วันที่ อังคาร ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มหันตภัย 2 ปีไม่จบ "น้ำเปื้อนนิวเคลียร์" ฟูกูชิมะ ไทยเฝ้าระวังอาหารญี่ปุ่น


 

         ผ่านล่วงเลยไปแล้วกว่า 2 ปี แต่มหันตภัยกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ยังคงแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาเป็นระยะๆ รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มเงินไปกว่า 7.5 ล้านล้านบาทแล้ว แต่ดูเหมือนต้องควักกระเป๋าเพิ่มอีก

 

 

เนื่องจากวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา น้ำหล่อเย็นปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีกว่า 300 ตัน รั่วไหลจากแท็งก์กักเก็บถูกกระจายข่าวออกไปทั่วโลก

 

          น้ำปนเปื้อนที่รั่วไหลออกมานั้น มีปริมาณ 1 ใน 10 ของสระว่ายน้ำโอลิมปิก ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเพิ่มเตือนภัยเป็นระดับ 3 “เหตุการณ์ร้ายแรง” ทันที พร้อมสั่งตรวจสอบแท็งก์เก็บน้ำหล่อเย็นที่เหลืออีก 1,000 ถัง!!

          ปัญหาที่สร้างความหวาดผวาให้แก่เจ้าหน้าที่ในโรงไฟฟ้าคือ น้ำหล่อเย็นที่รั่วไหลออกมา จนกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ทั่วบริเวณถังเก็บน้ำถังนั้น ผลตรวจสารพิษกัมมันตภาพรังสีพบว่าเข้มข้นมากถึง 100 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หมายถึงใครก็ตามที่ได้รับรังสีเหล่านี้ภายใน 1 ชั่วโมงจะเทียบเท่ากับปริมาณที่คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับตลอดระยะเวลา 5 ปี และไม่ได้มีแค่ 1 ถังเท่านั้น อาจมีอีก 350 ถังเสี่ยงรั่วไหลด้วยเหมือนกัน เพราะแท็งก์เก็บน้ำหล่อเย็นเกือบทั้งหมด เพิ่งสร้างขึ้นมาภายใน 2 ปี เพื่อกักเก็บน้ำปนเปื้อนไม่ให้กระจายออกนอกพื้นที่โรงไฟฟ้า

 

          เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานกำกับนิวเคลียร์ญี่ปุ่น (เอ็นอาร์เอ) ออกแถลงการณ์ว่า พื้นดินรอบๆ ถังเก็บน้ำปนเปื้อนรังสีในโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ มีค่ากัมมันตภาพรังสีสูงถึง 2,200 มิลลิซีเวิร์ต หากเปรียบเทียบกับเช้าวันที่ 15 มีนาคม 2554 หลังเกิดอุบัติเหตุนั้น ตรวจวัดกัมมันตภาพรังสีได้ประมาณ 1,000 มิลลิซีเวิร์ต ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขและแรงงานญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้ทำงานภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รับได้จำกัดเพียง 250 มิลลิซีเวิร์ตต่อปีเท่านั้น ข้อมูลข้างต้นสร้างความหวั่นวิตกให้หน่วยงานเฝ้าระวังรังสีนิวเคลียร์ทั่วโลก

 

          ดร.สิวินีย์ สวัสดิ์อารี นักฟิสิกข์สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผู้ติดตามกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ แสดงความเห็นว่า ตอนนี้ตัวเลขทุกอย่างยังไม่ชัดเจน เพราะน้ำเหล่านี้เกิดจากการใช้ฉีดให้ความเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 4 เตา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าใช้น้ำไปเท่าไหร่ แล้วภายใน 2 ปี แล้วสุดท้ายจะเอาน้ำปนเปื้อนที่เก็บไว้ไปทำอะไร แม้จะมีการสร้างกลไกบำบัดน้ำเป็นระยะก็ตาม คงต้องรอดูรายละเอียดอีกว่า น้ำที่รั่วไหลออกมามีสารปนเปื้อนอะไรและปริมาณเท่าไร เช่น ไอโอดีน ซีเซียม ฯลฯ สำหรับประเทศไทยยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะอยู่ไกล กว่าจะมาถึงบ้านเราคงต้องตรวจพบการปนเปื้อนในน้ำทะเลของเกาหลีและจีนก่อน

 

          สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.สัญชัย นิลสุวรรณโฆษิต หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แหล่งไฟฟ้าของเมืองฟูกูชิมะถูกตัดขาด ทำให้ระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ทำงาน เมื่อความร้อนและความดันสูงขึ้นเรื่อยๆ แท่งแกนปฏิกรณ์จึงเกิดความร้อนจนถึงจุดเริ่มหลอมละลาย ทำให้สารกัมมันตรังสีแพร่กระจายออกมา

          แม้เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 2 ปี แต่การฉีดน้ำหล่อเย็นแท่งแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังคงต้องทำต่อเนื่องทุกวัน อาจใช้น้ำถึงวันละ 300-400 ตัน คาดว่าน้ำเหล่านี้จะถูกใช้ซ้ำๆ เวียนไปเรื่อย เพราะเป็นน้ำที่เปื้อนรังสีอยู่แล้ว ปัญหาตอนนี้คือป้องกันไม่ให้น้ำที่รั่วไหลออกมาลงไปถึงแหล่งน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดิน เพราะจะทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงเดือดร้อนหากใช้แหล่งน้ำเดียวกัน

 

          "การปนเปื้อนในน้ำทะเลยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะน้ำทะเลมีมหาศาลสามารถเจือจางน้ำปนเปื้อนรังสีเพียงไม่กี่ร้อยตันได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องสัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่เป็นระยะยาว ปกติแล้วเมื่อสิ่งมีชีวิตได้รับกัมมันตภาพรังสีเข้าไป พิษรังสีจะค่อยๆ สะสมในร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวมากขึ้น ระบบเลือดผิดปกติ สะสมในกระดูก จนกลายเป็นมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ แต่ถ้าใครได้รับมากๆ แบบเฉียบพลันอาจเสียชีวิตทันที ที่จะกระทบเมืองไทยบ้างคงเป็นเรื่องอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น แต่ตอนนี้รัฐบาลของเขาสั่งห้ามจับสัตว์น้ำบริเวณนั้นอยู่แล้ว และมีการเฝ้าระวังพืชผักผลิตผลทางการเกษตรด้วย สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงมาก" ดร.สัญชัยกล่าว

 

 

          ย้อนกลับไปเมื่อเมื่อเดือนมีนาคม 2554 หลังเกิดวิกฤติกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลที่เมืองฟุกุชิมะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดเงื่อนไขนำเข้าอาหารเสี่ยงปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเพิ่มเติมทันที ประกาศใช้เมื่อ 11 เมษายน 2554 โดยกำหนดให้อาหารทะเล ผัก ผลไม้และผลิตภัณฑ์จากฟาร์ม หรือกลุ่มอาหารเนื้อ นม ไข่ จาก 12 เมืองในญี่ปุ่น ต้องมีเอกสารรับรองการตรวจกัมมันตรังสีไม่เกินอัตราที่กำหนด หากฝ่าฝืนนำอาหารปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเกินมาตรฐานเข้าประเทศไทย มีโทษปรับ 5 หมื่นบาท จากการสุ่มตรวจปลาสดนำเข้าจากญี่ปุ่นของด่าน อย. ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2554-26 ตุลาคม 2555 จำนวน 413 ตัวอย่าง พบ 28 ตัวอย่างมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแต่ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

 

 

          นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวรับรองว่า การเฝ้าระวังอาหารปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านไป 2 ปีแล้ว เพียงแต่ลดจำนวนเมืองที่ตรวจเข้มลงจาก 12 เมือง เหลือเพียง 8 เมือง คือ ฟูกูชิมะ กุมมะ อิบารากิ โทจิงิ มิยางิ โตเกียว ชิบะ และคานากาวะ ที่ผ่านมามีตัวแทนจากญี่ปุ่นพยายามเข้ามาเจรจาขอให้ผ่อนปรนการตรวจสอบเป็นระยะๆ แต่ทาง อย.ยังคงพิจารณาให้ใช้เงื่อนไขเดิม และหลังเกิดเหตุการณ์น้ำปนเปื้อนรังสีรั่วไหลออกมาอาจต้องเข้มงวดมากขึ้นอีก

 

          สำหรับ "วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ" ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง ผู้เกาะติดโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศมายาวนานกว่า 10 ปี แสดงความเห็นว่า บทเรียนจากฟูกูชิมะทำให้รู้ว่าประเทศญี่ปุ่นต้องทุ่มกำลังเงิน กำลังคนและทรัพยากรมหาศาลเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ฯลฯ แต่ผ่านไป 2 ปียังคงมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ หากเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว ถ้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างสำเร็จจริงแล้วเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ขึ้น คนไทยจะแบกรับค่าใช้จ่ายเท่าประเทศญี่ปุ่นได้หรือไม่

 

 

          "เจอแบบฟูกูชิมะไทยคงกลายเป็นประเทศล้มละลายทันที กลุ่มที่อยากสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยส่วนใหญ่มักอ้างเรื่องต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าถ่านหินหรือพลังไฟฟ้าประเภทอื่น แต่พวกเขาไม่ได้เอาต้นทุนการเกิดอุบัติเหตุรวมเข้าไปด้วย 1.ถ้าเกิดความผิดพลาดหรือภัยธรรมชาติแล้วทำให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาจากโรงไฟฟ้าจะทำอย่างไร 2.ค่าใช้จ่ายในการดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลได้รวมอยู่ในต้นทุน อยากให้หลายฝ่ายทบทวนเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยอย่างจริงจัง" วิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

เกณฑ์อาหารเปื้อน "รังสี"

 

อย.กำหนดปริมาณรังสีปนเปื้อนในอาหาร 3 ชนิดคือ

-ไอโอดีน 131 (Iodine -131) ไม่เกิน 100 เบคเคอเรล

-ซีเซียม 137 (Caesium-137) และ ซีเซียม 134

  รวมกันไม่เกิน 500 เบคเคอเรล

อันตรายจากการบริโภครังสีปนเปื้อนในอาหาร ร่างกายจะดูดซึมเข้าสะสมในเนื้อเยื่อตับและไขกระดูก หากสะสมต่อเนื่องอาจทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือภาวะขาดฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ ผมร่วง ต้อกระจก ภาวะสืบพันธุ์ผิดปกติ ฯลฯ

          - ทีมข่าวรายงานพิเศษ-

             คมชัดลึก 17/09/2556

++++

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net