วันที่ พุธ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แรงงานข้ามชาติกับใบแจ้งออกที่ยังคงอยู่ คือโซ่เส้นใหญ่ของรัฐ และนายทุน


 

แรงงานข้ามชาติกับใบแจ้งออกที่ยังคงอยู่ คือโซ่เส้นใหญ่ของรัฐ และนายทุน

 

   “พวกเขาเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ต้องมีเจ้านายค่อยจับเชือกควบคุม มิให้หนีไปอยู่กับคนอื่น  เป็นเหมือนทาสที่ต้องสังกัดมูลนาย  รัฐมีระเบียบกฎเกณฑ์ห้ามออกไปทำงานที่อื่น คงยากที่จะเชื่อว่ากฎหมายฉบับใหม่ถูกตราออกมาเพื่อลิดรอนสิทธิและอิสระในการทำงานแทนที่จะมุ่งคุ้มครองสิ่งศักดิ์สิทธิในความเป็นคน”

             อิสระในการทำงานคำนี้ยังใช้ได้จริงอยู่หรือ เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิที่ทุกคนต้องเคารพและทำตามอย่างกฎหมาย คือตัวลิดรอนความอิสระนี้เสียเอง   หากกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนแล้วย่อมหมายถึง ความพึงมีพึงได้ของคนทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ หากได้ชื่อว่าเป็นคนแล้วย่อมมีสิทธิตรงนี้ เหตุใดแรงงานพม่าในไทยซึ่งเป็นคนคนหนึ่ง จึงยังขาดสิทธิในการเลือกงานอย่างอิสระอันเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งอยู่  พวกเขาเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ต้องมีเจ้านายค่อยจับเชือกควบคุม มิให้หนีไปอยู่กับคนอื่น  เป็นเหมือนทาสที่ต้องสังกัดมูลนาย  คงยากที่จะเชื่อว่ากฎหมายฉบับใหม่ถูกตราออกมาเพื่อลิดรอนสิทธิและอิสระในการทำงานแทนที่จะมุ่งคุ้มครองสิ่งศักดิ์สิทธิในความเป็นคน  เรามักจะพบเห็นการผลักดันในรูปแบบต่างๆเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และกัมพูชาในขณะนี้ กลับตรงกันข้าม  “ไม่สามารถเปลี่ยนย้ายนายจ้างได้ถ้านายจ้างเก่าไม่ยินยอม” โดยกลไกของตัวแก้ปัญหานี้กลับถูกหยุดไว้ กลไกการให้หน่วยงานของรัฐออกมารับรองถึงการออกจากงานแทนที่นายจ้างเดิมกรณี เกิดข้อพิพาททางแรงงานกัน การยื่นมือเข้าไปหยิบยื่นความยุติธรรมให้แรงงานผู้ด้อยสถานะทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรัฐถูกทำลายไป เหลือเพียงคำกล่าวที่ว่า  ใครดีใครได้  หรือ เอาตัวรอดเป็นยอดคน เท่านั้น หลายครั้งคำว่า ใบแจ้งออก ถูกหยิบยกขึ้นมาในรูปของปัญหาที่น่าเอือมระอา ทั้งผู้ที่ประสบพบปัญหาด้วยตัวเองและผู้รับฟังในฐานะผู้ช่วยแก้ปัญหา  บางหน่วยงานอย่างสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเองไม่เข้าใจรายละเอียดของเอกสารนี้เท่าใดนัก แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกนายจ้างมาเพื่อการขอใบแจ้งออก โดยนำเรื่องกรณีพิพาทตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาเป็นช่องทาง และเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเสียด้วย

            ด้วยกฎหมาย กฎระเบียบในทางปฎิบัติ หรือ ด้วยธรรมเนียมการจัดจ้างของเหล่านายจ้าง นายทุน ก็ตาม การเรียกร้อง เอกสารที่เรียกกันเต็มปากเต็มคำว่า “ใบแจ้งออก” นี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงจนถึงขั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว    กล่าวง่ายๆคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหนหากเป็นคนต่างด้าว เคยทำงานที่อื่นมาก่อน และต้องการมาทำงานในที่ใหม่ สิ่งต้นๆที่ทางนายจ้างเรียกร้อง       หาใช่ คุณสมบัติในการทำงานที่ครบ   หาใช่การทำงานแข็งขัน  แต่สิ่งนั้นคือ ใบแจ้งออกนี้เอง เหตุใดเอกสารใบเล็กๆนี้จึงสำคัญนัก  สิ่งที่ผุดขึ้นมาในความนึกคิดความรู้สึกคนคนทั่วไปคือ การพยายามควบคุมคนต่างด้าว ต่างชาติ ต่างภาษา มาตรการหนึ่งของรัฐ อาจเพื่อความมั่นคง หวาดระแวงต่อการมีอิสระเยี่ยงมนุษย์ของเหล่าคนต่างชนชาติพวกนี้และอาจเป็นมาตรการควบคุมลูกจ้างแหล่งที่นำใาซึ่งรายได้ก้อนโตของทางนายจ้างด้วย  เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อสวมปลอกคอและอาจรวมถึงพยายามประทับตราความเป็นเจ้าของแรงงานเพื่อความง่ายในการจัดเก็บระเบียน และข้อมูลของทั้งตัวแรงงานเอง และ นายจ้างต้นสังกัด   เหตุผลอีกอย่างที่เห็นได้ชัดและเกิดปัญหาเป็นที่น่าเคลือบแคลงแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องนี้ เห็นจะได้แก่ เหตุผลที่ว่า ใบแจ้งออกเป็นสิ่งประกันที่แน่นหนา เป็นข้อต่อรองของนายจ้างกับลูกจ้างผู้ประสงค์เข้ามาทำงานหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

            ลูกจ้างผู้ต้องทนทุกข์กับทั้งสภาพการทำงาน หรือ   การกดขี่ทางค่าจ้าง ไม่สามารถเลือกจะหันหลังให้กับนายจ้างเก่าได้หากปราศจากลายเซ็นของนายจ้างจรดลงบน ใบแจ้งออกนี้ เพราะหากลาออก แน่นอนว่าตนไม่สามารถหานายจ้างใหม่ได้

            ดังนั้นเราจะสามารถเห็นวงจรการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างนายจ้างเพื่อต่อรอง หรือ อาจเรียกว่าข่มขู่ลูกจ้างมิให้ขัดขืน มิให้คิดลาจากแม้ต้องประสบเคราะห์กรรมจากการทำงานให้ตนอย่างแสนสาหัสก็ตาม  โดยมีองค์กรและหน่วยงานของรัฐเป็นเเครื่องมืออำนวยความสะดวกและความศักดิ์สิทธิให้  บ่อยครั้งที่แรงงานพยายามปลดเปลื้องตนเองให้กลับมาเป็นอิสระเยียงคนพึงมี โดยการจ่ายเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานแก่นายจ้าง  ยุติธรรมดีแล้วหรือที่มีกลไกต่างๆเหล่านี้ออกมาเพื่อกดขี่มนุษย์ด้วยกันเอง ควรแล้วหรือที่คนคนหนึ่งต้องสูญเสียอิสรภาพในการเลือกงานของตน เพราะนโยบายเพื่อความมั่นคงที่ไม่ถูกจุดและขาดซึ่งประสิทธิภาพนี้ หากเป็นเพียงเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้เหล่านายทุนและเหล่าผู้รับใช้ประชาชนจอมปลอมเท่านั้นเอง

            กฎหมายใหม่ ที่ถูกกล่าวขวัญในลักษณะบีบคั้นจนยากหาทางออกนี้   ห้ามเปลี่ยนประเภทงาน และห้ามเปลี่ยนย้ายนายจ้างโดยปราศจากความยินยอมของนายจ้างเดิม นอกจากสร้างความยุ่งยากแก่แรงงานแล้ว ยังสร้างโอกาสแก่เหล่านายหน้านักหลอกลวงอีกมากมาย  ไม่ยากเลยที่แรงงานผู้ไร้ทางออกจะหลงเชื่อโอกาสน้อยนิดอันริบหรี่ที่นายหน้าเสนอขึ้นมา  ทั้งสามารถแจ้งเปลี่ยนงาน เปลี่ยนประเภทงาน หรือติดต่อขอใบแจ้งออกให้ได้โดยแลกกับเงินก้อนโต จนในที่สุดพวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของเหล่านายหน้าผู้กระหายเงิน การหยิบยื่นความยุติธรรมแม้เพียงเล็กน้อยจะช่วยลดปัญหาทั้งกับตัวเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นกำลังส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติและลดปัญหาทางสังคมที่จะตามมาได้อีกด้วย

 

นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)

2013

 

โดย สมพงค์สระแก้ว

 

กลับไปที่ www.oknation.net