังคารของพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ซึ่งรวมถึงสมาชิกสายราชสกุลมหิดล ตั้งแต่ต้นสาย คือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

ในขณะที่พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล จะถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานภายในพระบรมมหาราชวังเฉกเช่นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในรัชกาลก่อนหน้า

 

เสาวภาประดิษฐาน เป็นที่บรรจุพระสรีรางคารพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และในสายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมาชิกบางพระองค์ในสายราชสกุลจักรพงษ์ และสายราชสกุลจุฑาธุช

 

 

สุขุมาลนฤมิตร์ เป็นที่บรรจุพระสรีรังคารของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี)

 

 

 

พระประยูรญาติ และพระโอรสธิดาซึ่งมีเพียงสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในชั้นหลานจึงมีเพียงสมาชิกในสายราชสกุลบริพัตร ได้แก่

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธวงษ์วิจิตร

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าจันทรกานตมณี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปรียชาติสุขุมพันธุ์

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ (ในหม่อมสมพันธ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา)

 

 

 

เมื่อท่านหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร เสด็จจากไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ณ กลางหุบเขา Alpes de Haute Provence ของประเทศฝรั่งเศส ก็เป็นเวลาเหมาะที่จะเสด็จกลับคืนสู่ประเทศไทย

 

 

ในฐานะ หลานปู่ของทูลกระหม่อมบริพัตร และหลานทวดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี จึงไม่มีที่ประทับใดจะเป็นบ้านอบอุ่นได้เท่า สุสานหลวงวัดราชบพิธฯ ท่ามกลางพระประยูรญาติใกล้ชิดแวดล้อม

 

*********

 

พญาโศก เพลงฝรั่ง พระนิพนธ์ของ

จอมพล จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต   

Uploaded by Suttipong Phuensaen

 

*ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชม สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมา แม้ไม่มีกฎกำกับ สุภาพชนควรแต่งกายให้เหมาะสมโดยเฉพาะสุภาพสตรีควรสวมกระโปรง ตามขนบธรรมเนียมเมื่ออยู่ต่อหน้าที่ประทับเจ้านาย

** กราบถวายงาน ส่งเสด็จ Princesse Marsi กลับสู่เมืองไทย  

*** ฝีแปรง และงานปั้น ศิลปะนอกกรอบของ Princesse Marsi

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net