วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รักข้ามภพระหว่างสาวน้อยแสงทิพย์กับพญานาคราช


 รักข้ามภพระหว่างสาวน้อยแสงทิพย์กับพญานาคราช

Delete
   Page [1]
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  โพสต์เมื่อ : 1 มิ.ย. 2554 16:22 น.

 



  

 

 

รักข้ามภพระหว่างสาวน้อยแสงทิพย์กับพญานาคราช

 

20 ธันวาคม 2551……

 

วันเวลาผ่านไปหลายเดือน ความรู้สึกที่เคยชอบพี่ ส.เริ่มคลายลง มาถึงวันนี้ หัวใจปกติเมื่อเห็นพี่เขา

วันเวลาผ่านไป หัวใจคนก็เปลี่ยนไปจริงๆ เขาถึงว่า ใจมนุษย์ มันเปลี่ยนไปตลอดเวลาได้จริงๆ

 

ธันวาคม 2552......

 

วันนี้ ได้ไปวัดโพธิ์ทัศ ที่จังหวัดชลบุรี เป็นวันอาทิตย์ แต่จำไม่ได้ว่า วันที่เท่าไหร่? ก่อนที่จะได้ไปวันนี้ ก็รู้จากพี่สาวว่า มีหลวงพ่อท่านสามารถดูได้ด้วยฌาน แต่เขาไปกันวันเสาร์ ซึ่งวันเสาร์เราจะต้องทำงาน ก็บอกกับพี่สาวว่า ถ้าไปวันเสาร์ไม่ไป และถ้าเป็นรถยนต์กะบะก็ไม่ไป เพราะถ้าไปรถกะบะ ด้วยร่างกายของเราแล้ว คงจะสู้ไม่ไหวเท่าไหร่นัก แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง รถเปลี่ยนเป็นรถแวน และพระอาจารย์ก็เปลี่ยนเป็นนัดจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์แทน เราจึงได้ไป

 

เช้าวันอาทิตย์ ก็เริ่มเดินทาง กว่าจะเดินทางไปถึง ก็หลงทางซะหลายชั่วโมง  พอไปถึงที่วัด ดูวัดแล้ว ด้านหน้าเหมือนโรงเรียนมากกว่า ไม่เหมือนวัดเลย กุฏิหลวงพ่อ อยู่ด้านหลังโรงเรียน เดินเข้าไปใกล้ๆ ได้กลิ่นกำยาน คิดในใจ ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ก็ตัดสินใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก็เดินเข้าไปในกุฏิ ก็พบตัวหลวงพ่อ เป็นพระจีน ชื่อพระอาจารย์เซี๊ยะธง ที่หิ้งพระจะมี พระพุทธรูป พระสังกัจจายน์ พระแม่กวนอิม ด้านข้างจะมีรูปปั้นพญานาค 5 หัว ก้มลงกราบพระพุทธรูป แล้วกราบพระอาจารย์ พอกราบแล้ว ก็จะคลานไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งกำลังพับดอกบัวกันอยู่ ทันทีที่คลานผ่านหน้าพระอาจารย์ เราก็ล้มแผ่แน่นิ่งไป!!!....ความรู้สึกตอนนั้น เหมือนมีอะไรบางอย่าง ที่อยู่ในสังขารเรา มันหมดแรงไป ก็พยายามควบคุมตัวเอง และพยายามลุกขึ้น ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควร เมื่อลุกขึ้นได้แล้ว มือก็สั่นไปหมด!!!....แต่ก็ยังคลานไปพับดอกบัว พี่สาวถามว่า”จะดูไหม?” ก็เลยตัดสินใจดู

 

ก่อนที่จะดู เตรียมดอกบัวขาว 12 ดอก เงิน 24 บาท ใส่พาน เตรียมไว้เรียบร้อย ก็กะว่าจะดูคนสุดท้าย เพราะมีเรื่องจะถามพระอาจารย์เยอะ แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปซักที จึงตัดสินใจคลานเข้าไป เพื่อที่จะดู(ดวง) แต่พระอาจารย์ท่านกลับบอกว่า “ขอพักหน่อยซิ เหนื่อยเหมือนกันน่ะ” คิดในใจ ทำไมพระอาจารย์ต้องเหนื่อยด้วย? แต่ก็ได้แต่สงสัย พระอาจารย์พักซักครู่หนึ่ง ก็เตรียมประคำมาใส่ที่คอ 2 เส้น และยังมีที่มืออีก ประคำหยกลูกใหญ่มาก ที่มือถือคธารูปหัวช้าง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของอะไร?

หลังจากนั้น ก็คลานเข้าไปหาพระอาจารย์ พร้อมทั้งพานดอกบัว ยกพานดอกบัวขึ้น แล้วก็ก้มกราบพระอาจารย์ พระอาจารย์ถามขึ้นทันทีว่า”จะให้เขาอยู่หรือจะให้เขาไป?” ก็พอจะเข้าใจคำถามของพระอาจารย์อยู่เหมือนกัน ว่าพระอาจารย์หมายถึงใคร? อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหลออกมา และถามพระอาจารย์ว่า เขาเป็นใคร? พระอาจารย์ก็บอกว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลไม่ยอมหยุด!!!....พระอาจารย์ จึงบอกว่า ถ้าไม่หยุดร้อง จะไม่ทำให้ เลยพยายามตั้งสติ แล้วกลืนน้ำตาลงไป!!!.....

 

ก่อนที่จะได้มาหาพระอาจารย์ เคยเกิดเหตุการณ์กับตัวเอง ซึ่งก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่า มันคืออะไร? ไหว้ครูพ่อ 2 ปี ปีแรก เวลาพ่อเชิญเทพ เราก็จะมีเสียงเปลี่ยนจากผู้หญิงเป็นผู้ชาย!!!.....ตอนกรวดน้ำ ก็มีอาการกระโดดโห่ร้อง จนพี่สาวต้องกระโดดเหยียบหัวเข่าทั้ง 2 ข้าง และพี่อีกคน กดบ่าทั้ง 2 ข้าง และกดที่หัว ปีที่ 2 ก็เป็นเช่นกัน ตั้งแต่นั้นก็เริ่มปฏิบัติธรรม และฝึกสมาธิมาเรื่อยๆ ไปบวชเนกขัมมะ ที่สำนักปฏิบัติธรรมวิมุติ มีแม่ชีคอยสอนธรรม และมีเปิดกรรม ไปบวชทุกครั้งเป็นลักษณะนี้เกือบทุกครั้ง บางครั้งก็คำรามก็มี มีพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แสดงอาการตลอด หรือไปสถานที่ต่างๆที่ศักดิ์สิทธิ์ ก็ชอบสัมผัสได้ถึงคลื่นบางอย่าง ซึ่งบอกไม่ถูกเหมือนกัน เลยตัดสินใจเปิดกรรมกับแม่ชี ถามแม่ชีว่า ทำไมเราถึงชอบมีอาการแบบนี้? แม่ชีเลยนั่งญาณและติดต่อกับบางสิ่ง ที่เราเองก็มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ แม่ชีบอกว่า “มีดวงจิต 2 ดวง ซึ่งคอยตามเราอยู่ ดวงจิตแรก คือ พญานาค ชื่อ ท้าวไพฑูรย์ภัทรสิทธิ์ เราเคยเกิดเป็นพระมเหสี แต่ด้วยความที่เป็นเพศชายที่เจ้าชู้ จึงมีเมียเยอะ ซึ่งเราเป็นมเหสีเอก ก็ไม่ได้สนใจ แต่ห้ามมายุ่งกับเราก็พอ ขนาดได้เรามา แบบที่ไปแย่งกับคนอีกหลายคน แต่พอได้เรามาแล้ว กลับเห็นเราไม่มีค่า(ความคิดปัจจุบันที่เป็นเรา....ปัทมาวดี)

ดวงจิตดวงที่ 2 เป็นเทวา ชื่ออะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เราเป็นเมียคนที่ 10 แล้วบอกกับเราว่า จะไม่มีเพิ่มอีก กลับทำไม่ได้ดังปากตัวเองลั่นวาจาไว้ ก็เป็นข้อสังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือเทวา ที่เป็นเพศชาย ก็ยังประพฤติผิดศีลข้อ 3 เป็นนิจ” แต่มีความรู้สึกของตัวเอง ดวงจิตดวงแรก-ค่อนข้างจะมีอำนาจพอสมควร เพราะจะแสดงทุกครั้งที่เข้าพิธีศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปเข้าพิธีเบิกเนตรพระแม่กวนอิมพันกร มีดวงจิตดวงหนึ่งแทรกเข้ามาในสังขารของเรา ดวงจิตเราจึงอยู่นิ่งๆ ไม่บังคับอะไร ดวงจิตดวงนั้นสวดมนต์ แต่ไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร? มีความรู้สึกว่า จะเป็นภาษาจีน หรืออินเดีย นี่แหละ เพราะไม่เคยได้ยิน ต่อจากนั้น ก็จะเป็นอยู่เรื่อยๆ จนได้มาหาพระอาจารย์เซี๊ยะธง

 

พระอาจารย์เริ่มทำพิธี โดยเอาดอกบัวมาวางไว้ที่หัวเรา แล้วถามดวงจิตอีกดวงที่อยู่กับเรา จะไปไหม? เพราะว่าเจ้าของสังขารอุตส่าห์หอบสังขารมาทั้งๆที่ก็เหนื่อยเต็มทน พระอาจารย์คุยอยู่ซักพัก เราก็เริ่มมีอาการหัวใจเต้นแรงขึ้น และก็มีเสียงของผู้ชายตะโกนออกมาดังๆว่า”ไม่ไป” จนทำให้เราเหนื่อยหอบ เราเลยเอ่ยกับดวงจิตอีกดวงว่า “จงไปเถอะ” พร้อมกับพระอาจารย์ก็ถามกลับมาว่า”จะไปเกิดไหม? หรือจะไปอยู่กับพระพุทธคุณ?”อาการของเราเริ่มอ่อนล้าเต็มที และก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์สวดมนต์ขึ้น แล้วก็มีเสียงดวงจิตอีกดวงสวดเช่นกัน!!!.....จำได้ว่า เป็นเสียงสวดเดียวกับตอนเบิกเนตรพระแม่กวนอิมพันกร ดวงจิตสวดเสียงดังขึ้นๆ พระอาจารย์ก็เริ่มเพิ่มเสียงดังขึ้นเช่นกัน จนเมื่อเสียงดวงจิตอีกดวงสวดจบ เราก็มีความรู้สึกว่า มีก้อนกลมๆดำๆ เคลื่อนจากท้อง แล้วออกมาทางปาก และทำให้เราตะโกนออกมาสุดเสียง และเราก็รู้สึกโล่ง!!!.....พอเงยหน้าขึ้นมา พระอาจารย์บอกว่า ให้เอาของที่อยู่ที่บ้านออก และพระอาจารย์ก็ให้กราบพระ ก็เลยยังไม่ถามอะไรพระอาจารย์ไปมากกว่านี้ เพราะยังสั่นอยู่นิดๆ

พอลงมาจากกุฏิพระอาจารย์จะกลับบ้าน ฝนก็ตกลงมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ซึ่งตกตั้งแต่ชลบุรี จนเราถึงบ้านปทุมธานี ก็ยังไม่หยุดตก ความรู้สึกเหมือนกับฝนที่ตก เหมือนน้ำตาของใครซักคน!!!... กลับถึงบ้าน เข้าไปในห้องของตัวเอง มีความรู้สึกว่าเงียบมากจนผิดปกติ แต่ก็เฉย....

 


 

 

 

    
   
 

 

  2 มิ.ย. 2554 08:01 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

   

  

 

เช้าวันรุ่งขึ้น มาทำงานตามปกติ มีความรู้สึกว่าตัวเองเศร้าแบบไม่มีสาเหตุ อยู่ๆน้ำตามันก็ไหล เป็นอยู่อย่างนี้ประมาณ 3 วัน และทุกๆวันพระ จะมีความรู้สึกเหนื่อยจนทำงานไม่ได้ จะต้องลางานกลับบ้านไปนอนทุกครั้ง อาการ คือ หายใจไม่ทัน เป็นอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ 1 อาทิตย์ มีวันพระ 1 วัน ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร? จะได้ไปหล่อพระที่จังหวัดชลบุรี ประมาณวันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม นี่แหละ จำไม่ได้ ได้ไปเจอพระอาจารย์รูปหนึ่ง พระอาจารย์ถามว่า”มาทำไม?” เราตอบพระอาจารย์ว่า”มาทำบุญ” ซึ่งตอนนั้น ในสังขารบองเรา มีจิตซ้อนขึ้นมาอีกดวง พระอาจารย์บอกเราว่า เราเป็นลูกสาวปู่เวสสุวรรณ ให้ไปนั่งสมาธิในโบสถ์ เพื่อถวายปู่ และมีเทวารอเราอยู่ในโบสถ์ด้วย 1 องค์ ให้ไปนั่งที่สูงๆหน่อย ระวังคนเดินผ่านไปผ่านมา เราไม่รู้ความหมายหรอกว่า......ท่านหมายความว่าอย่างไร? แต่เราก็ไปนั่งสมาธิในโบสถ์ตามที่พระอาจารย์บอก เพราะเราถือว่า การนั่งสมาธิเป็นสิ่งดี พอเข้าไปในโบสถ์ ก็มีพระพุทธรูปองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า และมีบายศรีพญานาค 9 ชั้นอยู่ในนั้น เราก็ไหว้พระ แล้วก็นั่งสมาธิ

 

นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้มาวัดโพธิ์ทัศ จำวันที่ไม่ได้ ไม่รู้วันที่เท่าไหร่ แต่วันนี้มา ได้คุยกับพระอาจารย์แบบที่เป็นจิตเรา พระอาจารย์ก็ถามว่า”เป็นอย่างไรบ้าง?” เราก็ตอบพระอาจารย์ว่า”ดีขึ้น ไม่มีคลื่นที่เราเคยสัมผัสเกิดขึ้นอีก” พระอาจารย์บอกมาว่า”สิ่งเหล่านี้มันสามารถเกิดขึ้นได้อีก เราถามว่า”แล้วจะต้องทำอย่างไรหรือมีวิธีป้องกันแบบไหนได้บ้าง?” พระอาจารย์บอกว่า”ถ้าเราเจอลักษณะที่เกิดขึ้นกับเราอีก เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในกาย วาจา ใจ อยู่แล้ว” ให้เราเอ่ยว่า “เทวาคุณ จะปกป้องคุ้มครองสังขารนี้” พระอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า คำกล่าวที่ท่านบอก ไม่ใช่ว่า ใครๆจะใช้ได้ แต่จะใช้ได้เฉพาะบางคนเท่านั้น เพราะคุณที่ท่านพูดถึงก็คือ เทพเทวา ที่อยู่ทั่วๆไปในสถานที่นั้นๆ

วันนี้ น่าจะประมาณกลางๆปี 2552 เดือน วันที่จำไม่ได้ พี่อู๊ด ซึ่งเป็นเพื่อนของเรา ชวนไปทอดผ้าป่าที่โคราช แต่วัดนี้เป็นวัดป่า อยู่บนเขา และก็มีพระอาจารย์ ที่พึ่งจะกลับมาจากอินเดีย เราก็เลยอยากจะไปนมัสการท่าน เราไปทั้งหมด 4 คน มีพี่อู๊ด เรา แฟนพี่อู๊ด(พี่น้อง) และพี่ ส. พอไปถึงวัด พี่อู๊ดพาไปไหว้พระ ถวายอาหารเช้า และถวายต้นผ้าป่า พอเสร็จแล้ว ก็พาเราเดินขึ้นไปบนเขา ซึ่งมีโบสถ์กำลังสร้างอยู่ แต่ยังไม่เสร็จ และเดินไปเรื่อยๆ ผ่านบ่อน้ำ จุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง ที่เดินผ่าน คือ เป็นศาลเจ้าที่ 2 ศาล ศาลแรก คือ เป็นรูปงูจงอาง 5 หัว และศาลที่ 2 คือ กุมาร พอเราจะเดินผ่านศาลแรก กลับก้าวขาไม่ออก เลยต้องยืนอยู่กับที่ มืออีก 1 ข้างกำแขนพี่อู๊ดไว้แน่น พี่อู๊ดรู้ว่าเราเป็นอะไร? เพราะเคยเล่าให้ฟัง แต่พี่น้องกับพี่ ส. คิดว่าเราจะเป็นลม เราก็เลยตั้งจิตว่า “ให้มาร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกันน่ะ” ความรู้สึกก็เลยคลายลง ก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จนจะรอบเขาแล้วหล่ะ

พี่อู๊ด ก็เอ่ยกับเราว่า”ทำไมไม่แสดงตัวให้เขาเห็นไปเลย เขาจะได้เชื่อว่า เรื่องพวกนี้มีจริง” พอสิ้นคำพูดพี่อู๊ดเท่านั้นแหละ เราก็มีอาการอึดอัดขึ้นทันที!!!เราก็พยายามบังคับอาการให้คงสภาวะ แต่ก็ทำไม่ได้ จนคำรามออกมา 1 ครั้ง ไม่รู้จะทำยังไงดี? ก็เลยเอ่ยขึ้นว่า”เทวคุณ จงปกป้องคุ้มครองสังขารนี้” ทันทีนั่นเอง อาการของเราก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ 2 คนนั้น ก็ไม่ทันสังเกตอะไร รวมถึงคำพูดเราด้วย เป็นครั้งแรกที่เราใช้บทนี้ นี่ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ ตั้งแต่ที่พระอาจารย์เซี๊ยะธง ทำพิธีเชิญเขาออกจากสังขารเรา.....

 

 

 

 

 

  4 มิ.ย. 2554 22:00 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  


 

 

 

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม 2554......

 

วันนี้ ไปทำงานตามปกติ แต่ไม่มี OT เลยกลับบ้าน  เลยได้เจอกับพี่สาวตอนเย็น เพราะพี่สาวเข้ากะกลางคืน พี่สาวบอกว่าพี่น้ำหวาน ชวนไปงานแห่ฉลองพระบรมธาตุเจดีย์พระพุทธเจ้ากัสสปะ ที่จังหวัดลำพูน ไปรถตู้ แต่ว่าที่นั่งเต็มแล้ว ในใจเราคิดว่า อยากไปๆ ต้องไปแน่ๆ เลยโทรไปตามรายละเอียดกับพี่น้ำหวาน พี่น้ำหวานบอกว่า ไม่ได้ชวนใคร ก็เลยไม่ได้บอก และอีกอย่าง ที่นั่งก็เต็มแล้ว เราก็เลยบอกว่า ไม่เป็นอะไร ไม่ได้โทรมาตำหนิ แต่ต้องการทราบรายละเอียดเท่านั้น พี่น้ำหวานบอกว่า แห่วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม สถานที่พี่น้ำหวานก็บอกไม่ชัดเจน รู้แต่ว่า เป็นที่ทุ่งหัวช้าง พี่น้ำหวานจะออกเดินทางวันศุกร์ จะต้องลาพักร้อน  วันเสาร์เป็นเสาร์ทำงานของบริษัท แล้วโทรศัพท์ก็ถูกตัดสายไป โทรกลับก็ไม่ติด ด้วยความที่อยากไปมาก เลยโทรไปถามเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่ลำพูน เพื่อนบอกว่า จากตัวเมืองไปทุ่งหัวช้าง ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง และเพื่อนก็ไม่รู้ด้วยว่า สถานที่ที่เราแห่พระธาตุอยู่ไหน? พอวางโทรศัพท์จากเพื่อน ก็รู้สึกหงอยๆ ไม่รู้จะทำยังไงดี เส้นทางก็ไม่รู้ วันเสาร์ก็เป็นเสาร์ทำงาน จะลาพักร้อนก็เพิ่งจะลาไป 2 ครั้งติดๆ เสาร์แรกลาครึ่งวัน เสาร์ที่ 2 ลาไปงานบวช ถ้าลาอีก ก็เป็นเสาร์ที่ 3 คงลาไม่ได้แน่ นั่งคิดทั้งวัน จะทำยังไง ก็เลยตัดสินใจบอก Leader คือพี่ป้อมไว้ว่า วันเสาร์จะไม่มาทำงาน จะไปต่างจังหวัด เดี๋ยวจะโทรมาลา ที่จริงแล้ว เราจะต้องลากับพี่น้อย ซึ่งเป็น SV แต่ไม่กล้า ก็เลยจะไปเลย และโทรมาลาทีหลัง แต่บังเอิญพี่น้อยลาพักร้อน เราก็เลยโทรมาลากับพี่ป้อมแทน แล้วค่อยกลับมาบอก SVทีหลัง พอถึงวันศุกร์กัน เก็บกระเป๋าเสื้อผ้ามาที่บริษัท เพื่อที่ตอนเย็นจะได้เดินทางได้เลย ตั๋วรถก็ไม่ได้จอง ไปหาเอาข้างหน้า

บอกพี่ป้อม ว่าวันนี้จะออกตอน 16.30 น. เพราะจะไปขึ้นรถที่หมอชิต แต่ก็มีเหตุจริงๆ ประมาณ 16.00 น. หัวหน้าญี่ปุ่นมาออดิต Line Solar Panel ที่เรารับผิดชอบอยู่ ก็ให้วาสนา มารับช่วงต่อ แต่ยังออกมาไม่ได้ จนเวลา 17.15 น. ไม่รู้จะทำยังไง เลยกระซิบบอก พี่เหมียว(SV) เป็นหัวหน้าอีกคน พี่เหมียวก็เลยแนะนำ ให้ค่อยๆหิ้วกระเป๋ารองเท้า และก็ไปถอดไกลๆ จากตำแหน่งที่เราดู Line แล้วค่อยให้น้องอีกคนตามไปเอาหมวก และรองเท้าที่เปลี่ยน รีบเดินทางออกมาจากบริษัท ขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ ไปอาบน้ำห้องเพื่อน และนั่งรถตู้ไปหมอชิต

ถึงหมอชิต แระมาณ 19.30 น. ซึ่งนัดเจอกับเพื่อนเดินทางไปเชียงใหม่อีก 2 คน จองตั๋วได้ รถออก 21.30 น. นั่งรอรถ จนถึง 22.30 น. เพราะรถติด ฝนตก รถเลยมาช้า ประมาณ 23.00 น. รถออกเดินทางจากหมอชิต(สำรวจจิตตัวเองว่าเป็นยังไงบ้าง?....ยังใสอยู่) พี่สาวโทรมา บอกว่าขึ้นรถหรือยัง? ขึ้นแล้ว แต่ไม่รู้ถึงที่โน่นเมื่อไหร่ เพราะรถมาช้ามาก พี่บอกว่า ต้องมาให้ได้น่ะ สวยมาก เพราะเขาถึงแล้ว เราบอกว่า ไม่รับปาก พี่สาวบอกว่า อยากให้เจอ อาจารย์ชัย ซึ่งเป็นสายพญานาคเหมือนกัน และอยากให้ มาเจอญาติพี่น้อง หลังจากนั้น เราก็วางสายโทรศัพท์ แล้วก็พูดว่า “นั่นแหละ ไม่อยากเจอ

 

ประมาณ 08.00 น.ของวันเสาร์ 14 พฤษภาคม 2554 เดินทางถึงเชียงใหม่ ลงจากรถ แปรงฟัน แล้วมานั่งปรึกษากับเพื่อนอีก 2 คน ว่าจะทำยังไงดี จะไปไหนก่อน? ที่วัลย์ถามเราว่า จะไปหาพี่สาวไหม? เราบอกว่า จะทันหรือเปล่า? แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปยังไงด้วย ตอนแรกโทรหาเพื่อน ว่าจะให้เพื่อนพาเที่ยว แต่โทรไม่ติด เลยเข้าไปหาอะไรกินใน 7Eleven ซื้อกาแฟอยู่ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โทรศัพท์จากพี่สาว ก็บอกพี่สาวว่า ถึงเชียงใหม่แล้ว แล้วพี่สาวก็ให้คุยกับคนบอกทางมา เพราะพิธีเริ่ม ประมาณบ่าย 2 โมง ให้นั่งรถเมล์มาลงลำพูน แล้วนั่งรถต่อไปทุ่งหัวช้าง เราบอกว่าเดี๋ยวขอเดินหารถก่อน ตอนนี้กำลังตื๊ออยู่ ออกจาก 7Eleven เราก็เดินหารถ เป็นรถเมล์ ข้างรถเขียนว่า บ้านโฮ่ง-ลี้-ลำพูน ถามรถออกประมาณกี่โมง? คนขับบอกว่า ออกประมาณ 10.00 น. แล้วโทรไปบอกพี่สาวว่า หารถเจอแล้ว แต่รถออก 10.00 น. พี่สาวพูดโน้มน้าวใจทุกอย่าง เพื่อที่จะให้เราไป แต่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะถ้าจะไปก็คือไป ไม่ค่อยสนใจอะไรหรอก นั่งคุยกับผู้โดยสารที่นั่งรอรถ กระเป๋ารถเมล์ คนขับรถ คนที่นี่อัธยาศัยดีมาก ไม่ว่าเราจะยิ้มให้ใคร ก็ได้รับการยิ้มตอบ ประมาณ 10.00 น.รถออก ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 40 นาที ถึงท่ารถลี้ เป็นวินมอเตอร์ไซค์ ใกล้ๆกับศาลเจ้าแม่จามเทวี กระเป๋ารถเมล์ก็มาตามวินให้ พร้อมกับเราโทรติดต่อกับทางฝั่งพี่สาวด้วย ขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ ประมาณ 5 นาที ถึงท่ารถ 2 แถว สีฟ้าไปทุ่งหัวช้าง รถออกประมาณ 11.00 น. ถามคนขับรถว่า ประมาณกี่กิโลเมตร.....ประมาณซัก 100 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง นั่งอยู่บนรถ คนที่นี่ก็ชวนคุย เหมือนคนรู้จัก ทักทายเป็นอย่างดี นั่งรถมาซักพัก ก็เลยถามคนบนรถว่า เกือบถึงหรือยัง? เขาบอกว่า ประมาณครึ่งชั่วโมง เขาถามว่าจะทันไหม? เราตอบเขาเล่นๆว่า...ทัน ยังไงเขาก็ต้องรอเราอยู่แล้ว นั่งรถไป สำรวจจิตตัวเองว่าเป็นยังไง? จากการเดินทางที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่.....จิตยังใสอยู่ ซักพักก็ถึงจุดหมาย รถไปส่งที่หน้าวัด ซึ่งไม่ใช่เส้นทางผ่าน แต่แวะมาส่ง เลยเดินเข้าไปถามว่า บ้านอาจารย์จรูญอยู่ไหน? เขาชี้ให้ดู เป็นบ้านหลังใหญ่ อยู่ติดกับสระน้ำ ที่มีขนาดใหญ่ ชื่อบ้านทับสุรีย์ อยู่ห่างวัดประมาณ 500 เมตร เราก็เลยเดินไปที่บ้านอาจารย์จรูญก่อน ถึงบ้านอาจารย์ ประมาณ 13.30 น. มีคนอยู่จำนวนมาก และทุกคนใส่ชุดขาวทั้งนั้น ส่วนเราใส่เสื้อขาว กางเกงยีนส์ขาดเข่า เสื้อยีนส์คลุม แต่เราไม่ได้ยึดที่รูปลักษณ์ภายนอก ประมาณบ่าย 2 โมง ก็ไปที่วัด พอไปถึง สำรวจมองบริเวณรอบๆ มันก็ฉุกคิดขึ้นมาในใจว่า สถานที่นี้ เราเคยมาแล้ว รวมถึงบ้านทับสุรีย์ด้วย มันเป็นภาพติดเป็นมโนภาพ

พี่สาวกับพี่น้ำหวาน พาไปหาอาจารย์ชัย อาจารย์จรูญ และขึ้นไปไหว้พระธาตุแสงแก้ว และแนะนำให้รู้จักอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ อ.ชลาศัย ทันทีที่เห็น เราวิ่งไปกอดแล้วก็ร้องไห้ ความรู้สึกนั้นเหมือน คิดถึงมาก พอนึกขึ้นได้ เราก็ตั้งสติแล้วก็หยุดร้องไห้ พี่น้ำหวานบอกว่า เป็นคนเคยรู้จักกัน เราจำได้ และได้มาเจอกัน พอไหว้พระธาตุแล้ว ก็ไปนั่งที่ศาลา ได้ไปนั่งคุยกับ อาจารย์ชัย สังเกตุตัวเองว่าจะมีอะไรผิดปกติกับตัวเองไหม? แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ มีแค่แวบเดียว ตอนที่ท่านบอกว่า จะพาไปเที่ยวสวรรค์(นิพพาน)...เป็นแค่ตอนนั้น และก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น....

 

 

 


 

 

 

 

 

  5 มิ.ย. 2554 23:01 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  


 

 

หลังจากนั้น ก็มีการแห่ผ้าคลุมพระธาตุ เป็นผ้าสีเหลือง กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวน่าจะประมาณ 20-30 เมตรเศษ วิธีการแห่เวียนขวาก็คือ แห่รอบพระธาตุ โดยยกผ้าขึ้นเหนือหัว แล้วเดินวนรอบพระธาตุ 3 รอบ มีคนประมาณสัก 50-70 คน ที่มาช่วยกันแห่ผ้าคลุมพระธาตุ พอแห่เรียบร้อย ก็ให้เขียนชื่อ นามสกุล แต่ละคน ครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ลงไปในผ้า ต่อจากนั้น ก็พับผ้าไว้เหมือนกับตอนแรก แล้วนำผ้าไปไว้ที่ศาลาวัด

ประมาณ 20.00 น. มีการรับแสงทิพย์อริยธรรมและอัญเชิญพระ 7 พระองค์แก่ผู้สนใจ(ประมาณ 20 คนทั้งเก่าและใหม่ วันก่อนประมาณ 35 คน คนเก่า 8 คน คนใหม่ 27 คน)โดยอาจารย์ชัย แสงทิพย์ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯพร้อมคณะ 5 รถตู้ ก่อนที่จะรับแสงทิพย์ ก็สอนเกี่ยวกับธรรมะทั่วๆไป โดยมุ่งเน้นในการเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้เป็นเป้าหมายสูงสุด ก่อนที่จะมีการรับแสงทิพย์ จะต้องมีการลงทะเบียน โดยที่อาจารย์ชัย จะให้ทุกคนเขียนลงในสมุด จะมีชื่อผู้รับ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และอื่นๆ แล้วแต่ใครจะเขียนลงไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการรับแสงทิพย์ ก่อนหน้าที่จะมีการรับแสงทิพย์ ตัวเองกำลังสงสัยว่า ระหว่างวิธีบวชเนกขัมมะ กับการฝึกจิต โดยที่ไม่ได้ไปบวช ผลที่ออกมาจะแตกต่างกันไหม? แล้วจึงมารู้จักแสงทิพย์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ที่อาจจะเป็นคำตอบที่เราค้นหาอยู่ก็ได้ ซึ่งอาจารย์ชัย สอนว่า การรับแสงทิพย์ คือการรับพลัง หรือพระมหาบุญบารมีของพระเบื้องบนนิพพาน ซึ่งทำให้เรานึกถึงพระตลอดเวลา จะมีพลัง 3 ระดับด้วยกัน คือ แสงทิพย์อริยธรรม(สีขาวใสประกายเพชร)ของพระบรมธรรมบิดา พระวิสุทธิพุทธรังษี ผู้เป็นใหญ่ในแดนพระนิพพาน ฉัพพรรณรังสี(รัศมี 6 ประการ)ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพลังพระ พลังบุญ พลังเมตตาของพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย(มีตั้งแต่ 5 สีลงมา) ซึ่งเป็นแสงทิพย์ตามบุญบารมีของแต่ละท่าน รวมเรียกว่าแสงทิพย์อริยธรรม เพราะหมุนรวมไปมาด้วยกันตลอดเวลา เป็นแสงทิพย์ที่ส่องมาจากเบื้องบนพระนิพพาน เพื่อช่วยสรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั่วทั้งสามโลก โดยที่จะให้ใช้กายมนุษย์ผู้รับแสงทิพย์แล้ว เป็นสื่อแผ่เมตตาถ่ายทอดให้อีกต่อหนึ่ง(เทพ พรหม ผี สัมภเวสี รับแสงทิพย์โดยตรงไม่ได้เพราะไม่มีร่างกาย ขันธ์ 5 มีแต่กายทิพย์ใสๆ ที่ละเอียดยิ่งกว่ามเท่านั้น) และเป้าหมายที่สูงสุด คือ นิพพาน นั่นเอง อาจารย์ชัย สอนอีกว่า การที่เราจะปฏิบัติธรรมแบบเดิมๆ(สมถะ-วิปัสสนา)ด้วยตนเองคนเดียวนั้น มันไม่ทันกิน ไม่ทันกาลเสียแล้วในยุคปัจจุบัน เพราะกิเลสมาเร็วและแรงมากๆ เอาไม่อยู่ ต้องอาศัยบุญบารมีของพระ และครูบาอาจารย์ช่วย จึงง่าย รวดเร็วและได้ผลทันอกทันใจแม้ในชาตินี้เลย อาจารย์ชัย อธิบายขยายเพิ่มเติมคำว่าพระ ไม่ใช่พระห่มผ้าเหลือง โกนคิ้ว แต่เป็นพระบรมธรรมบิดา และพระพุทธเจ้าอีก 6 พระองค์ ครูบาอาจารย์ก็คือ พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ รวมทั้งอาจารย์แสงทิพย์ผู้สอนและถ่ายทอดวิชาให้ด้วย ที่ท่านจะคอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ อาจารย์ชัย อธิบายอยู่พักใหญ่ ก็เริ่มเข้าพิธีการรับแสงทิพย์+พระ 7 พระองค์

 

การรับแสงทิพย์นั้น ขั้นแรก อาจารย์ชัย บอกว่าจะนั่งท่าไหนก็ได้หมด หรือจะนอนก็ได้ทั้งนั้น เพราะเป็นการปฏิบัติทางจิต ส่วนเรานั่งท่าสมาธิ โดยหงายฝ่ามือขึ้น และวางบนหัวเข่า(ใช้รับและส่งพลังได้ดี) พออาจารย์เริ่มให้กำหนดจิต โดยได้อัญเชิญอาราธนาพระบรมธรรมบิดามาประทับที่บนกลางกระหม่อมเหนือศีรษะของทุกๆคน เราก็เริ่มมีปฏิกริยาตอบโต้ คือ มีคลื่นบางคลื่นแทรกเข้ามา พร้อมทั้งเสียงที่มีลักษณะเป็นเสียงคำราม จิตเราก็กำหนดตามที่อาจารย์บอก(ตอนนี้อาจารย์ชัย แผ่เมตตตา บุญกุศลของท่านผ่านแสงทิพย์ไปให้พญานาคตนนี้ โดยพูดออกมาให้ได้ยินทั่วกันทุกคนเลย) อีกส่วนหนึ่ง ต้องควบคุมคลื่นนี้ไม่ให้แสดงออกมาก ต่อมาอาจารย์ชัย อัญเชิญพระ 7 พระองค์ให้ทุกๆคน ไว้ ณ ตาที่สาม(หว่างคิ้วทั้งสอง) คือ พระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม พระสิขีทศพลที่ 1 ตาขวา คือ พระพุทธเจ้ากกุกสันโธ ตาซ้าย พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ปาก คือ พระพุทธเจ้ากัสสปะหรือกัสสโป อก ลิ้นปี่และฝ่ามือขวา คือ พระพุทธเจ้าสมณโคดม ปอดข้างขวาและฝ่ามือข้างซ้าย คือ พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรโย กำหนดที่ไหน ไม่ว่าตา ปาก ที่ใดๆ ที่นั้นก็มีปฏิกริยาตอบโต้ทันที พอกำหนดที่ปาก อาจารย์สอน เราได้ยินว่า ห้ามด่า ห้ามแช่งใคร เพราะปากเราไม่ใช่ปากคนแล้ว แต่เป็นปากพระพุทธเจ้า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก พูดอะไรเป็นอย่างนั้น พอมาถึงที่มือซ้าย มีปฎิกริยาตอบโต้เหมือนกัน แต่พอมาถึงมือขวา รู้สึกว่าคลื่นจะรุนแรงไปหน่อย คุมไม่อยู่ พอกำหนดไปที่มือขวาเท่านั้นแหละ มือขวาก็ยกมือตบที่หัวเข่าดังสนั่น 4-5 ครั้ง เราไม่รู้จะทำอย่างไร แผ่เมตตาอยู่ในใจ(อาจารย์ชัย ก็แผ่เมตตา บุญกุศลให้พญานาคตนนี้ให้ได้ยินทั่วกันอีกครั้ง) ร่างเราค่อยสงบลง พออาจารย์กำหนดที่ปอดข้างขวา น่าจะประมาณนี้แหละ ข้างในท้องเหมือนจะมีลักษณะเป็นคลื่นวิ่งไปวิ่งมา เมื่อรับพระมาคลุมจิต คลุมร่างเรา อาจารย์ชัย ก็พาไปเที่ยวนิพพานเมืองแก้วข้างบน โดยให้เรากำหนดจิต(ยกจิตขึ้นนิพพานด้วยวิชามโนมยิทธิ อภิญญาใหญ่)ไปชมนิพพาน ไปกราบไหว้พระทุกๆพระองค์ ไปดูวิมานของพระบรมธรรมบิดา ไปดูวิมานของเราเองบนนิพพาน เราก็กำหนดตามที่อาจารย์บอก แต่ก็ยังแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่ว่า มีแสงสีหลายสี สีแดง ม่วง เหลือง ส้ม ขาว สลับกันไป ตอนสุดท้ายก็เป็นสีขาวกลมๆใส แล้วก็จะเป็นคล้ายแสงเพชร เปล่งประกายระยิบระยับ เหมือนกับที่โดนกับแสงพระอาทิตย์ เมื่อรับแสงทิพย์เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ชัย ก็สอนเพิ่มเติม สิ่งที่อาจารย์ชัย สอนก็คือ

1.ให้คิดแต่ในเรื่องความดี บุญกุศลเท่านั้น ถ้าคิดไม่ดีให้รีบตัดทิ้งเร็วที่สุดเพราะไม่มีประโยชน์และทำให้จิตเราเศร้าหมอง

2.รักษาศีล5 ให้บริสุทธิ์ ครบถ้วน(การปฏิบัติจะก้าวหน้าและได้ผลเร็วมาก)

3.ให้คิดถึง นึกถึงพระและพระนิพพานไว้ตลอดเวลา(เป็นอภิญญาใหญ่และแผ่เมตตาไปในตัวเองด้วย)

4.แผ่เมตตาไปสามโลกฝากไปกับแสงทิพย์ด้วยคาถาเงินล้านบ่อยๆ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี

5.ตักบาตรวิระทะโยอยู่ที่บ้านทุกวัน(โดยการหยอดเงินใส่ประปุก บาตรพระ ขันเงิน พานก็ได้)สวดคาถาเงินล้านไปด้วย(จะร่ำรวยทั้งทรัพย์ภายในและภายนอก มีความคล่องตัวในทุกๆด้าน ไม่มีอะไรติดขัด

6.จุดธูปวันละ 20 ดอก 4 ดอก กราบไหว้บูชาพระบรมธรรมบิดาและพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ปักธูปไว้ในบ้านใต้ชายคา ตรงไหนก็ได้ 16 ดอก กราบไหว้บูชาเทพ พรหม 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ปักธูป 4 ทิศละ 2 ดอก บนดินหรือกระถางธูป นอกชายคาบ้านหรือนอกรั้วบ้าน สวดคาถาเงินล้าน 9 จบให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ผี สัมภเวสีที่มองไม่ค่อยเห็นแสงทิพย์ ไม่สามารถโมทนาบุญได้ พวกเขาจะตามกลิ่นธูปมารับบุญแสงทิพย์ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นได้ คำสอนนี้ อ.คุณแม่เกษร สุทธจิตฯ พระอาจารย์ใหญ่แสงทิพย์ สอนอาจารย์ชัย และอาจารย์ก็นำมาสอนลูกศิษย์ต่อทุกๆคนไป

ไม่แน่ใจว่าจำที่อาจารย์ชัย สอนได้หมดหรือเปล่า จำได้ประมาณนี้แหละ เดี๋ยวค่อยศึกษาต่อไปแล้วกัน......

 

 


 

 

 

 

 

  7 มิ.ย. 2554 21:34 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2554

 

รู้สึกตัวเอง ประมาณตี 4 พี่น้ำหวานเพิ่งกลับมาจากวัด เพราะตอนกลางคืน มีการสวดทำพิธีปล่อยโคมไฟ แต่เราไม่ได้ไปเข้าร่วมพิธี อาจจะเหนื่อยจากการเดินทางตลอดทั้งวัน ก็เลยนอนพัก ประมาณตี 5 ครึ่ง ก็ลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งตัวเตรียมตัวจะเดินทาง โดยที่จะไปขึ้นรถ 2 แถวที่ปากทาง เพื่อที่จะเดินทางไปที่ บขส.ลำพูน พวกพี่ๆและบุคคลอื่นๆ ก็เตรียมเก็บกระเป๋าเพื่อจะเดินทางกลับเช่นกัน

ซักประมาณ 06.30 น. ก็เตรียมตัวจะจากบ้านทับสุรีย์ เลยไปลาอาจารย์จรูญ อาจารย์ถามว่าจะไปยังไง? เราบอกว่า จะไปขึ้นรถ 2 แถวไป บขส.ลำพูน แล้วจะเดินทางไปเชียงใหม่ต่อ อาจารย์จรูญไม่ให้ไป จะให้เราขึ้นรถกับอาจารย์หมอสุรจิต และให้ไปถวายพระธาตุก่อน จะมีการถวายประมาณ 09.09 น.

เมื่อเวลา 08.00 น. อาจารย์จรูญให้ไปใส่บาตรที่วัด เราก็ไปใส่บาตร ที่นี่จะมีการใส่บาตรข้าวเหนียว แต่จะมีที่น่าสังเกตุ คือ จะมีพระสงฆ์รูปหนึ่งใส่บาตรนำก่อน ต่อมาจึงเป็นชาวบ้านทั่วไป ตอนแรกเราไม่มีข้าวเหนียวใส่ จึงหยิบเงินมาใส่ แต่พอจะถึงคิวเรา ก็มีคนเอาข้าวเหนียวมาให้ 1 ถุง จึงได้ใส่ทั้งข้าวและเงิน พอใส่บาตรเสร็จ ก็เดินออกจากศาลา ไปที่พระธาตุแสงแก้ว เห็นอาจารย์ชัย และพี่ๆเขากำลังแบมือรับอะไรจากอากาศก็ไม่รู้ ก็เลยทำบ้าง ก็แบมือทั้ง 2 ข้าง ยื่นออกไป แล้วก็นึกในใจว่า ขอรับแสงทิพย์ ประมาณ 1 นาที ก็มีพลังงานกลมๆ วิ่งลงมาที่มือ และ....เริ่มใหญ่ขึ้นๆ และก็เร็วขึ้นๆ เป็นลำแสงพุ่งลงมา จนเราต้องตั้งท่ารับ โดยขยับขาออก เพื่อจะรับพลังลำแสงอันนั้น ใหญ่มาก จนเราต้องระบายออกทางเสียง!!!.....เพราะเมื่อพลังเข้ามาเต็มร่างกายเรา ก็มีเสียงตะโกนออกมา และมือทั้ง 2 ข้างก็ยกขึ้น และค่อยๆเอาลง จนอยู่ระดับเอว ตอนนั้นเราหลับตา จะมีแสงสีเหลือง สีขาว และก็เหมือน มีน้ำทิพย์ เป็นเกร็ดใสๆ มีประกาย โปรยลงมาจากเบื้องบนจนทั่วร่างของเรา ทำให้เรารู้สุกสบาย ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น ต่างตกใจกับอาการของเรา แต่เราก็ทำเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ไปเข้าร่วมพิธีถวายพระธาตุต่อ ระหว่างที่รอเวลาถวายพระธาตุ ก็มีอาจารย์คมสัน ท่านแนะนำตัวเองว่า เป็นนักศิลปะวาดภาพตามฝาผนังตามวัด โดยปกติจะวาดพระพุทธประวัติ แต่ตอนนี้ อยากจะวาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆ ถามว่าเมื่อเช้าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ตะโกน? จึงเล่าให้ท่านฟังตามลักษณะที่เกิดขึ้น โดยที่เราจะใช้คำว่า เหตุที่เกิดขึ้นมีพลังงาน หรือมวลสสารประเภทหนึ่งเท่านั้นอาจารย์คมสันเรียกให้เราไปนั่งดูที่คอมพิวเตอร์(โน๊ตบุค) โดยเปิดพิธีตอนกลางคืนให้เราดู ลืมเล่าไปว่า ตอนที่ยืนคุยกับอาจารย์คมสัน เรามีปฏิกริยาแปลกๆ เหมือนสิ่งที่อยู่ในสังขารเราจะออกมา แต่เราปิดปากไว้ ไม่ให้ออกมา อาจารย์คมสัน ก็มองหาเรา แต่เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี!!!

นั่งดูโน๊ตบุคกับพี่สาว เราเป็นคนถือ อาจารย์คมสันอยู่ด้านขวามือ พอเปิดพิธีตอนกลางคืน จะเห็นพระธาตุ และมีดวงกลมสีขาวๆเต็มไปหมด เลยอยู่รอบๆนั้นเราเริ่มมีอาการมือสั่น มีเสียงคำรามออกมา พยายามตั้งสติ แต่ก็คุมไม่ได้!!!

อาจารย์คมสัน เห็นปฏิกริยาของเรา จึงเรียกพระรูปหนึ่งให้ดู เป็นพระอาจารย์ที่มาจากวัดอื่น พอดูโน๊ตบุคประมาณ 10 นาทีเห็นจะได้ พอใกล้จะจบ พระอาจารย์เอารูปในโทรศัพท์ เป็นรูปพญานาค ที่เป็นแสงไฟจากพระธาตุแสงแก้ว มาให้เราดู ถามว่านี่รูปอะไร? เราก็คำรามใส่พระอาจารย์ เสียงดังมากเมื่อเราดูสิ่งที่อาจารย์คมสันให้เราดูเสร็จ อาจารย์ก็ขอเบอร์โทรเราไว้ เราก็แยกตัวออกมา ขึ้นมาถวายพระธาตุ นั่งฟังพระสวดซักพัก พระอาจารย์ก็เรียกเราลงไป เราเห็นลูกแก้วอยู่ในมือพระอาจารย์ ยื่นลูกแก้วให้เรา ลูกแก้วมีขนาดเท่ากัน ขนาดเท่ากับลูกมะนาวใหญ่ๆ พระอาจารย์บอกว่า นี่เป็นลูกแก้วธรรมดา อยากได้อะไรให้เราอธิษฐานจิตเอา เราก็อธิษฐาน ตามที่พระท่านบอก พออธิษฐานเสร็จ มือข้างซ้ายกำลูกแก้ว มือขวากำมือแน่น ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว แล้วก็คำรามออกมาสุดเสียง!!!.....ทันใดนั้น ฝนก็ตกลงมาโดยบังเอิญ พระอาจารย์หัวเราะ แล้วเราก็ส่งลูกแก้วคืนท่านไป แล้วก็ขึ้นไปถวายพระธาตุต่อจนพิธีจบ แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เราก็เดินทางไปเชียงใหม่ต่อ ก่อนที่จะกลับบ้านที่ปทุมธานี.....

 



 

 

 

 

 

  9 มิ.ย. 2554 11:35 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

   

  

 

วันพฤหัสที่ 19 พฤษภาคม 2554

ตอนเช้านั่งกินข้าวกับพี่สาว เมื่อวานน้าบุญเรศ สั่งพี่สาว ให้มาบอกเรา แต่ไม่มีเวลาคุยกัน ตอนเช้าก็เลยถามว่า มีอะไรจะเล่าให้ฟังหรือ? พี่สาวบอกว่า น้าให้มาบอกว่า เราเคยเกิดเป็นคนที่นั่น คือ ที่พระธาตุแสงแก้ว พี่สาวเพิ่งจะเริ่มเรื่อง เราก็น้ำตาไหลพรากๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ยกมือขึ้นบอกพี่สาวว่า พอก่อน ตั้งสติอยู่ประมาณ 2-3 นาที แล้วก็พร้อมที่จะให้พี่เขาเล่าต่อ เราเกิดเป็นคนที่นั่น มีลำดับขั้น เป็นชนชั้นสูงพอสมควร เบื่อกับชีวิตการครองเรือน ครองคู่ ก็เลยหนีมาบวช เดี๋ยวจะต้องได้กลับไปที่นั่นอีก แล้วคู่ของเราก็ตามมาทุกภพทุกชาติ ก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ
เวลาประมาณ 20.45 น. มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา เราก็หยิบมาดู เป็นเบอร์ส่วนตัว ก็เลยรับโทรศัพท์ เป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณกลางคนเห็นจะได้ ฟังจากเสียง ตอนที่รับโทรศัพท์ก็มีคลื่นบางอย่างมากระทบเรา แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ตอนแรกคิดว่าโทรผิด เพราะเขาบอกว่าโทรมาจากอเมริกา เราก็ไม่มีญาติที่นั่น เขาก็ถามต่อว่า นั่นรุ่งใช่ไหม? เราก็ตอบว่า ใช่ค่ะ ถามต่อ คชาธรใช่ไหม? เราก็ตอบว่า ใช่ค่ะ  เราเลยตั้งใจฟังใหม่ว่าเป็นใคร? เพราะสัญญาณไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพิ่งจะรู้ว่า เป็นแม่เกษร อาจารย์ของอาจารย์วิชัย(ชัย แสงทิพย์)นั่นเอง แม่ถามว่า เป็นยังไงบ้าง? มีพญานาคมากวนไหม? เราก็เลยบอกแม่ไปว่า “เขาจะมาเฉพาะเวลาที่เราสวดมนต์ ทำบุญ หรือเข้าพิธีทางศาสนา แม่จึงบอกเหตุที่เขามาอยู่กับเรา คือ
1.มาคุ้มครอง 2.มาโมทนาบุญ 3.มาพึ่งบุญบารมี
เราก็ถามแม่ต่อว่า แล้วเวลาไปสถานที่ต่างๆ ไปทำบุญ บางครั้งเสียงเราก็จะเปลี่ยนเป็นผู้ชายบ้าง คำรามบ้าง แม่เกษรถามเราว่า เราทำยังไงถ้ามีอาการ? เราก็ตอบว่า”ปิดทวารทั้งหมด” เพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา บางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็คุมไม่ได้ แม่เกษรสอนว่า ให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระบรมธรรมบิดา แล้วให้ท่อง”นะโมพุทธายะ” ให้พระ 7 พระองค์คุ้มครอง แล้วแม่ถามว่า หนังสือแสงทิพย์อริยธรรมได้หรือยัง? เราก็ตอบว่า “ได้แล้วค่ะ กำลังศึกษาอยู่” แม่บอกให้อ่านสัก 100 รอบ เพื่อจะได้เข้าใจและสามารถไปสอนผู้อื่นได้ เราถามต่อ “แม่คะ หนูยังแยกไม่ได้ ระยะพลังที่เป็นสิ่งดี กับไม่ดี แม่ก็เลยสอนโดยการส่งพลังมา 2 แบบ

แบบที่ 1-จะเป็นลักษณะเหมือนน้ำทิพย์ แล้วก็มีประกายแว๊บๆเต็มไปหมดเลย แม่บอกว่า นี่คือ พลังแสงทิพย์ แม่ถามว่าตอนที่คุยโทรศัพท์ แม่ส่งพลังมา ได้รับไหม? เราก็ตอบว่า ได้รับค่ะ
แบบที่ 2-จะเป็นลักษณะฮึดฮัด เหมือนคนมีกิเลส เป็นโทสะ เป็นลักษณะ”สีดำ” ตอนที่แม่บอกให้ดู เราหลับตา นึกภาพ แม่บอกไม่ใช้ ให้ใช้ความรู้สึกแรกเลยจับ หรือเรียกว่า”มโนมยิทธิ”
ต่อมาแม่ก็สอนเรื่องพลังแสงทิพย์ โดยให้นึกถึงพระบรมธรรมบิดาไว้บนศีรษะ แล้วท่อง”นะโมพุทธายะ” เพื่อรับแสงทิพย์อริยธรรม แล้วรับพระทั้ง 7 พระองค์ แม่บอกให้เราบอกจุดที่ให้พระมาสถิตที่สังขารเรา เราบอกว่า จำได้แต่ว่า มาสถิตที่ตาซ้าย ตาขวา แขนซ้ายและแขนขวา เพราะตอนนั้น เรากำลังต้องคุมจิตอีก 1 ดวง ไม่ให้แสดงออกมา แม่สอนต่ออีกว่า พลังแสงทิพย์จะช่วยสรรพสัตว์ ช่วยทั้งสามโลก โดยการแผ่เมตตา โดยใช้กายเราเป็นสื่อ แม่ถามว่า ถ้าเจอคนที่มีลักษณะมีคลื่นแบบที่ 2 เราจะช่วยเขาไหม? เราตอบ ช่วย แม่บอกว่า 
ขั้นแรก-ให้ยิ้มให้เขาแล้วกันตามปกติ แล้วเขาจะเล่าทุกอย่างให้เราฟังเอง ถามต่อ อยากช่วยคนไหม? หมายถึงทั้งสามโลก ก็มีจิตอีกดวง แทรกขึ้นมาบอกว่า อยากช่วย แต่ไม่รู้จะทำยังไง? จะช่วยยังไง แล้วก็ร้องไห้!!! จากสัมผัสเรา จิตดวงนี้เป็นผู้หญิง แต่ไม่ใช่จิตเรา.....อ้อ!!.....ลืมเล่า แม่บอกวิธีการทำน้ำมนต์ เพื่อช่วยคน ด้วยการนำองค์พระบรมธรรมบิดา เป็นองค์ล๊อกเก็ต หรือลูกแก้ว ไปจุ่มน้ำ แล้วก็อธิษฐานจิตให้เป็นน้ำมนต์ แม่ถามเราว่า มีพระห้อยคอไหม? เราบอกว่า มีแต่พระสงฆ์ แม่แนะนำให้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระบรมธรรมบิดา ให้โทรไปได้เลย แม่ให้ฟรี!!! แม่ถามว่า รู้สึกเป็นยังไงบ้าง? เราบอกว่า รู้สึกปีติ ขอบคุณและโมทนาบุญการสอนธรรมให้กับเราในครั้งนี้ด้วย......

 

 

 

 

 

  14 มิ.ย. 2554 17:11 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2554

 

เวลาประมาณ 12.40 น.พี่หวาน โทรมาบอกว่า อ.ชัย โทรมาให้โทรกลับ พอดีว่าเข้าทำงานแล้ว ก็เลยจะโทรไปนัดเวลา ก็เลยโทรไปหาอาจารย์ พอโทรกลับ อ.ชัย บอกว่า คุยไม่นาน อาจารย์แนะนำเกี่ยวกับเรื่อง”แฟนเรา” เป็นคำที่อาจารย์ใช้ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมอาจารย์จึงใช้คำนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่สาวเราเล่าอะไรให้อาจารย์ฟังบ้าง ก่อนที่เราจะไปถึงลำพูน ตอนที่ไปแห่พระธาตุ แต่คนขับรถของพระอาจารย์เซี๊ยะธง เล่าให้คนข้างบ้านเราฟัง แล้วเขามาเล่าให้เราฟังอีกต่อ วันเสาร์ประมาณ 3 ทุ่ม อาจารย์เซี๊ยะธงว่า “จิตดวงที่อยู่กับเรา ไปต่อสู้กับพระอาจารย์” ก่อนที่วันอาทิตย์ ตัวเราจะเดินทางไป คนขับรถก็ใช้คำว่า”แฟนเรา”เหมือนกัน พอตอนเช้าวันอาทิตย์ ก็ทำให้หลงทาง และก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปกติเวลาพระอาจารย์ดูให้ใคร จะไม่ใช้ลูกประคำที่เป็นหยกเยอะขนาดนี้ อันนี้เป็นข้อมูลจากคนที่เคยมาครั้งที่ 2 หรือ 3 นี่แหละ และเราก็พอจะเข้าใจว่า ทำไมพระอาจารย์ถึงเหนื่อย จึงขอพักก่อนที่เราจะเข้าไปกราบและก็ดูดวงให้เรา แต่เราไม่คิดอะไร ก็เลยเฉยและพิจารณา

อ.ชัย แนะนำว่า เป็นคำแนะนำจาก”ลูกแก้ว”(อ.แก้ว พุทธะ)ซึ่งเป็นลูกชายของอาจารย์ในอดีตชาติ

1.ถอนคำสาบาน เพราะการสาบานเป็นสิ่งเกาะเกี่ยวจิตใจ

2.แผ่เมตตา การแผ่เมตตาเป็นการอุทิศบุญให้เขา และให้สอนธรรมเขาด้วย เขาจะได้หลุดพ้น และจุดมุ่งหมายของเรา คือ พระนิพพาน

3.อโหสิกรรม การอโหสิกรรม คือ เราเคยทำอะไรที่ไม่ดีต่อกันและกัน ก็ขอให้ยกโทษให้กัน

เราก็รับคำแนะนำมาพิจารราไว้ พอกลับบ้าน ประมาณ 20.45 น. ที่บ้านได้ Sheet ในการปฏิบัติในการรับแสงทิพย์อริยธรรม และขอให้พี่น้ำหวานโหลดวิธีจุดธูป 20 ดอก และการสอนธรรมเกี่ยวกับเรื่องพลังแสงทิพย์อริยธรรม เป็นบทกวี อันดับแรก เราเปิดการจุดธูป 20 ดอก ฟังก่อนเลย เพราะจะได้แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย พอกินข้าวเรียบร้อย ก็มานั่งเปิด Sheet และปฏิบัติตามนั้น แต่เพิ่มเติมเรื่องการถอนคำสาบานเข้าไป เพราะใน Sheet จะมีการแผ่เมตตากับอโหสิกรรมอยู่ในนั้น เราใช้วิธีการเอ่ยชื่อ “ท้าวไพฑูรภัทรสิทธิ์”และผู้ที่เคยเกิดเป็นคู่ครองของเรา และติดตามเรามา นั่งหลับตาซักพัก ก็มีน้ำตาไหลออกมา ความรู้สึกตอนนั้น คือ เศร้า แต่เราก็เฉย และเหมือนจิตอีกดวงจะอ่อนลง อันนี้เป็นความรู้สึกของเราที่สัมผัสได้….

 

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2554

 

เช้า ตีห้า ลุกขึ้นมาอาบน้ำ และก็รับแสงทิพย์อริยธรรม ตามSheet ที่พี่น้ำหวานให้มา และก่อนไปทำงาน ก็ไปจุดธูป 20 ดอก แบบที่อาจารย์ชัยสอน และก็ไม่ลืมที่จะใส่บาตรวิระทะโยทุกเช้า คือ หยอดเงินใส่ประปุก และท่องคาถาเงินล้าน พอไปถึงรถบริษัท ก็อ่านหนังสือแสงทิพย์อริยธรรมบนรถ ตั้งแต่การเคหะฯจนเกือบถึงบริษัท ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนกินข้าว หรือกินอาหารทุกครั้ง ก็ไม่ลืมที่จะถวายพระบรมธรรมบิดา และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน เมื่อเห็นแสงพระอาทิตย์ หรือแสงไฟที่ไหน ก็อธิษฐานจิตขอรับแสงทิพย์อริยธรรม โดยอัญเชิญพระบรมธรรมบิดามาประทับเหนือศีรษะ และเชิญพระมาสถิตที่สังขารอยู่เรื่อยๆ ทำอย่างนี้ประจำ ตั้งแต่วันรับแสงทิพย์ และก็สำรวจจิตบ่อยๆ พี่น้ำหวานสอนว่า ใน 1 วัน ถ้าไม่โกรธเลย จะปิดประตูอบายภูมิทั้ง 4 ได้

ตอนเย็นเลิก OT 20.45 น.ถึงบ้าน ได้รับพระธาตุจาก อ.ชัย และรูปตอนที่ไปแห่พระธาตุจากอาจารย์ชลาศัย ก็เข้าห้องอัญเชิญพระธาตุขึ้นหิ้งพระ ตอนนี้ เราได้รับพระธาตุมาจาก 3 ที่ 1.ที่วัดสังฆทาน 2.วัดโพธิ์ทัศ ได้รับจากผู้ปฏิบัติธรรม โดยพระธาตุทรงได้รับ คือ(เสด็จ)มาเอง เราเรียกไม่ถูก ไม่รู้จะเขียนแบบไหนดี ทั้ง 2 ที่นี้ ตอนรับจะมีจิตอีกดวงมาแทรกตอนที่เรารับ 3.พระธาตุจาก อ.ชัย พอกำพระธาตุไว้ในมือ จะมีพลังงานมวลหนี่ง ซึ่งสามารถสัมผัสได้

ก่อนนอน เราก็ปฏิบัติในการรับพลังแสงทิพย์อริยธรรมตามSheet และก็ไม่ลืมที่จะถอนคำสาบาน ตอนนี้ความรู้สึกว่า เบาๆ บอกตรงๆว่า แต่ก่อนไม่เคยยอมรับจิตอีกดวงเลย จะต่อต้านตลอด ที่เขาจะแสดงออกมา แต่ตอนนี้ก็พยายามคุยในจิต และก็สอนแบบที่อ.ชัยบอก มันก็เลยไม่รู้สึกอึดอัด และก็คิดว่า จิตอีกดวงเป็นเพื่อนเรา และเป้าหมายของเรา คือพระนิพพาน นั่นเอง.....

 

 

 

 

 

 

  15 มิ.ย. 2554 15:38 น.  
   ผู้ชมทั่วไป japan1

  

  

น่าสนใจติดตามเรื่องราวอยู่มีอะไรก็มาโพสอีกนะ สนุกดี

 

 

 

 

  18 มิ.ย. 2554 09:01 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
Pattamawadee

  
 

  

 

 

วันพฤหัสที่ 26 พฤษภาคม 2554

 

 

วันนี้ ปฏิบัติเช่นเคยเหมือนทุกวันที่ทำอยู่ 12.30 น. หยิบโทรศัพท์ คิดในใจว่าจะโทรไปหา อ.ชัย ดีไหม? ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร แต่ก็ตัดสินใจโทร เพราะเคยดูโทรทัศน์ มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นชาวต่างประเทศ เขียนขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือเขา เราก็เลยจำมาไว้เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าใครจะให้อะไร หรือ ทำอะไรให้ จะต้องขอบคุณเขาตลอด

พอโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ชัย ก็ขอบคุณที่ส่งพระธาตุมาให้ และก็คุยกับอาจารย์จนเพลิน จนอาจารย์บอกว่าให้ถามจิตอีกดวงหนึ่งซิว่า รู้จักพญานาคอนันตนาคราชไหม? เราก็เลยหัวเราะ ไม่รู้จะถามเขายังไงดี เพราะไม่ค่อยเข้าใจภาษาของเขา และอาจารย์ก็บอกว่า ถ้าเขาไม่มีที่อยู่ ให้ไปอยู่ที่พระธาตุแสงแก้ว แต่เราแย้งว่า จะอยู่ได้ยังไง เขามีพญานาคครองพิภพอยู่ เรารู้สึกว่ามีคลื่นเบาๆขึ้นมากระทบ แล้วเราก็เปลี่ยนภาษาพูดเป็นภาษาอื่น แต่ฟังไม่รู้เรื่อง!!!.... เราก็ปล่อยให้เขาพูดไป อ.ชัย บอกว่า ตอนที่เขาพูด ทำให้อาจารย์ขนลุก อาจารย์บอกว่า เขามาทักทาย เราจำได้ ภาษาที่เขาพูด เคยได้ยินอยู่ประมาณ 3 ครั้ง ครั้งแรกตอนเบิกเนตรพระแม่กวนอิมพันกร ลักษณะเหมือนสวดมนต์ ครั้งที่ 2 ตอนไปวัดโพธิ์ทัศ แล้วปะทะกับพระอาจารย์เซี๊ยะธง เหมือนต่อสู้กัน ครั้งที่ 3 คือ คุยกับ อ.ชัย เหมือนการคุยกันธรรมดานี่เอง แต่เราแปลไม่ออก ต้องรีบขออนุญาตอาจารย์เข้าทำงานแล้ว ต้องรีบวางสายโทรศัพท์

พอประมาณ 16.00 น.พี่น้ำหวาน โทรมา เราก็เลยคุยโทรศัพท์ภายในของบริษัท พี่น้ำหวานถามว่า โทรไปหาอาจารย์หรือ? บอกว่า โทรแล้ว ก็เล่าให้พี่หวานฟังถึงเรื่องที่คุยกับอาจารย์ พี่หวานแสดงความคิดเห็นว่า เขาคงต้องการที่อยู่หรือเปล่า? เมื่อก่อนเราจะมีแหวนพญานาคอยู่ที่นิ้ว แต่ตอนนี้ ให้คนอื่นไปแล้ว แต่ไว้เดี๋ยวหาที่อยู่ให้ใหม่ก็แล้วกัน

ตอนนี้ เวลาประมาณ 21.00 น. มัวแต่นั่งเขียนสมุดบันทึก เสียงจิ้งจกร้อง ก็เลยลุกขึ้นไปนั่งหน้าหิ้งพระ แล้วก็สวดมนต์ ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อาราธนาศีล ไหว้พระธาตุ แล้วก็รับแสงทิพย์อริยธรรม แสงฉัพพรรณรังสี วันนี้ รู้สึกว่า พลังงานค่อนข้างแรง เราก็อธิษฐานจิตไปเรื่อยๆ จนถึงเราอธิษฐานจิต ขอไปกราบพระบรมธรรมบิดา และขอให้ท่านทรงสอนธรรม ทันใดนั้นเอง....รู้สึกว่า มีพลังงานกลมๆ พุ่งขึ้นไปข้างบนเหนือหัวเรา แล้วร่างกายของเราก็ค่อยๆก้มลง(เรานั่งอยู่ในท่าสมาธิ มือ2ข้าง แบมือรับแสงทิพย์อริยธรรม วางไว้บนหัวเข่า) มีพลังงานที่เป็นลูกกลมๆ พุ่งออกมาจากหน้าอกข้างซ้ายของเรา จนทะลุออกมาข้างนอกหน้าอก แต่มองไม่เห็นพลังงานอันนั้น หัวเราก็ร่วงลงมาจากหัวเข่า แขนทั้ง2ข้าง ไม่มีพลังงานคอยควบคุม กระดูกสันหลังที่เคยตรง กลับก็หักลง รวมคอก็หักด้วย!!!....ด้วยความที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ตกใจนิดหน่อย แล้วก็พิจารณาธรรมต่อ จิตเรามองดูสังขารเหมือนกองขยะ ตอนนี้เราหลับตาอยู่ พยายามที่จะยกแขนให้ตั้งตรงเหมือนเดิมก็ทำไม่ได้!!!......เพราะมีความรู้สึกว่า ตอนนี้จะถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ จิต ที่เป็นลักษณะกลม กับสังขาร ที่ไม่มีจิตควบคุม ก็จะเหมือนเสื้อผ้าที่ถูกถอดออกจากจากหุ่น แล้วไปกองไว้ โดยที่ไม่มีหุ่นมาเป็นโครงให้!!!

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ จิต เขาถึงบอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว จิตสั่งให้ทำอะไรก็ทำ เมื่อไม่มีจิต กายก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ความรู้สึกตอนนั้น จิตคิดว่า ถ้าจิตเราเป็นดวงกลมๆ เราก็ไม่เห็นต้องใช้อะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แก้ว แหวน เงิน ทอง เพราะเรามีแค่จิตอย่างเดียว!!! ….คนที่ตายแล้ว จิตออกจากร่าง ไม่รู้จะเป็นลักษณะนี้หรือเปล่า? เราจึงเข้าใจธรรมข้อที่ว่า จิตกับสังขาร คนละส่วนกันจริงๆ ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ อ.ชัย ฟัง เพื่อจะได้คำแนะนำที่ดีๆ นอกเหนือจากที่เราเข้าใจ ตอนนี้กำลังเขียนสมุดบันทึกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่เกิดขึ้นในการเป็นมนุษย์ และสามารถสัมผัสพลังงานบางอย่างได้ เพื่อจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง

 

ย้อนไปประมาณ 7 หรือ 8 ปีที่แล้ว ก่อนเข้ามาทางสายนี้ ตอนนี้อายุ 33 ปี ตอนนั้นประมาณ 25 ปี ช่วงนั้น พ่อไม่สบายมาก รักษายังไงก็ไม่หาย ก็เลยไปบวชเนกขัมมะให้พ่อ ก็ไปบวชในป่าที่กาญจนบุรี เป็นภูเขา เราจะอยู่ประมาณตีนเขานี่แหละ พอหลังจากกลับมา ก็สัมผัสได้กับพลังงานที่อยู่ในกายเรา จะออกมาข้างนอก ควบคุมไม่อยู่ เราไม่รู้จะทำยังไงตอนแรก ก็เลยไปที่โต๊ะหมู่บูชาของพ่อ แล้วนั่งสมาธิ พ่อเป็นหมอแผนโบราณ รักษาคน เช่น ทำน้ำมนต์ ตั้งศาล จับเส้น ต่อกระดูก และอื่นๆอีก และเราก็เริ่มไปบวช ถือศีล 10 สวดมนต์ไหว้พระ สวดคาถาชินปัญชรจนขึ้นใจ สวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ยังจำไม่ได้ เพราะพระคาถายาวมาก เราทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ก็มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีไอร้อนออกมาจากร่างกาย ก็เลยไปถามเพื่อน ชื่อ จอม หรือฉายาจอมขมังเวทย์ เขาบอกว่า ธาตุธรรมเข้าแทรก!!!.....เราก็คิดไปตามที่เขาบอก เพราะเราไม่รู้ว่าคืออะไร? มีอยู่วันหนึ่ง ไปหาจอม จอมก็มีอาการแปลก เหมือนเราจะเข้าใกล้ไม่ได้ แขนขาของเขาเกร็งจนเส้นเลือดขึ้นเป็นแนว เขาก็เลยเดินหนีเรา พอเราจะเข้าไปถามเขาๆก็บอกว่า อย่าเข้ามา จนปัจจุบัน ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร?

เราปฏิบัติธรรมมาเรื่อยๆ ช่วงแรกจะศึกษาเรื่องกรรมฐาน การยืน เดิน นั่ง นอน ที่วัดปัญญานันทาราม แล้วก็มาศึกษาเรื่องกิเลสกับจิต กับแม่ชีฤทธิ์ศรา หาญดำรงศักดิ์ ที่สถานปฏิบัติธรรมวิมุติ จนปัจจุบัน ได้พบกับอาจารย์ชัย กำลังศึกษาเรื่องพลังแสงทิพย์อริยธรรม.......

 

.........(ยังมีต่อ โปรดติดตามต่อไป).........

 


 

 

 

 

 

  23 มิ.ย. 2554 12:21 น.  
   สมาชิกพิเศษ 
BuddhayanST

  
 

  

จบภาค 1 ภาค 2 กำลังจะนำลงเผยแพร่ต่อไปครับ....

 

 

 

 

โดย ชัยแสงทิพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net