วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Thailand Teflon ประเทศไทยไม่ติดปัญหา “ยิ้มได้” เมื่อภัยมา…


บทความของเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อสัปดาห์ก่อน (27 มกราคม) พูดถึงบทความจากหนังสือพิมพ์ International Herald Tribune เซ็กชั่น Business ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งคุณภูมิชาย ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ตัดสินใจโทรสารมาให้เปลว สีเงิน ได้อ่าน

บทความชิ้นนี้ผู้อ่านสามารถอ่านเวอร์ชั่นเต็มภาคภาษาอังกฤษที่ http://www.iht.com/articles/2007/01/23/business/baht.php หรือจะอ่านคำแปลที่ทางไทยโพสต์แปลเอาไว้ในคอลัมน์ “คนปลายซอย” ของเปลว สีเงินได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=27/Jan/2550&news_id=137043&cat_id=200

โดยเนื้อหาของบทความฉบับนี้จั่วหัวเอาไว้ด้วยเรื่อง “Teflon Thailand” โดยผู้เขียนที่ชื่อ Thomas Fuller พูดถึงทัศนคติที่ว่า ประเทศไทยยืนอยู่เหนือปัญหาเลวร้าย พูดง่ายๆ ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายให้ประเทศไทยชอกช้ำเท่าไหร่ก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ยังยืนอยู่ได้ โดยที่ประชาชนยังคงดิ้นรน พร้อมๆ กับมองโลกในแง่ดีต่อไปอย่างไม่ยึดติดกับปัญหา เปรียบเหมือนกระทะเทฟล่อน ที่ไม่มีคราบหรือรอยไหม้ติดกระทะ

สรุปใจความของเนื้อหา โธมัสระบุตอนต้นว่า แม้เหตุการณ์ลอบวางระเบิด จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างพากันวิตกกังวลว่า จะส่งผลกระทบทั้งทางด้านลูกค้ายกเลิกการจองทัวร์หรือห้องพัก แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเดินทางมาเที่ยว และจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทย โรงแรมต่างๆ โดยเฉพาะโอเรียนเต็ล และไฮแอท มีลูกค้าจองเต็ม

“เทฟลอนไทยแลนด์ คือคำที่ใช้เรียกขานประเทศไทย ความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง 1 ปีที่ผ่านมา ตามด้วยการรัฐประหาร การฆ่ารายวันที่ภาคใต้ และการที่รัฐบาลตามไล่บี้นักลงทุนต่างชาติ ข่าวร้ายพวกนี้หาได้ติดแน่นกับเมืองไทยไม่... นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติที่ช่วยกระพือเศรษฐกิจไทย ยังแสดงออกซึ่ง "ความจงรักภักดี" ต่อประเทศไทยอย่างน่าทึ่ง”

บทความชิ้นนี้นอกจากจะพูดถึงการท่องเที่ยวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนในประเทศไทย แม้จะมีมาตรการเข้มงวดกับเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทย ที่เข้ามาทำให้เงินบาทแข็งค่าไม่หยุด นักเศรษฐศาสตร์บ่งชี้ว่า ประเทศไทยส่งสินค้าออกมากไป และไม่นำเข้ามากที่ควร ทำให้ไทยได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น และการที่เงินทุนไหลเข้ากว่า 7.4 พันล้านเหรียญ ถือว่ามากพอดูสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเกิดความวุ่นวายทางการเมือง

นักวิเคราะห์ตลาดอย่าง “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” จาก บลจ.ภัทร มองว่าเมื่อเงินทุนไหลเข้าผสมกับการได้ดุลการค้า แรงกดดันต่อเงินบาทก็ยิ่งหนักหน่วง การส่งออกที่แข็งแกร่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เงินบาทยังคงแข็งค่า เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เศรษฐกิจของไทยพึ่งพิงกับกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่ซื้อสินค้าไทยอย่างมาก ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการส่งออกและลงทุนให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งโดยปกติหมายถึงการนำเข้าอุปกรณ์ด้านสาธารณูปโภคและโรงงานใหม่ๆ

“ผู้ส่งออกของไทยกล่าวว่า พวกเขาเป็นห่วงว่าการแข็งค่าของบาทจะเป็นผลเสียต่อธุรกิจส่งออกที่ทำให้ สินค้าไทยแพงขึ้นเมื่อส่งขายต่างประเทศในระยะยาว การเพิ่มขึ้นของค่าเงินบาทอาจทำร้ายภาพพจน์ของไทย ในฐานะประเทศที่เสนอบริการด้วยราคาค่อนข้างถูก เช่น กอล์ฟ, นวดแผนไทย, อาหาร และโรงแรมหรู” ด้านการท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยว 18.8 ล้านคน ซึ่งทาง ททท. ยืนยันว่า ทั้งปัญหาการเมืองและการระเบิด  ก็ไม่อาจทำให้นักท่องเที่ยวหนีหายไปจากเมืองไทย

บทความชิ้นนี้ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยถึงชาวต่างชาติที่ชื่อว่า “โควักส์” ซึ่งมาทำงานและพักผ่อนที่เมืองไทยประจำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บอกว่าเธอชอบคนไทย ชอบความใจดี และรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งรอยยิ้มที่ออกมาเธอบอกว่าไม่มีการปลอม หรือเสแสร้ง "เมื่อพวกเขายิ้ม นั่นคือยิ้มด้วยความรู้สึกจริงๆ นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ฉันรักคนไทย"

อ่านบทความจบแล้ว ถึงหลายคนจะมองว่าบทความนี้ดูเหมือนจะเกินความจริงไปบ้าง แต่สำหรับเรา เห็นแบบนี้ก็คงต้องอมยิ้มตาม และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือความจริงแต่ประการใด หากเราตั้งใจที่จะ “มองโลกในแง่ดี” ยิ้มสู้ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

หากยังจำกันได้ ภัยธรรมชาติที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่าง “เหตุการณ์สึนามิ” เราจะเห็นถึงสภาพจิตใจของประเทศชาติอันห่อเหี่ยว กับภาพความสูญเสียของประชาชน และความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังกระแสคลื่นพัดพาพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน แต่เชื่อหรือไม่ว่าว่าในบรรดาฝันร้าย เราได้พบเห็นคนไทยใช้เวลาวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ พากันช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการฉลองเข้าสู่ศักราชใหม่กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนต่างชาติพากันชื่นชมพลังสามัคคีที่มีอยู่ในตัวคนไทย

หรืออย่างในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิด เกี่ยวกับมาตรฐานคุณธรรม และจริยธรรมของอดีตผู้นำประเทศ แต่ในช่วงพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลังเสื้อสีเหลืองที่ประชาชนต่างพร้อมใจกันสวมใส่ แสดงถึงความจงรักภักดีร่วมกันอย่างไม่ยึดติดว่าเป็น “พวกเขา-พวกเรา” ถึงจะเป็นช่วงเวลาอันสั้น ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงก็ตาม

คอลัมน์ที่เรานำมายกเป็นประเด็นในวันนี้ บ่งบอกอะไรได้มากกว่าที่เราพบเห็น ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ออกมา สื่อให้เห็นว่าคนไทยต่างที่จะแยกแยะระหว่างวิกฤตทางการเมือง กับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจออกจากกัน เพราะเห็นว่าการที่เราเสี่ยงที่จะเดินหน้าต่อ มากกว่ามัวแต่ระแวงและรอคอยจังหวะโอกาส ถึงกระนั้นต่อให้เดินยาวมากเท่าไหร่ก็ตามไม่ทัน

นี่จึงเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี ที่คนไทยต่าง “ระมัดระวัง” กับสิ่งที่ไม่คาดคิด มากกว่าที่จะมัวแต่ “หวาดระแวง” หรือ “วิตกกังวล” ในความหวังบนน้ำบ่อหน้าจนไม่เป็นอันทำอะไร หรือไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกนิ้วเท้า ...

บทเรียนที่เกิดขึ้นกับความวุ่นวายในบ้านเมือง คนไทยส่วนมากต่างก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติในช่วงเวลาทำเงิน เพราะเห็นว่าหน้าที่สำคัญของพลเมืองคือการขับเคลื่อนวิถีชีวิตแบบเดิมๆ โดยที่การขับเคลื่อนทางสังคมเป็นเรื่องรองลงมา ถ้าไม่ใช่จังหวะโอกาสที่สำคัญจริงๆ หรือถ้าเป็นกับบางคนก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่ข้องเกี่ยว นี่จึงเป็น “ความหลากหลาย”ของการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดได้อย่างกลมกลืน

ในวันนี้ บทเรียนหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ซึ่งดูเหมือนประเทศไทยในยามนี้จะถูกสาปไปด้วยความแตกแยก จนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างดูซบเซาจนขาดชีวิตชีวา ถึงแม้ใครหลายคนจะวิตกกังวลถึง “ความไม่คาดคิด” ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ด้วยหลายเหตุปัจจัยที่คาดการณ์ไปต่างๆ นานา

แต่หลายคนยังคงเลือกที่จะเสี่ยงดำเนินชีวิต และดิ้นรนที่จะอยู่รอดจากการทำมาหากิน ไปตามแนวทางของตนเอง และพยายามยิ้มสู้ โดยคิดว่าประเทศไทยคงไม่มีคำว่าสิ้นหวัง

ถึงรอยยิ้มดังกล่าว ในจิตใจจะออกอาการ “หวานอม ขมกลืน” ก็ตาม ...

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net