วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หยุดเขื่อนแม่วงก์ สะเทือนให้ถึงแม่แจ่ม


มาช้าดีกว่าไม่มา ใช่มั้ยครับ สำหรับเรื่องเขื่อนแม่วงก์ สำหรับผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ได้รู้ข่าวว่า อ.ศศินจะเดินแบก EHIA มาฉีกที่กรุงเทพฯ แล้วว่าเช้าวันอาทิตย์จะไปเดินด้วย ซึ่งคืนก่อนหน้านั้นก็พยายามโทรชวนเพื่อนๆ ไปเดินร่วมขบวนด้วย และก็มั่นใจว่าตอนไปเดินจริงต้องเจอเพื่อนร่วมทางที่คุ้นหน้าแน่ๆ ในฐานะเด็กกิจกรรมเก่า 555

และแน่นอน กลุ่มแรกที่เจอ คือ พี่พร สิงห์มือซ้าย และ พี่ชาลี นักส่องนกประจำบ้านโอเค

เพื่อนที่ไปเดินกับผมตั้งแต่หัววัน คือ ไอ่เก่งครับ มือตัดต่อเสียงของกล่องอากู๋ ซึ่งก็เป็นคอการเมือง และ พยายามหามุมกล้องลงเฟรมที่นักข่าวสัมภาษณ์ อ.ศศิน และพยายามโบกไม้โบกมือส่งเสียงให้ที่บ้านมันรู้ว่า ไม่ได้เถลไถลที่ไหน

ช่วงที่เดินบนถนนวิภาวดี ผมก็พยายามชวนคนคุยด้วย ซึ่งคนที่ผมผู้ด้วย คือ ลุงรอน

ลุงรอนเป็นคนเชียงใหม่ ที่มาร่วมเดินเท้า คัดค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์ตั้งแต่วันเสาร์ที่รังสิต

เขาเล่าให้ผมฟังว่าฟังข่าวมา แล้วก็ตัดสินใจมากับเพื่อนอีก 8 คนนั่งรถบัสมากรุงเทพฯ ลงที่รังสิตและตั้งใจเดินร่วมขบวนกับ อ.ศศิน ก็เพื่อศึกษาวิธีการเคลื่อนไหว การสื่อสารกับผู้คน เพราะลุงรอนบอกว่า การจัดการโครงการน้ำในครั้งนี้ ไม่ได้สร้างเพียงแค่ “เขื่อนแม่วงก์” เท่านั้น

ลุงรอนเล่าให้ฟังเสริมอีกว่า ที่เชียงใหม่ หมู่บ้านของลุงซึ่งเป็น กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ที่อยู่ในบริเวณแม่แจ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม ซึ่งเขื่อนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการน้ำ สามแสนห้าหมื่นล้านของรัฐบาลด้วย

ซึ่งเรื่องเขื่อนแม่วงก์ เราพยายามคัดค้านด้วยสาเหตุของเรื่องความสมบูรณ์ของป่าผืนตะวันตก และ แหล่งอาหารของสัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียง แต่ที่แม่วงก์ มันเป็นเรื่องของชีวิตมนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น

ลุงรอนเล่าให้ฟังว่า คนกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ในช่วงชีวิตของลุงรอนที่เห็นมา ตั้งแต่เลี้ยงชีวิตด้วยการปลูกข้าว และพัฒนามาปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพด จนปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของชาวบ้านก็ต้องเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพที่ออกห่างจากธรรมชาติสู่สังคมเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวลุงรอนเอง ปัจจุบันก็มีอาชีพเสริมนอกฤดูเพาะปลูก เป็นไกด์นำเที่ยวให้ชาวต่างชาติ

แต่การสร้างเขื่อนแม่แจ่มเพื่อ “การจัดน้ำ” ของรัฐบาลนี้ พยายามไล่รื้อถอนชุมชนเกินกว่า 10 หมู่บ้านในบริเวณนั้น ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ หมดทางเลือกในการดำเนินชีวิต ลุงรอนบอกว่า นึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าต้องสร้างเขื่อนจริงๆ จะไปอยู่ตรงไหนของเชียงใหม่

เพราะที่ต่างๆ ในเชียงใหม่ก็มีคนอยู่อาศัยหมดแล้ว และยิ่งไม่ต้องคิดถึงการเข้าไปอยู่ในเขตตัวเมืองเลย เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกสร้างทักษะให้ทำเงินไปพอสำหรับชีวิตในเมือง

DSC00734-8

และเดินมาเรื่อยๆ ใกล้ตัวเมืองมากขึ้น บริเวณแนวรถไฟฟ้า ผู้คนก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผมบอกไม่ได้จริงๆ ว่ามีคนมากเท่าไหร่ แต่เริ่มเห็นคนที่ถูกเรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ที่มากับรถไฟฟ้ามาสมทบตลอดสาย

สิ่งที่ ลุงรอน ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่ที่แม่แจ่ม ตกใจ คือ ภาพที่ชาวบ้าน เคยคิดว่า คนเมืองอยู่สบายคงไม่เคยสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ลุงรอนไม่สงสัยอีกต่อไป ตลอดทางผมชี้ บุคคลที่มาร่วมขบวนว่า ใครเป็นใคร เท่าที่ผมพอรู้จักอย่าง พี่เวียง วัชร แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน ที่ทรงอิทธิพลในวงการนักเขียน

DSC00770-22

DSC00744-12

คุณประสาร มฤคพิทักษ์  ส.ว.สรรหาและประธานอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

ส่วนภาพนี้ มือวาดการ์ตูนที่เจ๋งที่สุดประจำบ้านโอเคเนชั่นก็ส่งอวตารมาด้วย เลยพลาดไม่ได้ต้องขอถ่ายรูปคู่ราวกับดาราตัวเป็นๆ

DSC00787-26

 

อย่างไรก็ตาม ให้ตายเหอะ ระหว่างทางผมก็ทำอย่างที่ อ.ศศินทำ คือ เล่น facebook ไปด้วย ซึ่งก็เหล่านักวิจารณ์ก็วิจารณ์ปรากฏการณ์ของผู้คนที่ร่วมขบวนครั้งนี้ ว่าเป็นความฟินของชนชั้นกลางที่แสนจะโรแมนติก

แต่เอาเข้าจริง การเดินเท้าสำหรับผมครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ไกลอะไรมาก คร่าวๆ น่าจะประมาณ 8-10 กิโลเมตร ตั้งแต่ เก้าโมงเช้าจากบริเวณอาคารชินวัตร 3 ถึงประมาณบ่ายโมงตรงที่อนุสาวรียชัยสมรภูมินั้น โคตรจะไม่โรแมนติกเลยนะครับ  การเดินเท้าบนถนนในบริเวณเมืองที่เป็นถนนที่มีปริมาณการใช้หนาแน่นในวันปกติ  ฝุ่น ควัน ก็สะสมในถนนเยอะ มันไม่สนุกเลยนะครับ แม้ว่าในใจจะคิดว่า โอกาสที่จะได้เดินบนถนนคงไม่เยอะก็ตาม  แต่การเดินแบบนี้ ใช้พลังมากกว่าเดินบนสายพานในฟิสเนตแน่ๆ

สุดท้าย ถ้าให้ผมพูดสั้นๆ ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ผมไปร่วมเดินในครั้งนี้มี สามข้อ คือ

1  การสร้างเขื่อน มีเงินเมื่อไหร่ก็สร้างได้ แต่ประเทศเราไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าสามารถสร้างป่าได้

2 ไม่มีหลักประกันอะไรว่า เขื่อนจะช่วยน้ำท่วมได้

3 ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ที่ผ่านมา เขื่อนกลับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะระบบการจัดการน้ำที่ยุ่งเหยิง ไร้ประสิทธิภาพ และเชื่อว่าถูกนักการเมืองที่มีอำนาจจัดการอย่างไร้หลักการณ์ การมีเขื่อนมากขึ้นจึงไม่สามารถเป็นหลักประกันอะไรได้เลย

และที่เหลือลองชมภาพบรรยากาศดูนะครับ

DSC00785-25

DSC00777-24

DSC00776-23

 

DSC00768-21

DSC00764-20

DSC00761-19

DSC00760-18

 

 

DSC00751-15

DSC00749-14

DSC00745-13

 

DSC00743-11

DSC00741-10

DSC00736-9

 

 

DSC00726-6

DSC00716-5

DSC00715-4

โดย kokoyadi

 

กลับไปที่ www.oknation.net