วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่มีแล้วป่า.มีแต่ภูเขาหัวโล้น ณ ป่าต้นน้ำน่าน


 

เป็นเขยน่าน มีโอกาสท่องเที่ยวในป่าเขาน่านบ้าง

ภาพที่มักเห็นคือภูเขาแต่ละลูกหัวโล้นหมดแล้ว

ว่าจะเขียนเรื่องนี้อยู่หลายวัน

บังเอิญวันนี้เจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้

เขียนไว้ตรง และชัดเจนมาก

ขอนำมาให้อ่านครับจาก http://www.pua108.com/main/?p=316#.Uk93fGioqAQ.facebook

 

 

 

เขื่อนดัง ! กับเมืองปัว

ต.ค.. 05 วาไรตี้เมืองปัว ไม่ให้ใส่ความเห็น
 

Delight Moment 103 / สุมิตรา จันทร์เงา 

 

 

“น่าน ดินแดนในอ้อมกอดของขุนเขาด้านตะวันออกของภาคเหนือ อุดมด้วยธรรมชาติผืนป่า สายน้ำ ทะเลหมอก หล่อหลอมรวมกับวิถีวัฒนธรรมของผู้คนชาวไทยลื้อ ทำให้เสน่ห์ของน่านไม่ได้มีเพียงธรรมชาติอันพิสุทธิ์ แต่ยังมีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ที่แฝงด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนา และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

วิถีวัฒนธรรมไทลื้อคู่กับผืนป่าเมืองน่าน

เมืองน่านเริ่มก่อร่างสร้างเมืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในชื่อเมืองปัว สมัยต่อมาได้กลายมาเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนา ต่อมาสมัยอยุธยา เมืองน่านทำศึกหนักกับพม่าและอยุธยาบ่อยครั้งจนพ่ายแพ้ ทำให้เมืองร้างผู้คนยาวนานหลายสิบปี จนเข้ายุคกรุงรัตนโกสินทร์จึงเริ่มมีการสร้างบ้านบูรณะเมืองขึ้นมาใหม่
ช่วงยุคลัทธิพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย น่านกลายที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือ จนกลายเป็นพื้นที่สีชมพูที่เกิดการสู้รบปราบปรามอย่างรุนแรงปัจจุบันเมืองน่านยังคงดำเนินวิถีชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่าย ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก โดยมีแม่น้ำน่านซึ่งนับว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองไหลหลั่งจากเทือกเขาหลวงพระบางและเทือกเขาผีปันน้ำ จนไปรวมกับแม่น้ำปิง วัง ยม เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดหลักของประเทศ”
….
ทั้งหมดนั่นคือข้อความโฆษณาจังหวัดน่านในเว็บไซต์ของ ททท.http://thai.tourismthailand.org/ข้อมูลจังหวัด/น่าน/
หลับตานึกภาพตามคำบรรยาย หลายคนอาจจะฟินเสียจนอยากลางานสักอาทิตย์ขึ้นไปนอนห่มหมอก หยอกเย้ากับขุนเขา ผืนป่า สายน้ำ ให้มันสุดอารมณ์กันไปเลย
แต่ภาพในโฆษณาก็คือโฆษณาใช่ไหมคะ
“น่าน” บนหน้ากระดาษและตัวอักษรกับน่านในชีวิตจริงนั้นแสนจะห่างไกลกันนัก

 

ฉันผ่านทางไปที่น่านครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นกำลังมีความพยายามที่จะเชื่อมให้น่านให้เป็นจังหวัดคู่แฝดของหลวงพระบาง และน่านในทศวรรษนั้นก็เริ่มสูญเสียความงามไปมากแล้ว
กลับไปเยือนน่านครั้งที่สองเมื่อต้นปีที่แล้ว ทำสารคดีเรื่องเครื่องเงินเมืองปัว เริ่มเห็นร่องรอยแหว่งวิ่นของขุนเขาสีเขียวหายไปมากมาย และครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ไปติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำ “น้ำปี้” ที่ชาวบ้านต้องการนักหนาและได้พบว่าหัวใจหล่นหายตลอดเส้นทางระหว่างน่านสู่พะเยา
ภูเขาสองข้างทางล้านเลี่ยนเตียนโล่ง ไม่ได้หายไปเป็นหย่อมๆเหมือนที่เคยเห็น มันมีแต่หน้าดินโล่งเวิ้งว้างแล้งร้อน รอคอยหยาดฝนเพื่อไถพรวนปลูกพืชฤดูใหม่

 

ป่าเขาที่เคยเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของเมืองน่านถูกบุกรุกทำลายสิ้น โดยฝีมือใครบ้างก็ไม่อาจทราบได้ แต่ต้นทางของเรื่องราวคือความต้องการพื้นที่ทำเกษตรมากมายมหาศาล
ปลูกอะไรหรือ? ปลูกข้าวโพดค่ะ
ชาวบ้านบอกฉันว่า ถ้าเป็น “ข้าวโพด” นายทุนพร้อมจะรับซื้อไม่อั้น เป็นแบบนี้หลายปีมาแล้ว
คนที่คิดว่าข้าวโพดจะนำความร่ำรวยมาให้ก็เลยลักลอบรื้อถางเผาทำลายป่า จากด้านในภูเขาลึกๆไล่ออกมาด้านนอกเรื่อยๆ จนถึงพื้นที่ริมถนนหลวง ละลานตาไปหมดด้วยภูเขาหัวโล้นทั้งสองฝั่งในยามนี้
ไม่มีใครสามารถไปห้ามปราม จับกุม หรือทำอะไรให้เป็นความผิดได้จริงจัง เพราะในท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านั้นก็เป็นชาวบ้านตาดำๆ ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอดภายใต้กระแสทุนอันเชี่ยวกราก

 

 

ตัดไม้เผาป่ากันเหี้ยนเพื่อทำไร่ข้าวโพด

…..
แล้วเขื่อนแม่วงก์มันเกี่ยวอะไรกับป่าไม้เมืองน่าน?
เกี่ยวค่ะ ไม่ได้เกี่ยวในแง่กายภาพของพื้นที่ แต่เกี่ยวในประเด็นผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศนี้ที่จะต้องปกป้องกันสุดชีวิตจิตใจ
ถ้าเรายึดเอาจังหวัดนครสวรรค์เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินไทย เปรียบเสมือนสะดือของประเทศ เมื่อหันหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือก็จะพบว่าพื้นที่เหนือจังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไปทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก คือพื้นที่หัวขวานทั้งหมดนั้นเป็นเขตอุทยานแห่งชาติภาคเหนือซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำลำธารสำคัญที่สุดของประเทศประกอบด้วย 58 อุทยานฯด้วยกัน
นับเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนอุทยานแห่งชาติมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาค สะท้อนถึงคุณค่าของผืนป่าที่เป็นแหล่งรับน้ำฝน แหล่งอาหารและสัตว์ป่าที่เกื้อกูลให้ระบบนิเวศดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

 

ลักษณะภูมิประเทศของไทยเป็นพื้นที่ลาดเทจากเหนือลงใต้ ในฤดูฝนป่าเหนือจะเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญที่คอยดูดซับไม่ให้กระแสน้ำหลากหลั่งท่วมท้นทำความเสียหายต่อพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง

 

เมื่อเราตัดไม้ทำลายป่าไปเรื่อยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เราก็จำเป็นต้องมองหา “ตัวช่วย” เพื่อชะลอน้ำและเก็บน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลนหน้าแล้ง ตัวช่วยนั้นคือ “เขื่อน”
ป่าที่หายไปทำให้เกิดเขื่อนใหญ่ขึ้นมามากมาย แม้การสร้างเขื่อนจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ป่าไม้หายไปด้วย แต่ด้วยความจำเป็นในหลายพื้นที่ทำให้เราต้องยอมบาดเจ็บร่างกายบ้างเพื่อที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ ไม่ใช่ว่ามีเขื่อนแล้วจะไม่ดีไปเสียหมด
ลองกางแผนที่ออกดูจะเห็นภาพว่าเรามีเขื่อนใหญ่มหึมาสองเขื่อนเป็นปีกรับน้ำเหนือไว้แล้ว ซ้ายมือทางฝั่งตะวันตก คือ “เขื่อนภูมิพล” กั้นลำน้ำปิงที่จังหวัดตาก ฝั่งขวามือเป็น “เขื่อนสิริกิติ์” กั้นลำน้ำน่านที่จังหวัดอุตรดิตถ์

 

สองเขื่อนนี้คือหัวใจของแหล่งน้ำต้นทุนที่มีคุณอนันต์ต่อประเทศชาติ ทั้งในแง่การชลประทาน การผลิตไฟฟ้า และป้องกันน้ำท่วม แต่หลายเขื่อนที่สร้างขึ้นภายหลังก็มิได้ทำประโยชน์สมบูรณ์สวยงามเช่นเดียวกับสองเขื่อนหลักนี้
เหนือจังหวัดตากขึ้นไปคือผืนป่าต้นน้ำจากแม่ฮ่องสอนไล่ลงมาเลียบชายแดนพม่า เหนืออุตรดิตถ์คือผืนป่าน่านที่กลายเป็นเขาหัวโล้นไปแล้วเพราะไร่ข้าวโพดในยามนี้
ยังมีแม่น้ำอีกสองสายสำคัญที่มาบรรจบกันที่จังหวัดนครสวรรค์ก่อนไหลรวมเป็นเจ้าพระยา นั่นคือ แม่น้ำวังกับแม่น้ำยมซึ่งตีโอบสุโขทัยกับพิษณุโลกอยู่
ต้นน้ำยมกับต้นน้ำวังล้วนมีสภาพของผืนป่าที่ถูกบุกรุกทำลายไปแทบไม่เหลือชิ้นดีเช่นเดียวกับต้นน้ำปิงและน้ำน่าน เว้นแต่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้นที่ยังมีสีเขียวเข้มให้เห็นอยู่บ้าง

 

บ้านห้วยสะนาว เมืองปัว จังหวัดน่าน ที่ยังพอเหลือความงาม

ทั้งหมดนั่นคือคำตอบที่ว่าเหตุใด เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ จึงกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง จนกระทั่งถึงปีมหาอุทกภัย 2554 ที่สองเขื่อนใหญ่ภาคเหนือสุดจะรับน้ำไหวต้องปล่อยไหลลงมาท่วมกรุงเทพฯ อย่างสุดอั้น

 แค่อยากจะตั้งคำถามว่า “เขื่อนแม่วงก์” ที่ ปลอดประสพ สุรัสวดี ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าจำเป็นต้องสร้างนั้น แก้ปัญหาน้ำท่วมประเทศไทยได้จริงหรือ?
เอาเฉพาะกรณีที่เห็นหลักฐานกันจะจะอย่างจังหวัดน่านมาดูกันเล่นๆ
น่านมีเนื้อที่ป่าและภูเขาร้อยละ 85 ของพื้นที่ทั้งหมด ที่เหลือร้อยละ 15 เป็นที่ราบทำให้จังหวัดน่านมีพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมน้อย แต่รัฐบาลกลับเน้นส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในภาคเหนือด้วยข้ออ้างเรื่องความเหมาะสมกับพื้นที่ลาดเอียง ปลูกง่ายให้ผลผลิตที่ดี  จึงทำให้เกิดปัญหาการเผาป่าเพื่อนำพื้นที่ป่ามาทำกิน
ยิ่งส่งเสริมมากยิ่งเกิดการรุกป่ามาก

 

สุดท้ายการทำไร่ ไม่ว่าจะปลูกข้าวโพดหรือพืชอื่น ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาทำให้จังหวัดน่านมีพื้นที่เขาหัวโล้นและมลพิษที่เกิดจากการเผาป่าหนักขึ้นทุกปี ปริมาณป่าไม้ลดลงไปอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ขาดป่าต้นน้ำเอาไว้ซับน้ำ เมื่อฝนตกลงมามากกว่าปกติในยุคที่ภูมิอากาศโลกวิปริตแปรปรวน น้ำย่อมไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างเป็นก้อนใหญ่อย่างรวดเร็ว
ผลก็คือน้ำป่าทะลักหลั่งทำลายระบบนิเวศในลำน้ำหลายแห่งที่ผ่านไป ก่อนที่จะท่วมพื้นที่ด้านล่างเสียหาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างเขื่อน แก้มลิง หรือแหล่งรับน้ำใดๆ รองรับน้ำจำนวนมหาศาลที่ตกลงแล้วไม่มีการดูดซับไว้โดยพื้นดินต้นน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่เบื้องล่าง

 

 

สภาพป่าต้นน้ำยมที่เสียความอุดมไปมากแล้ว

ย้อนกลับมาสู่เขื่อนแม่วงก์ ผืนป่าตะวันตกอันสมบูรณ์แห่งนี้  ไม่ต้องพูดถึงว่าการสร้างเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศป่าต้นน้ำแหล่งพักพิงอาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อผืนป่ามรดก “ห้วยขาแข้ง”
ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเขื่อนแม่วงก์ก็มีขนาดเล็กไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และดูตามสภาพภูมิศาสตร์จากข้อมูลของกรมชลประทานเองยังพบว่าตัวเขื่อนแม่วงก์สามารถเก็บน้ำได้เพียง 250 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือราว 1% ของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในฤดูน้ำหลากที่มีมากถึง 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และในบริเวณอำเภอลาดยาวพื้นที่เป้าหมายในการป้องกันน้ำท่วมนั้นยังมีลำน้ำอีกหลายสายที่ไหลมาบรรจบกันจนเป็นสาเหตุของน้ำท่วมในตัวเมือง

ฝ่ายที่สนับสนุนให้สร้างเขื่อนแม่วงก์อาจจะมองเฉพาะจุดที่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ โจมตีฝ่ายคัดค้านว่าเป็นการโหนกระแสบ้าแห่ไปตามสถานการณ์
แต่ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับก็คือ ต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากแผนงานและการจัดการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับนโยบาย
ตราบเท่าที่กระทรวงเกษตรฯยังทำหน้าที่ไม่สอดประสานกันอย่างมีเอกภาพในองค์รวม คือ ด้านหนึ่งยังส่งเสริมการเกษตรแบบยั่วยุให้ชาวบ้านบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อหาพื้นที่ทำกินที่ไม่เหมาะสมเพิ่มมิรู้จบโดยไม่สนใจประโยชน์ป่าต้นทางของมัน  กับอีกด้านหนึ่งเอาแต่สนับสนุนการสร้างเขื่อนแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่โดยไม่ได้ใส่ใจในผลกระทบภาพรวมที่จะได้รับ จนลืมไปว่าถ้าไม่มีป่าก็ย่อมไม่มีน้ำ เมื่อไม่มีน้ำแล้วจะมีเขื่อนได้อย่างไร

 

หากยังคิดกันแบบเดิมๆ ทำงานด้วยมุมมองของใครของมันในหน่วยงานตัวเองโดยไม่สนใจผลต่อเนื่องของมัน ก็อย่าหวังว่าการจัดการทรัพยากรป่าไม้และแหล่งน้ำจะยังประโยชน์สุขต่อประเทศชาติประชาชนอย่างถูกต้องและเป็นธรรมได้เลย

(Visited 186 times, 186 visits today)
 
 
...............................................
อ่านจบแล้วอยากบอกว่่า..
 
"มาปลูกป่าที่น่านเป็นที่แรกเลยดีกว่า..ป่าต้นน้ำ ไม่มีแล้วป่า มีแต่ภูเขาหัวโล้น
เมื่อต้นน้ำเก็บน้ำไม่อยู่ ข้างล่างก็เละอย่างที่เห็นๆๆกันอยู่
จะต้องสร้างกี่ร้อยเขื่อนถึงจะยับยั้งน้ำที่มาจากข้างบนอยู่..สร้างป่าดีกว่า..."
 
"โน้นเลย..ไปช่วย อ.สมบัติ วงดอนผีบิน ปลูกป่ากันที่ อ.ท่าวังผาhttp://www.phusan.net/index.php"
 
......................................
 
 
 
ขอบคุณบทความจาก สุมิตรา จันทร์เงา 
 
 
(@ยุทธ น่านทูเดย์) http://nan2day.com/

https://www.facebook.com/nan2daydotcom

 
 
 

โดย ความทรงจำเก่าๆ

 

กลับไปที่ www.oknation.net