วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....กาญจนบุรี...ฟอสซิล..ซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิค...นอติลอยด์..โตรมาโตไลท์


 

.

การออกไปแสดงตนในลักษณะจิตอาสา หรือจิตสาธารณะของชาวโอเคเนชั่นตามสถานที่ต่าง ๆ ในแต่ละครั้ง

เรามักจะมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างพร้อมกันไปในทริปเดียว

เพราะการรวมตัวบล็อกเกอร์ให้ได้จำนวนมาก ๆ และเดินทางมาจากหลากพื้นที่  เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายนัก

อย่างกรณีเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ และวันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ นั้น

กิจกรรมหลักที่กำหนดไว้ คือทำโป่งให้ช้างที่ป่าสลักพระ...ในวันเสาร์  

และทัศนศึกษาแหล่งซากดึกดำบรรพ์ของจังหวัดกาญจนบุรี...ในวันอาทิตย์

.

.

วันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖

.

 (ภาพภาษาหลากสี)

ก่อนลาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  ชาวโอเคเนชั่น  น้อมจิตใจถวายกองผ้าป่ากับพระโจ้ อุทิศส่วนกุศลให้พี่นุ

.

.

มอบเงิน..สิ่งของต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  

เพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านเหล่านั้นดูแลป่า  ดูแลสัตว์ป่าแทนพวกเรา

.

.

กิจกรรมถ่ายภาพ...เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก...

สิริรวมอายุได้ ๓๐๐ ปี พอดี.....เรียกชื่อภาพนี้ว่า  "สาว ๓๐๐ ปี" ...ฮา !....

.

.

สองนี้คนรวมกัน ครึ่งร้อยนิด ๆ ....

.

.

ผมชอบแอบถ่ายนางเอกภาพยนต์คนนี้มาก  น้องยุ้ยสวยทุกอิริยาบท..สร้างความชื่นฉ่ำใจแก่ผู้พบเห็น

.

.

...๔ คน ๔ จังหวัดมาเจอกัน......กาญจนบุรี...สมุทรปราการ...ตรัง...กระบี่

.

.

สักนิดเหอะนะ...(ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อ..กำหนัน..)

.

.

มีฮาเล่ย์สักคัน...ซ้อน ๓ กันไปเลยครับท่าน.....

.

.

.

.

ความสุขสดใสของชาวโอเคเนชั่น  คือการได้ถ่ายภาพร่วมกัน  

บันทึกความรู้สึกไว้ว่าครั้งหนึ่งเรารู้จักกัน ได้เจอะเจอตัวเป็น ๆ 

อาจจะเป็นเพียงมิตรภาพช่วงสั้น ๆ ของความเป็นจริงแห่งชีวิต  

แต่ความผูกพันในโลกโซเชียลมีเดีย  พวกเรามีให้ต่อกันเกือบทุก ๆ วัน

กดไลท์กันบ้าง...การให้คอมเมนท์กันบ้าง...การจิ้มคุยกันในไลน์กันบ้าง...หรือโทรศัพท์คุยกันบ้าง..

รวมไปถึงการนัดเจอกันกลุ่มเล็ก ๆ สำหรับผู้ที่ชอบหรือสนใจในสิ่งที่เหมือน ๆ กัน

แต่สายใยบาง ๆ เส้นหนึ่งที่พวกเราจะมีให้กันเสมอ  คือ "การคิดถึงกันอย่างไม่มีเหตุผล"

.

.

.

เก้าโมงเช้า  รถทุกคันมุ่งหน้าไปทางอำเภอศรีสวัสดิ์  วันนี้พวกเรามีกิจกรรม "ทัศนศึกษาแหล่งซากดึกดำบรรพ์"

.

.

"คมฉาน ตะวันฉาย" ประสานงานนัดหมายเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณี  เจอกับพวกเรา ณ ที่ทำการ อบต.ท่ากระดาน

ผมทราบมาว่า  วันนี้เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณี  มาให้การต้อนรับชาวโอเคเนชั่นเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

.

.

ผมตกใจ  เมื่อได้เห็น

"ท่านผอ.นิวัติ บุญนพ" (เสื้อเหลือง)

ผู้อำนวยการส่วนประสานงานและสนับสนุนทางวิชาการ  ศูนย์สารสนเทศทรัพยากรธรณี  กรมทรัพยากรธรณี  

นอกจากนี้ ยังมี

"ท่านผอ.สุรีย์ ธีระรังสิกุล" (คนกลาง)  

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์

"ท่าน ผอ.อัปสร สอาดสุด" (เสื้อแขนยาวลายสก๊อต)  

นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ ซึ่งท่านเป็นผู้อำนวยการส่วนวิจัยซากดึกดำบรรพ์

มาให้การต้อนรับพวกเราด้วยตัวท่านเอง  น่าภาคภูมิใจมาก ๆ ครับ

"คมฉาน ตะวันฉาย"  นี่ไม่ธรรมดา  นัดหมายผู้ใหญ่ได้เยอะแยะ

อย่างที่ผมบอกไว้ในเบื้องต้นว่า  งานนี้พี่อัฏของเราประสานงานโดยเอาชื่อ "คมฉาน ตะวันฉาย" เป็นประกันทีเดียว

.

.

 (ภาพโดยคุณชาลี)

ที่ อบต.ท่ากระดาน  คุณชาลี พี่อัฏ ต๋อย พร เอก และผม  เคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่ง  เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

ครั้งที่มาสำรวจเส้นทางเพื่อโครงการขุนช้างสลักพระ

.

.

ครั้งนั้น  มาเจอกับ "ท่านนายกไพบูลย์ สุวรรณ์"  นายก อบต.ท่ากระดาน  ท่านให้รายละเอียดต่อพวกเรามากมาย

.

.

ท่านนายกไพบูลย์ฯ เลี้ยงกาแฟ และขนมใส่ใส้ที่อร่อยที่สุดกับผู้มาเยือน

วันนั้น "น้องพร" ทานขนมใส่ใส้ไปกี่ห่อน้อ.....?  เอาเป็นว่าหมดจานนี้ก็แล้วกัน..

แต่วันนี้  ผมไม่ได้เจอกับท่านนายกไพบูลย์ฯ  และไม่ได้ทานขนมใส่ใส้....

ทราบทีหลังว่า  ท่านอยู่ในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายก อบต.  ทำให้ไม่สามารถมาต้อนรับพวกเราได้

.

.

ชาวโอเคเนชั่น ลงจากรถและเดินไปที่เต้นท์  เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณี

.

.

ลงทะเบียน  บันทึกชื่อจริงนามสกุลจริงที่ปรากฏในบัตรประชาชนกันซะหน่อย ตามระเบียบของทางราชการ

.

.

โดยมี ทีมงานประชาสัมพันธ์ จากศูนย์สารสนเทศทรัพยากรธรณี

ยิ้มแย้มแจ่มใส คอยอำนวยความสะดวกตลอดเวลา

.

.

รับเอกสาร คู่มือสำหรับการทัศนศึกษา  และรับอุปกรณ์แว่นขยายขนาดเล็กสำหรับดูซากฟอสซิล

ก่อนจะไปส่องซากฟอสซิล  หยิบกล้องมาทดลองส่องพระกันซะก่อน

.

.

ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุนชุลเกกันอยู่นั้น

ท่าน ผอ.อัปสรฯ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยซากดึกดำบรรพ์  

ฉวยโอกาสบรรยายให้ฟังเบื้องต้นเกี่ยวกับ "ซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิด และซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์"

ว่ามันคืออะไร?

.

.

ท่าน ผอ.นิวัติฯ ผู้อำนวยการส่วนประสานและสนับสนุนทางวิชาการ

หยิบตัวอย่าง "ซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิด" มาให้ชม

บล็อกเกอร์อื่น ๆ จะเข้าใจหรือไม่นั้น  ผมไม่ทราบ  

แต่ผมเห็นว่า "เด็กน้อย" คนนั้นเข้าใจ...

.

.

.

โดยส่วนตัวของผมมีอาชีพเป็นข้าราชการ  

ผมให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เป็นหลัก

เพราะผมมีความเชื่อว่า  กิจการในทุก ๆ ด้านจะสำเร็จลงได้เพราะคนหรือมนุษย์เป็นผู้กระทำให้สำเร็จหรือกระทำให้ล้มเหลว

ผมจึงศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมมนุษย์  เรื่องของจิตมนุษย์ มาตลอดเวลา

ต่อมาเมื่อผมละวางเรื่องมนุษย์ไปบ้าง  

ผมหันไปสนใจ เรื่องหิน  เรื่องปราสาทหิน  เรื่องเมฆ  เรื่องดินฟ้าอากาศ

เรื่องฟอสซิล  เป็นเรื่องไกลตัวของผมเกินไปที่จะไปเข้าใจได้

แต่ผมก็ให้ความสนใจในระดับหนึ่งเหมือนกันนะครับ

ผมเคยไปที่ "สุสานหอยที่จังหวัดกระบี่"  ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ

ผมไปเที่ยวมาตั้งแต่เขายังไม่ตั้งอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตนธารา-หมู่เกาะพีพี ซะอีก(เพราะเขาเพิ่งจะตั้งเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๒๖)

ไปดูแล้วผมก็ไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจตั้งแต่ชื่อของสุสานหอยว่า มัน ๗๕ ล้านปี หรือ ๔๕ ล้านปีกันแน่

หอยขมพวกนั้นมันมาทับถมกันทำไม?  ทับถมกันได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้มันอยู่ในความรู้สึกของผม  แต่ไม่มีใครจะสามารถอธิบายอย่างง่าย ๆ ให้ผมเข้าใจได้

.

.

เมื่อวันที่ ๑๔ ก.ค. ๒๕๕๖ ครั้งที่เดินทางมาท่ากระดานกับคุณชาลี และพี่อัฏครั้งแรก

ก็ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ให้ผม  แต่สิ่งที่ผมได้รับเพียงมีคนบอกว่า  

อยากจะให้แหล่งซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์ท่ากระดานนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้ที่สนใจ

เมื่อกลับจากกาญจนบุรีครั้งนั้น  ผมพยายามที่จะหาวิธีการเขียนเรื่องนี้ในบล็อก  

บอกตามตรงว่าว่าเขียนไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น ลงท้ายอย่างไรดี

.

.

การย้อยรอยกลับมาเป็นครั้งที่ ๒ นี้  ผมจึงอยากจะพบกับองค์ความรู้ให้มากที่สุด

และอย่างที่บอกว่า  ผมตกใจ  เมื่อได้เห็นท่าน ผอ.นิวัติฯ และท่าน ผอ.อัปสรฯ

เพราะนี่คือองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ของกรมทรัพยากรธรณี และผมก็ได้มาพบท่านแล้ว  

วันนี้ผมจึงขอตั้งใจฟัง  ตั้งใจดู  อย่างที่ไม่เคยตั้งใจมาก่อน

.

.

จากที่ทำการ อบต.ท่ากระดาน คณะเจ้าหน้าที่  นำพวกเราไปดูแหล่งทรากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิค ที่ตำบลช่องสะเดา อ.เมือง

.

ตั้งอยู่บริเวณเขาใกล้มัสยิดอัลมุฮาญิริน บ้านท่าตาโอน ตำบลช่องสะเดา

ริมทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๙ เส้นทางไปเขื่อนศรีนครินทร์นั่นแหละครับ

.

.

จอดรถไว้ข้าง ๆ มัสยิด  และเดินอ้อมไปทางด้านหลัง แถวเชิงเขา

.

.

ก่อนจะไปดูซากฟอสซิล  ท่านผอ.นิวัติฯ บรรยายให้ฟังเกี่ยวกับการเกิดชั้นหินของเปลือกโลก

โดยใช้อุปกรณ์เป็นแผ่นยางหลากสี  เปรียบเทียบว่าเป็นแผ่นหินแต่ชั้น  ซึ่งจะอยู่กันแบนราบ

.

.

ผอ.นิวัติฯ บีบแผ่นยางเข้าหากัน แล้วบรรยายให้เห็นว่า 

รอยคดโค้งของหิน  เกิดจากแรงบดอัดที่มากระทำต่อหินขณะที่หินมีคุณสมบัติยืดหยุ่น

ชั้นหินจะย่นยู่เข้าหากันในลักษณะของลูกคลื่น

.

.

 (ภาพก้อนหินริมฝั่งสาละวิน)

ขณะที่ผมยืนฟังบรรยายเรื่องชั้นหินที่เมืองกาญจน์ จากปากของท่าน ผอ.นิวัติฯ  

แต่ห้วงความคิดของผม  ย้อนกลับไปสู่ก้อนหินริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน...............นู้น......

.

.

(ภาพก้อนหินริมฝั่งสาละวิน)

ครั้งที่ผมได้เห็นแผ่นหินริมฝั่งสาละวินคดงอเป็นชั้น ๆ  

ผมถามตัวเองว่า  หินคดงอเพราะเหตุใด?  ทำไมหินจึงคดงออย่างนั้น?

ผมพกความสงสัยมาตั้งหลายปี  เพิ่งจะมาเข้าใจเอาวันนี้เองครับ

.

.

ท่าน ผอ.นิวัติฯ ยังอธิบายให้ฟังถึง "รอยเลื่อน" ต่าง ๆ

ในประเทศไทย แนวรอยเลื่อนที่พบเป็นแนวรอยเลื่อนตามแนวระดับ  

ขนาดของรอยเลื่อนมีตั้งแต่ 3 - 4 เซนติเมตร  จนถึงขนาดที่มีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร

เช่น รอยเลื่อนเชียงแสน พาดผ่านทางด้านเหนือของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

รอยเลื่อนแพร่ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดแพร่

รอยเลื่อนแม่ทา บริเวณจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

รอยเลื่อนเถิน จังหวัดตาก ขนานกับแนวรอบเลื่อนแพร่ทางด้านทิศตะวันตก

รอยเลื่อนแม่ปิง เมย อุทัยธานี

รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในร่องแม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแม่กลอง

รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ บริเวณลำน้ำแควน้อยตลอดสาย ถึงประเทศพม่า

รอยเลื่อนระนอง ตามแนวแม่น้ำกระบุรี

รอยเลื่อนคลองมะรุย พาดผ่านด้านทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตไปถึงบ้านดอน

.

ซึ่งสถานที่ที่พวกเรายืนอยู่  เรายืนอยู่บนรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์พอดี

ฟังแล้วก็รู้สึกเสียวเล็ก ๆ ครับ

.

.

สนุกไหมครับท่านผู้ชม  

เจอผู้รู้จริงบรรยาย  บรรยายแบบให้ชาวบ้านโง่ ๆ อย่างผมเข้าใจได้  ถือว่าไร้เทียมทานแล้วครับ

ผมยังคิดต่ออีกว่า  การที่เราจะเข้าใจเรื่องใดสักอย่างหนึ่ง  ความพึงพอใจที่จะเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน

ผมเป็นคนประเภทน้ำพร่องแก้ว  คือเป็นคนไม่ค่อยจะรู้อะไรเลย  และไม่ค่อยจะสนใจอะไรเลย

เมื่อถึงเวลาที่ผมจะทำความเข้าใจอะไรสักอย่าง  ผมเพียง "ตั้งอกตั้งใจ" ฟังเรื่องที่เขาเล่าหรือบรรยาย

ตามด้วย "การค้นคว้า" เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย  ผมก็เข้าใจ

ผมเพียงเข้าใจเท่านั้นนะครับ  เพราะผมเป็นคนไม่รู้จักจำ  

สมองในวันนี้ของผมจะจดจำสิ่งใหม่ ๆ แทบไม่ได้เลยครับ

ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งดีที่ธรรมชาติของร่างกายกำหนดไว้เช่นนั้น  

หากผมต้องจำสิ่งที่ได้พบเห็นทั้งหมด

ผมคงจะเป็นโรคประสาทไปนานแล้ว.....ก็ได้...

.

.

.

บรรยากาศวันนั้นดีมากครับ...อากาศไม่ร้อนนัก...ลมพัดเบา ๆ 

วิทยากรใช้เครื่องขยายเสียงบรรยายไปเรื่อย ๆ ....ผู้สนใจฟอสซิลก็ก้ม ๆ เงย ๆ หาฟอสซิลมาส่องด้วยกล้องแว่นขยายที่ได้รับแจก

ช่างภาพสาวหนุ่ม บันทึกภาพกันไปตามมุมที่ตนเองต้องการ

.

.

 

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่อง "ซากดึกดำบรรพ์" อย่างคร่าว ๆ 

ผมขอให้ท่านผู้อ่านแยกแยะคำที่เรียก "ซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดกาญจนบุรี" ออกเป็น ๒ คำเสียก่อน

คือ "ฟิวซูลินิด"  และ  "นอติลอยด์"

"ซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิด" จะพบที่ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วน "ซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์" จะพบที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อแยกให้ออกจากกัน  ความสับสนจะลดน้อยลง

.

.

เอาละซี...เจอภาษา  เจอคำจำเพาะ  ที่นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา  นักวิชาการ เขาตั้งขึ้นเพื่อเรียกชื่อสิ่งต่าง ๆ แล้วน่าเบื่อ

ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ชอบจำ  ไม่ชอบอ่าน  และเรียกไม่ถูกเอาเสียเลย  พานให้กลายเป็นโรคเบื่อเรื่องที่สำคัญ ๆ เหล่านี้

ท่านเป็นเหมือนผมไหมครับ?

ขณะที่เขียนเรื่องนี้เหมือนกันครับ  ผมต้องเขียนไป  พักไป

บางช่วงของอารมณ์อยากจะเขียนให้ปรู๊ดเดียวจบ....แต่บางช่วงของอารมณ์  อยากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  แล้วนอนหลับ

.

.

เอาเถอะยังไง ๆ มาถึงค่อนเรื่องแล้ว  มาว่าเรื่องของ  "ฟิวซูลินิด"  ต่อดีกว่า

ท่าน ผอ.นิวัติฯ บอกว่า  "ฟิวซูลินิด" เป็นสัตว์ทะเลเซลล์เดียวจัดอยู่ใน "ไฟลัมโพรโทซัว"  อันดับ "ฟอแรมมินิเฟอรา"

อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่น และบริเวณน้ำตื้น

ลักษณะภายนอกมีรูปร่างยาว หัวท้ายแหลม ลักษณะคล้ายกับเมล็ดข้าวสาร

มีขนาดเล็ก คือยาวประมาณ ๑ - ๑.๕ เซนติเมตร ทำให้คนทั่วไปคิดว่า เป็นข้าวสารหิน จึงนิยมเรียกว่า "คตข้าวสาร"

พบมากใน "ยุคคาร์บอนิเฟอรัสและยุคเพอร์เมียน"

สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ "ปลายยุคเพอร์เมียน"

นิยมใช้เป็น "ซากดึกดำบรรพ์ดัชนี" เนื่องจากแต่ละสกุลมีช่วงชีวิตสั้น เกิดแพร่หลายเป็นบริเวณกว้าง

มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถกำหนดอายุได้แน่นอน 

.

.

.

.

.

.

(ภาพโดยน้องตูน)

มะอึก...หูฟังวิทยากรบรรยาย....มือถ่ายรูป....ตาสอดส่ายหาก้อนหินที่มีฟอสซิล..

.

.

(ภาพโดยน้องตูน)

หินก้อนนี้น่าจะใช่..เป็นหินทรายเนื้อปูน  สีเทาแกมน้ำตาล  และมีจุดสีดำ ๆ อยู่ในเนื้อหิน

.

(ภาพโดยไอซี่)

น่านแหละช่ายเลย...."ฟิวซูลินิด"....."ฟิวซูลินิด"......

ท่องไว้.......

"ฟิว...ซู...ลิ...นิด"...."ฟิว.....ซู.....ลิ......นิด".....

.

.

แม่มะยงก็ส่องกล้องเป็นเหมือนกัน  

ความสนุกสนานของการดูฟอสซิล  อยู่ตรงนี้แหละครับ  

"หามันให้เจอ  และมองมันให้เห็น"

.

.

หรือเจอแล้ว  ใช่หรือไม่ ?  นำมาถามผู้รู้...และส่องดู...

(มันเป็นเนื้อชิน  หรือเนื้อว่านครับ....ท่านกัปตันแจ๊ค?)

.

.

ครูแดง คุณไก่ น้องแจน และคุณชาลี...ให้ความสนใจ...เช่นเดียวกับพวกเราทุก ๆ คน...

.

.

พักสายตาสักนิด  ด้วยการชมภาพ "ผึ้งกำลังบินอยู่กลางอากาศ"

ภาพนี้..ผมตั้งใจถ่ายมากครับ ...เล็งอยู่ตั้งนาน....ได้ภาพผึ้งกำลังบินสวย ๆ เป็นตัวแรกในชีวิตการถ่ายภาพ

.

.

สรุป...สำหรับท่านที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับ "ซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิค"  

หากท่านเดินทางไปเที่ยวเมืองกาญจน์  และใช้เส้นทางไปทางเขื่อนศรีนครินทร์  ใช้เวลาเพียงนิดเดียวสำหรับความรู้

แวะที่บ้านตาโอน ตำบลช่องสะเดานะครับ....

ที่พิกัด 0523829 ตะวันออก...1579438 เหนือ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  หากมีลูกหลาน หรือนักเรียนนักศึกษา  ควรแวะชมเพื่อปลูกฝังความรู้ให้กับเขา

สำหรับผู้สูงอายุ  ท่านมักจะไม่สนใจกับสิ่งเหล่านี้เท่าไหร่นักหรอกครับ...

.

.

.

จากตำบลช่องสะเดา  คณะของเราย้อนกลับตามทางเดิมอีกครั้ง  ไปที่ตำบลท่ากระดาน

ขับรถผ่าน อบต.ท่ากระดาน  ลอดซุ้มวัดท่ากระดานไปนะครับ

จุดนี้  จะไปดู "ซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์"

.

.

มีป้ายบอกแหล่ง "ซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์" ชัดเจน

.

.

ทีมงานประชาสัมพันธ์กรมทรัพยากรธรณี  ให้การต้อนรับอย่างดีเหมือนเดิม

ใกล้เที่ยงแล้ว  มีการแจกอาหารกล่องอย่างดีเป็นอาหารกลางวันสำหรับพวกเรา

.

.

แต่ละคนเหมือนจะไม่หิว  แต่เปิดกล่องอาหารและทานกันทันทีแบบว่า  อยากจะทานให้เสร็จเรื่องเสร็จราว...ประมาณนั้น

.

.

บล์อกเกอร์ปอมปอม  ยังสนุกสนานกับการเก็บบรรยากาศครับ

.

.

.......อาหย่อย........

.

.

ขณะที่ชาวโอเคเนชั่นกำลังทานอาหาร ท่าน ผอ.นิวัติฯ ก็เริ่มบรรยายให้ความรู้ต่อ

ผมรีบวางช้อนและซ่อม  และฟัง...

.

.

ท่าน ผอ.นิวัติฯ บอกว่า

"นอติลอยด์" เป็นกลุ่มของหอยทะเล  จัดอยูใน "ไฟลัมมอลลัสกา"  ในชั้นย่อยนอติลอยดี

มีเปลือกหุ้มภายนอก  เปลือกหรือกระดองมีรูปร่างค่อนข้างหลากหลาย

"นอติลอยด์" มีอยู่เป็นจำนวนมากในช่วงต้นของ "ยุคพาลีโอโซอิก"

ในปัจจุบัน พบเพียง ๖ ชนิดเท่านั้น

ท่าน ผอ.นิวัติฯ บรรยายให้ความรู้อย่างละเอียดอีกมาก  แต่ผมสรุปเคร่า ๆ มาแค่นนี้นะครับ

หากต้องการรู้เรื่องราวมากกว่านี้  ต้องเข้าคอสเล็ก ๆ แล้วล่ะครับ

หรือถามลุงกูเกิล  มีรายละเอียดเพียบ....อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว

 

.

.

ฝรั่งและพระ  ให้ความสนใจมาก

.

.

ครูแดง และพี่วิทย์  ก็ตั้งใจฟังอย่างดี

.

.

ส่วน  "พลซุ่มยิง"  ไปนั่งรอบนซากดึกดำบรรพ์อย่างพร้อมเพรียงครับ

.

.

เมื่อมาดู "ซากดึกดำบรรพ์" ที่ท่ากระดาน  นอกจากเราจะได้รู้จักคำว่า "นอติลอยด์" แล้ว

มีอีกคำ ๆ หนึ่ง ที่ควรจะได้รู้จัก

"สโตรมาโตไลท์"   ลองอ่านช้า ๆ นะครับ "สะ - โตร - มา - โต - ไลท์"

.

 

ท่าน ผอ. นิวัติฯ บรรยายเรื่อง "สโตรมาโตไลท์" ได้สนุกและน่าติดตามมากครับ

 แถมยิงมุกเรื่องเมื่อยมือจากการต้องถือโทรโข่ง  ซึ่งมีน้ำหนักเป็นสิบกิโลอยู่ตั้งนาน ไม่มีใครช่วย

สาวเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี  ถือกระดาษเพียงแผ่นเดียว  ยังเมื่อยมือเลยครับ

 

.

.

"สโตรมาโตไลท์" 

มีรูปร่างคล้ายตาข่าย  เกิดจากแบ็คทีเรียและสาหร่ายเซลเดียวพวก "ไซยาโนแบคทีเรีย" ที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลตื้น ๆ 

มีการเจริญเติบโตแบบแทรกผ่านตะกอนที่มาตกทับถม เพื่อให้ได้รับแสงแดดที่อยู่ด้านบน

การเจริญเติบโตของแบคคทีเรียเหล่านี้จะเชื่อมเม็ดตะกอนให้ติดกันและพอกหนาขึ้น

ทำให้เกิดลักษณะคล้าย ๆ ตาข่ายแทรกอยู่ทั่วไปในเนื้อหิน

และ "สโตรมาโตไลท์" นี้  จัดเป็นซากดึกดำบรรพ์เก่าแก่ประเภทหนึ่งของโลก เมื่อ ๕๐๐ ล้านปีก่อน

สมัยนั้นบล็อกเกอร์ท่านใดเกิดทัน....ยกมือขี้น....

.

.

มีตัวอย่างซากฟอสซิล "สโตรมาโตไลท์"  มาให้ดูกันถึงโต๊ะอาหารเชียวนะครับ

.

.

.

เบื่อหรือยังครับกับ "ซากดึกดำบรรพ์นอตินอยด์"  และ "ซากดึกดำบรรพ์สโตรมาโตไลท์" ?

พักสายตามาดูของสวย ๆ งาม ๆ กันบ้างดีกว่า

.

 

"ต๋อย-วันศุกร์" มีความเข้มบนใบหน้า ตา หู จมูก ปาก คิ้ว แก้ม สวยเด่นชัดเจน  ใครเห็นก็ต้องอยากเก็บภาพนี้ไว้

.

.

ผมถ่ายออกมาไม่เด่นนัก  ต้องดูฝีมือของอาจารย์ของผมครับ...(ไอซี่)

ใครเห็นก็ต้องบอกว่าสวย  แถมนิสัยใจคอดีเยี่ยมอีกต่างหาก

.

.

.

กลับมาที่เรื่อง "ซากดึกดำบรรพ์" ที่บ้านท่ากระดานกันต่อดีกว่าครับ..ใกล้จบแล้ว...

เมื่อชาวโอเคเนชั่น ทานอิ่มท้อง  และฟังบรรยายเรื่องราวจนอิ่มหูแล้ว  เราก็ลงไปดูสถานที่จริง

.

.

บริเวณ "แหล่งซากดึกดำบรรพ์บ้านท่ากระดาน"  ประกอบด้วยหินปูน และหินปูนเนื้อดิน "ยุคออร์โดวิเชียน"

ดินมีลักษณะสีเทา  และสีน้ำตาลปนแดง

เนื้อหินปูนบางบริเวณมีลักษณะคล้ายหินอ่อน และมีชั้นบางของหอนทรายแป้งแทรกสลับ

ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๒ ไร่

.

.

หินทุก ๆ ก้อนในบริเวณนี้  มีซากฟอสซิลอยู่ทุกก้อน มองไปตรงไหนก็เจอครับ

.

.

ทุก "ซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์" ผ่านการปรับแต่งให้มองเห็นชัดเจน และมีภาพถ่ายประกอบไว้ใกล้ ๆ  

.

.

มองแล้วก็เหมือนปลาหมึกกล้วย  ที่เรานำมาทำปลาหมึกยัดใส้นั่นแหละครับ

.

.

งดงาม น่าทึ่งยี่งนัก

.

.

ในส่วนของ "ซากดึกดำบรรพ์สโตรมาโตไลท์" ปรากฏอยู่ในแผ่นหินอย่างสวยงาม

.

.

บางท่านเกิดจินตนาการมองเห็นเป็นรอยพญานาค  ว่าเข้าไปโน่น...

.

.

"ไม้กลายเป็นหิน" ก็มีนะครับ  

ท่อนเบ้อเริ่ม  น่าจะขอไปทำเสาเรือน

.

.

ชื่นชมบรรยากาศฟอสซิล ๕๐๐ ล้านปีกันพอสมควร  ชาวโอเคก็ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก

.

.

"น้องน้ำ" ประชาสัมพันธ์คนสวยของกรมทรัพยากรธรณี  กล่าวขอบคุณพี่ ๆ ทุก ๆ คนที่มาเยือน

.

การทำประชาสัมพันธ์ของดีที่ไกลตัวของโลกของประเทศในลักษณะนี้   ผมในฐานะที่เคยเป็นเจ้าที่ประชาสัมพันธ์ของรัฐ

บอกตามตรงว่า  เป็นเรื่องที่ยากเย็นพอสมควร  เพราะการที่จะหาใครสักคนมาสนใจเรื่องไกลตัว  เป็นเรื่องลำบาก

ไหนจะสู้ข่าวคาวของดารา  หรือข่าวการเมืองได้  แต่ผมก็พึงพอใจที่ได้เห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว 

.

.

ท่านผู้สนใจที่มาเจอบทความเรื่องนี้  และอยากจะไปชม "ซากดึกดำบรรพ์ลอตอนอยด์" ที่ท่ากระดาน

หรือท่านที่ไปเที่ยวพักผ่อนแถว ๆ ที่น้ำตกเอราวัณ หรือที่เขื่อนศรีนครินทร์

ลองขับรถอ้อมขอบเขื่อนขึ้นไปทางอำเภอศรีสวัสดิ์อีกนิดเดียว

ท่านจะถึง "แหล่งซากดึกดำบรรพ์นอตินอยด์"

หรือท่านที่ไปพักผ่อนตามแพสำราญเหนือเขื่อนศรีนครินทร์

อาจจะบอกให้ทัวร์ หรือเจ้าของแพแนะนำท่านก็ได้นะครับ

หากขับรถไปเอง

ที่พิกัด  0513951 ตะวันออก  1597750 เหนือ

ใช้เวลาสักแป๊บ  กับสิ่งที่ผ่านมาถึง ๕๐๐ ล้านปี

ไม่เสียเวลามากหรอกครับ

.

.

.

ทุก ๆ ก้าวที่เราเหยียบย่างลงไปในธรรมชาติ  

ล้วนแล้วแต่เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต

จะเป็นขนาดใหญ่  ขนาดเล็กก็ว่ากันไป

สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ต่างทำหน้าที่ของเขาเพื่อโลกใบนี้ทั้งนั้น

.

การเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ ดับไป  เป็นเรื่องของกฏธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น

หอยสักตัว  ปลาหมึกสักตัว  เมื่อตายไปแล้วยังทิ้งซากให้ผู้คนได้ศึกษา

แต่มนุษยชาติ หัวกลม ๆ คอหยักๆ ตัวเป็น ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเหล่านั้นอย่างสิ้นเปลืองนั้น

เขาได้ทำประโยชน์กลับคืนธรรมชาติกันบ้างหรือยัง?

หากว่ายัง.....ก็ยังไม่สายนะครับ...

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net