วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของ PMAT และ BMC ประจำปี 2556


โดย : ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร

ตุลาคม 10, 2013 

และแล้วผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของ PMAT และ BMC ที่ผมช่วยดำเนินการอยู่ ก็เริ่มมีผลบางอย่างออกมาให้เห็นแล้ว ผลตัวแรกที่อยากนำเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และนักบริหารค่าจ้างเงินเดือน ก็คือ

"ข้อมูลเรื่องของอัตราแรกจ้างพนักงานใหม่ตามวุฒิการศึกษา" ซึ่งผมเชื่อว่าเกือบทุกบริษัทที่ต้องว่าจ้างพนักงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษา ต้องการทราบแน่นอนครับว่า ปีนี้ผลการสำรวจที่ออกมานั้นเป็นอย่างไร และแนวโน้มในปีถัดไปจะเป็นอย่างไรบ้าง

ผลการสำรวจในปีนี้ ระดับ ปวช-ปวส

มีการขยับอัตราแรกจ้างขึ้นมาอยู่บ้างในบางวุฒิการศึกษา อันเป็นผลมาจากการประกาศอัตราแรกจ้างในระดับปริญญาตรีจบใหม่ของราชการที่ระบุไว้ว่าเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ผลจากนโยบายของภาครัฐนี้ ทำให้ภาคเอกชนเริ่มหาพนักงานจบใหม่ได้ยากขึ้น เพราะนโยบายปริญญาตรีของภาคเอกชนในสาขาสังคมศาสตร์ทั่วไปนั้น เมื่อปีที่ผ่านมา จ่ายให้ไม่ถึง 15,000 บาทอยู่แล้ว ก็เลยทำให้หาพนักงานใหม่ยาก เพราะเด็กจบใหม่ (สังคมศาสตร์) เขียนในใบสมัครขอเงินเดือนอยู่ในช่วง 15,000-18,000 บาทเกือบทุกคน  

พอบริษัทแจ้งเงินเดือนว่าให้ตามที่เขียนไว้ไม่ได้ ก็ทำให้พนักงานก็ตัดสินใจไม่ทำงาน บริษัทก็เลยต้องหาพนักงานอยู่เรื่อยๆ

ผลสุดท้ายผลการสำรวจอัตราแรกจ้างในปี 2556 นี้ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนก็เริ่มขยับอัตราแรกจ้างพนักงานใหม่ในบางวุฒิการศึกษาขึ้นมา เพื่อให้สามารถสรรหาคัดเลือกพนักงานได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นนั่นเอง

เราลองมาดูผลการสำรวจปีนี้ว่าเป็นอย่างไรกันบ้างครับ จะเริ่มจากระดับ ปวช. ถึง ปวส. ก่อนในวันนี้นะครับ

วุฒิการศึกษา

สาขาวิชา

ปี 2555

ปี 2556

P50

P75

ปวช.

เทคนิค

9,500

9,800

12,000

พาณิชย์

9,300

9,700

11,000

ปวส.

เทคนิค

10,500

11,000

14,000

พาณิชย์

10,000

10,500

12,000

                                                          ตารางที่ 1

จากผลการสำรวจในปีนี้ จะเห็นได้ว่า อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาในระดับ ปวช. และปวส. นั้นเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้วเช่นกัน จากที่ลองวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมถึงเพิ่มขึ้นสูงกว่าปีที่ผ่านมา ก็พบว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • อัตราแรกจ้างปริญญาตรีของราชการเพิ่มสูงขึ้น เป็น 15,000 ก็เลยส่งผลให้วุฒิการศึกษาอื่นขยับตามขึ้นมาด้วย
  • เด็กที่จบในวุฒิการศึกษา ปวช. และปวส. เริ่มหายากขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่ตลาดยังมีความต้องการอยู่พอสมควร แต่คนที่จบมานั้นส่วนใหญ่ไปเรียนต่อกันหมด ก็เลยทำให้อัตราเริ่มจ้างสูงขึ้นกว่าเดิมเพราะจะได้ดึงดูดคนมาสมัครงานมากขึ้น
  • อัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา

จากผลการสำรวจปี 56 นี้มาจากข้อมูล 2 แหล่ง ก็คือ ผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของ BMC และ PMAT

ซึ่งมีจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจรวมแล้วมากกว่า 250 บริษัท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากพอที่จะถือว่าเป็นตัวแทนของตลาดในกทม. และในประเทศไทย เพราะตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป อัตราค่าจ้างของประเทศไทยถือว่ามีฐานที่เท่ากันทั้งหมดทั่วประเทศแล้

หากบริษัทใดมีปัญหาในการดึงดูดพนักงานจบใหม่ ในวุฒิ ปวช. และปวส. ก็ลองพิจารณาเปรียบเทียบอัตราเริ่มจ้างของบริษัท กับตลาดในปี 2556 นี้ดูก็ได้นะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต่ำกว่า หรือสูงกว่า และอาจจะต้องมีการนำเสนอผู้บริหารเพื่อของขยับอัตราแรกจ้างใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้อัตราค่าจ้างของบริษัทสามารถดึงดูดผู้สมัครเก่งๆ เข้ามาทำงานได้

จริงๆ แล้วยังมีบริษัทอีกส่วนหนึ่งที่จ่ายอยู่ในระดับสูงกว่าตลาด กล่าวคือ มีนโยบายการจ่ายค่าจ้างที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ตามตารางข้างบนที่แสดงให้เห็น บริษัทกลุ่มนี้ถือนโยบายว่าอัตราค่าจ้างของตนเองจะต้องสูงกว่าตลาด เพราะต้องการที่จะดึงดูดคนเก่งๆ เข้าทำงานกับบริษัท

 

ผลการสำรวจในปีนี้ ระดับปริญญาตรี

มาต่อเรื่องของอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาสำหรับพนักงานที่เพิ่งจบการศึกษามาในวุฒิปริญญาตรีว่า ผลการสำรวจค่าจ้างในปีนี้จะออกมาเป็นเท่าไหร่

พนักงานในวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องการตัว และเป็นวุฒิการศึกษาที่มีคนจบมาสูงที่สุด เพราะคนที่จบสายอาชีพไม่ว่าจะเป็นระดับ ปวช. หรือ ปวส. นั้น ล้วนแต่ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีกันเกือบหมด ยิ่งไปกว่านั้นภาครัฐที่ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า ปริญญาตรีจบใหม่อัตราเริ่มจ้างจะอยู่ที่ 15,000 บาท ก็มีผลทำให้เด็กที่จบใหม่ในระดับปริญญาตรีขอเงินเดือนกันสูงขึ้นมากกว่าในปีที่ผ่านมา อย่างน้อยๆก็กล้าขอที่ 15,000 บาท เท่ากับราชการ บางคนที่จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหน่อยก็เขียนตัวเลขเงินเดือนถึง 20,000 บาทกันเลยก็มี

วันนี้เราลองมาดูผลการสำรวจค่าจ้างปีนี้กันว่า อัตราเริ่มจ้างสำหรับระดับปริญญาตรีในแต่ละสาขาวิชานั้น ออกมาเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่ต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ตัวเลขที่ปรากฏในตารางข้างล่างนี้ เป็นตัวเลขอัตราแรกจ้างสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อนเลยนะครับ เรียกได้ว่า จบใหม่เดินออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยกันเลย

 

วุฒิการศึกษา

สาขาวิชา

ปี 2555

ปี 2556

P50

P75

ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์

18,000

18,000

21,000

วิทยาศาสตร์

15,000

16,000

18,000

คอมพิวเตอร์

15,000

15,500

18,000

บัญชี

14,000

15,000

17,000

บริหารธุรกิจ

13,000

15,000

17,000

สังคมศาสตร์

13,000

15,000

17,000

ผลการสำรวจข้างต้น ถ้าเราเทียบกับปีที่ผ่านมา

  • สายวิศวกรรม จะไม่ขยับขึ้นเลย
  • สายวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ จะมีขยับขึ้นกว่าปี 2555
  • ส่วนสายทางด้านบริหารทั่วไปนั้น มีการขยับขึ้นค่อนข้างจะมาก

จะสังเกตว่า ปี 2555 สายบริหารทั่วไป และสังคมศาสตร์นั้น อัตราแรกจ้างจะยังไม่ถึง 15,000 บาท แต่ในปีนี้ ขยับขึ้นมาที่ 15,000 บาท กันหมด ถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นสำหรับคนที่จบปริญญาตรีกันเลย ซึ่งแน่ๆ ก็คือเป็นผลจากภาครัฐประกาศปริญญาตรีให้เป็น 15,000 บาท และในปีที่แล้วนั้น ภาคเอกชนก็หาพนักงานระดับปริญญาตรีได้ยากขึ้นมาก ถ้าอัตราแรกจ้างไม่ถึง 15,000 บาท

ผลก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ ขยับอัตราแรกจ้างในระดับปริญญาตรีไปเริ่มต้นกันที่ 15,000 บาทกันเกือบทุกบริษัท อย่างไรก็ดียังมีบางบริษัทที่จ่ายไม่ถึง 15,000 บาท อยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ก็คงจะต้องปรับตามกันไปหมด เพราะถ้าไม่ปรับบริษัทจะมีแนวโน้มหาคนยากขึ้นไปอีก ยิ่งถ้าเราต้องการคนเก่งก็จะยิ่งยาก เพราะคนพวกนี้เขาตั้งค่าตัวไว้สูงมาก

ส่วนบางบริษัทที่ต้องการพนักงานที่เป็นคนเก่ง และมีศักยภาพที่ดีหน่อย รวมทั้งทำให้บริษัทของตนมีโอกาสได้เลือกผู้สมัครมากขึ้นก็จะกำหนดอัตราแรกจ้างกันที่ระดับ P75 ก็มีครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย และการแข่งขันในการว่าจ้างพนักงานว่าต้องการคนแบบไหน และแข่งกับบริษัทใดในตลาด

ลองเปรียบเทียบอัตราแรกจ้างของบริษัทตนเองกับผลการสำรวจดูนะครับ ถ้าบริษัทของเรายังเริ่มจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทอยู่ ก็จะเริ่มมีปัญหาในการหาคนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ บางบริษัทเจ้าของไม่ยอมปรับให้เป็น 15,000 เพราะมองว่าต้นทุนสูงขึ้นมาก แถมพนักงานเองก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะเพิ่งจบใหม่ ทำไมต้องจ่ายมากขนาดนี้

แต่ถ้าเราไม่จ่ายตามที่ตลาดจ่ายอยู่ ก็จะทำให้เราได้คนอีกแบบหนึ่ง ที่ผ่านการคัดเลือกจากบริษัทใหญ่ๆ ไปแล้ว พูดง่ายๆ ว่า เอาคนเก่งๆ ไปหมดแล้ว ที่เหลือ ก็จะตกมาหาบริษัทเรา และคนเหล่านี้ก็ยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่า 15,000 บาทได้ไม่ยากนักเพราะรู้ตัวว่าถ้าไม่เอา ก็คงจะหางานทำไม่ได้แล้ว ผลก็คือบริษัทจะได้พนักงานที่มีคุณภาพอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับคุณสมบัติที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าเราไม่จ่ายตามตลาด เราก็คงต้องลดสเป็คในการรับพนักงานของบริษัทเราลงหน่อย เพื่อให้เหมาะกับค่าจ้างที่เราเสมอให้ไป แต่ถ้าเราต้องการคนเก่งๆ และแย่งคนแบบเดียวกับบริษัทใหญ่ เราก็คงต้องปรับให้ทันกับเขา มิฉะนั้นแล้วเราก็คงไม่ได้คนแบบนั้นอย่างแน่นอนครับ

ในความเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมว่ายอมจ่ายสูงหน่อยสำหรับอัตราแรกจ้างเพื่อดึงดูดคนเก่ง และคนที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อได้ แล้วค่อยเติมแนวทางในการบริหารคนด้วยระบบบริหารผลงาน เพื่อให้พนักงานเหล่านี้สร้างผลงานที่ดี คนเก่งย่อมจะสร้างผลงานที่ดีได้ไม่ยากนัก เมื่อบริษัทมีผลงานที่ดี พนักงานก็จะได้รับรางวัลที่ดี มันก็จะวนเวียนเป็นวัฏจักรของการบริหารงานในองค์กรต่อไปเรื่อยๆ

ในทางตรงกันข้าม องค์กรมัวแต่ประหยัดไม่อยากปรับอัตราแรกจ้าง ก็จะได้พนักงานที่ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะมาขับเคลื่อนธุรกิจ บางครั้งต้องจ้างมากกว่า 1 คน ในขณะที่องค์กรใหญ่ๆ ยอมจ้างสูงหน่อยเพื่อให้ได้คนเก่งแค่เพียง 1 คน แต่สามารถทำงานได้เท่ากับคน 2 คนได้ ผมว่าแบบนี้คุ้มกว่ากันเยอะครับ

ผลการสำรวจในปีนี้ ระดับวุฒิการศึกษาปริญญาโท

สุดท้ายที่มีในรายงานผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของทางสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และของ บริษัท การจัดการธุรกิจ จำกัด (BMC) ซึ่งก็คือวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทนั่นเอง

ขออนุญาตย้ำอีกครั้งสำหรับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ จะเป็นวุฒิการศึกษาสำหรับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการว่าจ้างพนักงานที่วุฒิการศึกษาขั้นต่ำที่ปริญญาโทเลยนะครับ ไม่ใช่เปิดรับระดับปริญญาตรี แต่มีคนจบโทมาสมัครแล้วบริษัทเกิดสนใจและรับเข้าทำงาน ในกรณีหลังนี้ บริษัทส่วนใหญ่จะจ่ายผู้สมัครคนนื้ในระดับปริญญาตรีตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ครับ

ดังนั้นอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ จึงเป็นอัตราแรกจ้างที่ว่าจ้างพนักงานด้วยวุฒิการศึกษานี้เป็นขั้นต่ำเลย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ในเชิงวิเคราะห์มากขึ้นกว่าเดิม

วุฒิการศึกษา

สาขาวิชา

ปี 2555

ปี 2556

P50

P75

ปริญญาโท

วิศวกรรมศาสตร์

20,000

22,000

25,000

วิทยาศาสตร์

19,000

20,000

22,000

คอมพิวเตอร์

18,000

20,000

23,000

บัญชี

18,000

19,000

21,000

บริหารธุรกิจ

17,000

19,000

21,000

สังคมศาสตร์

15,000

18,000

20,000

เมื่อเทียบอัตราค่าเฉลี่ยของปริญญาโทของปี 2555 เทียบกับผลของปี 2556 ก็จะพบว่า อัตราแรกจ้างเพิ่มสูงขึ้นทุกสาขาวิชา

ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าปริญญาตรีขยับขึ้นเป็นเป็นเฉลี่ยกันที่ 15,000 บาท ก็เลยทำให้บริษัทที่ต้องการว่าจ้างพนักงานด้วยวุฒิปริญญาโท ก็ต้องขยับอัตราแรกจ้างของตนเองขึ้นให้ห่างออกไป เพื่อที่จะสามารถดึงดูดผู้สมัครเข้ามาได้

โดยสรุปภาพรวมของอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาในปี 2556 นั้น สามารถบอกได้เลยว่า ขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นแทบจะทุกระดับการศึกษา และทุกสาขาวิชา

ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ทำให้ฝ่ายบุคคลของบริษัทนำมาพิจารณาว่าอัตราแรกจ้างของบริษัทเรานั้น พอที่จะยังแข่งขันกับตลาดได้หรือไม่ เปิดรับสมัครพนักงานใหม่แล้ว มีคนมาให้เราเลือกมากพอหรือไม่ หรือประกาศไปก็พอมีมาให้เลือก แต่พอเลือกแล้ว บอกอัตราเงินเดือน ผู้สมัครต่างก็พากันปฏิเสธกันทั้งหมด เนื่องจากอัตราไม่สามารถแข่งขันกับตลาดได้

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณากำหนดอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษานี้ บริษัทเองจะต้องมีการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานอย่างชัดเจนว่าต้องการคนแบบไหน มีคุณสมบัติอย่างไร ตรงนี้ต้องชัดมากๆ ครับ เพราะมิฉะนั้นแล้วเราจะไม่สามารถกำหนดอัตราแรกจ้างที่แข่งขันได้เลย

เช่น ถ้าบริษัทของเราต้องการวิศวกร ประเภทต่อยอดมาจากวุฒิการศึกษา ปวส. เนื่องจากต้องการวิศวกรที่ต้องลุยงาน ทนแดดทนฝน พร้อมที่จะทำงานได้ในทุกสถานการณ์ อัตราแรกจ้างของวิศกรกลุ่มนี้ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง หรือในทางตรงกันข้ามบริษัทต้องการวิศวกรที่จบสายสามัญมาโดยตรง และต้องการวิศวกรที่เข้ามาใช้ความคิดวิเคราะห์ หาแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการทำงาน วิศกรกลุ่มนี้ก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง

ดังนั้นอัตราแรกจ้างที่ผมนำมาเล่าให้อ่านกัน 3 ตอนนั้น เป็นอัตราเฉลี่ยในตลาดที่ได้จากการสำรวจของ PMAT และ BMC เท่านั้น ไม่ได้แยกคุณลักษณะของคนที่องค์กรต้องการ เช่นบางองค์กรบอกว่าต้องการคนเก่งที่จบใหม่ๆ ขอเป็นระดับที่ว่าเรียนเก่งที่สุดในคณะเลยยิ่งดี องค์กรเหล่านี้จะกำหนดอัตราแรกจ้างที่สูงมาก อยู่ประมาณ P75 ของตลาดเลยก็มี ผิดกับองค์กรที่ต้องการพนักงานไม่ต้องเก่งมาก เอาเข้ามาเพื่อทำงานง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เป็นงานประจำๆ ทั่วๆไปประจำวัน ก็อาจจะกำหนดอัตราแรกจ้างที่ต่ำกว่าอัตราที่ตลาดกำหนดไว้ก็เป็นไปได้ครับ นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ในกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีการกำหนดอัตราแรกจ้างที่ต่างกันไปอีกด้วย

ผมคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายบุคคลควรจะพิจารณาว่าอัตราแรกจ้างของเรานั้น ยังใช้การได้หรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่การจ่ายสูงกว่าบริษัทอื่น แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถที่จะดึงดูดผู้สมัครได้ตามคุณสมบัติที่เราต้องการได้จริงๆ หรือไม่ ถ้าอัตราของบริษัทยังสามารถดึงดูดคนได้ตามคุณสมบัติที่เราต้องการ ก็แปลว่าอัตราแรกจ้างของบริษัทเรายังสามารถใช้งานได้อยู่ ไม่จำเป็นต้องปรับอะไรมากมาย

อีกประการหนึ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ องค์กรประกอบของค่าจ้าง ซึ่งแต่ละบริษัทอาจจะกำหนดไว้แตกต่างกันไป บางบริษัทมีเงินเดือน และบวกด้วยค่าวิชาชีพในบางสาขาวิชา หรืออาจจะบวกด้วยค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง ฯลฯ ซึ่งอาจจะทให้อัตราเงินเดือนมูลฐานที่เป็นอัตราแรกจ้างของบริษัทที่กำหนดไว้นั้นต่ำกว่าที่รายงานก็เป็นได้ แต่เมื่อรวมกับค่าจ้างอื่นๆ ที่ให้เพิ่มเติม ก็อาจจะเท่ากับ หรือสูงว่าอัตราแรกจ้างจากการสำรวจก็เป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจากแต่ละบริษัทล้วนมีองค์ประกอบและนโยบายการจ่ายค่าจ้างที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นการจะนำเอาข้อมูลอะไรไปใช้ก็คงจะต้องพิจารณาพื้นฐานการจ่ายของบริษัทตนเองให้ชัดเจนก่อน เราจึงจะสามารถนำเอาข้อมูลของตลาดมาเปรียบเทียบได้บนฐานเดียวกันครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก worldpress.com ค่ะ  

โดย แพทพิรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net