วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Tso Moriri ทะเลสาบสวยสีเทอร์คอย บนเขาสูงแห่งลาดัก


Tso Moriri ทะเลสาบสวยสีเทอร์คอย บนเขาสูงแห่งลาดัก

เรามาถึง Namsangla Pass ณ ความสูง 4675 เมตร

ป้ายเตือนให้รู้ว่า ณ ที่ทะเลสาบนั้น นักท่องเที่ยวสามารถพักได้เฉพาะในแค้มป์ที่จัดไว้นั้น จะไปกางเต้นท์ตามใจชอบไม่ได้ … เหตุผลนั้น เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ

ทะเลสาบแห่งแรก ก่อนถึงทะเลสาบ Moriri เป็นทะเลสาบเล็กๆชื่อ Tso Kyagar … Tso แปลว่าทะเลสาบ และทะเลที่เห็นตอนนี้ ไม่ใช่ทะเลสาบที่ใหญ่โตอะไรนักเมื่อมองจากจุดที่เรายืนอยู่ แต่สวยด้วยสีเขียวๆของผืนน้ำ

ยิ่งเข้าใกล้ … ความสวยงามก็ยิ่งปรากฏชัดเจนในสายตา

สุริยัน เคลื่อนไหวไปตามครรลองของธรรมชาติ … ฟ้าเป็นสีครามสวยเมื่อหันหลังให้ดวงอาทิตย์ แสงสวย ท้าทายคนที่ชอบถ่ายภาพ ฉันจึงมีรูปของเพื่อนๆในอิริยาบถต่างๆมาฝาก … ถึงจะต่างอิริยาบถ แต่เหมือนกันในเรื่องของความสุขที่ได้จากการมาเยือนทะเลสาบแห่งนี้

Tso Moriri อยู่ห่างจากเมืองเลห์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว  240กิโลเมตร …  ตั้งอยู่ในหุบเขา Rupshu Valley ที่งดงาม

ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตบอกให้รู้ว่า … ทะเลสาบ มอริริ เป็นทะเลสาบทั้งอยู่บนความสูง 4510 เมตร มีรูปร่างคล้ายไข่มุก ที่โอบล้อมทุกด้านด้วยภูเขาสูงหลายลูกที่มีความสูงมากกว่า 6000 เมตร ทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นทะเลสาบปิด ไม่มีทางน้ำไหลออก และ น้ำในทะเลสาบอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมายหลายชนิด

ด้วยความยาว 29 กิโลเมตร กว้าง 8 กิเมตร ทะเลสาบแห่งนี้จึงมีความยาวของเส้นรอบทะเลสาบยาวถึง 36 กิโลเมตร … เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงที่สุดในอินเดีย และคนอินเดียถือว่าเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์

เมื่อรถของเราแล่นเข้าไปใกล้ แสงแดดอ่อนฉายแสงผ่านกระจกหน้าของรถเพื่อต้อนรับเราอย่างนิ่มนวล … ท้องฟ้าสีครามใสกระจ่างทอดยาวขนานไปกับสายน้ำสีฟ้าอ่อนโยนจากทะเลสาบ ฝูงเป็ดป่าแล่นถลาล้อเล่นเหนือสายน้ำ ก่อนจะซุกไซ้หัวสะบัดน้ำกระจุยกระจาย

ณ ความสูงกว่า 4000 เมตรนี้ คงไม่มีสัตว์ต่างๆมาเป็นฉากหลัง … แต่ผู้รู้บางคนเล่าว่า ในบางฤดูกาลเราก็ยังสามารถเห็นบรรดานกอพยพหลากหลายชนิดมาแวะพักที่นี่ มีสัตว์น่ารักอย่าง marmots รวมถึงสัตว์ที่พบเห็นยากอย่างหมาป่าทิเบต

แต่ไม่นานก็มีม้าฝูงหนึ่งเดินใกล้เข้ามาพร้อมกับคาวบอยชาวลาดัก … งดงามราวกับภาพสวยๆในโปสการ์ดที่มีขายให้กับนักท่องเที่ยว

ทะเลสาบสีเทอร์คอยซ์ ที่โดดเด่นอยู่ภายใต้เงาของเขาสูง … ความสวยงามของทิวทัศน์และความยากลำบากในการเข้าถึง คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของเราเพื่อให้ได้เห็นภาพงดงามภายใต้ท้องฟ้าสีคราม

ที่นี่ เป็นแหล่งน้ำที่ได้รับการสงวนเป็น wetland reserve ของ Ramsar site ในชื่อ Tsomoriri Wetland Conservation Reserve ด้วยเหตุนี้จึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวกางเต้นท์พักใกล้ๆกับริมทะเลสาบ …

ที่นี่จึงเป็น พื้นที่ชุมน้ำภายใต้การสงวนโดย สัญญาแรมแซ่ ที่อยู่สูงที่สุดในโลก ที่มีเสียงของความเงียบ ที่ทำให้คุณสัมผัสกับความสดชื่นของสิ่งที่รายล้อมตัวได้ง่ายๆ

นี่คือเหตุผลที่มีการห้ามกางเต้นท์ตามอำเภอใจ ยกเว้นภายในบริเวณที่จัดไว้ให้เพราะอาจจะเกิดการรบกวนธรรมชาติขึ้นได้ … จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

เราไม่ได้จองที่พักมาล่วงหน้า ปัญหาคือจะสามารถหาที่พักสำหรับคืนนี้ได้หรือไม่?

ตานลี เป็นคนทำหน้าที่ติดต่อที่พักให้เราค่ะ … เจ้าหน้าที่ของเกสเฮ้าส์บอกราคาที่พักที่ค่อนข้างแพงมากในตอนแรก เราไม่มีงบที่จะจ่าย

ตานลี ขอคุยกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์โดยตรง … แล้วเราก็ได้ที่พักเป็นเกสต์เฮ้าส์

ภาพของละอองน้ำที่หลอมรวมกันเป็นเมฆและทะเลหมอกที่สวยงาม ช่วยสร้างให้ที่นี่เป็นดินแดนแห่งความฝันได้อย่างง่ายดาย … ความงามและความสงบ เมื่ออยู่ด้วยกัน อาจเป็นสวรรค์ในอุดมคติที่หลายคนใฝ่หา

ภูเขาที่อยู่ท่ามกลางไอหมอก แต่บรรยากาศทั่วไปปลอดโปร่ง แจ่มใส ภาพที่ปรากฏในสายตาคือความกว้างใหญ่ กลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พยายามจะถ่ายรูปสิ่งที่เห็นในสายตาทั้งหมดให้อยู่ในเฟรมรูปเดียว … แต่แม้แต่ใช้เลนส์กว้างอย่างของฉัน ก็ยังไม่อาจทำได้ดังหวัง ตอกย้ำถึงความจริงที่ว่า เราเป็นเหมือนหยดน้ำเล็กๆหยดเดียว เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่

ฉันยืนทอดสายตาไปที่ทะเลสาบที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่เชิงเขาเป็นเวลาเนิ่นนาน … เบื้องหน้าคือความเวิ้งว้างสงบนิ่งของทะเลสาบ และยอดเขาที่มีหิมะปกคุมขาวโพลน บรรยากาศรอบตัวสะท้อนความเยือกเย็นของสายน้ำสีฟ้าใสไล่เฉดสีที่มีภูเขาเป็นฉากหลัง เป็นเวลาที่เราได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามได้อย่างเต็มที่

ที่นี่ เป็นความงดงามที่น่าอัศจรรย์ของลาดัก มีเปี่ยมสีสันอันเป็นของขวัญจากธรรมชาติ เบื้องหน้าคือทิวเขาตั้งตระหง่านที่หิมะบนยอดเขาไม่เคยละลาย … ที่ที่ความบริสุทธิ์ของสายน้ำในจุดที่สูงเสียดฟ้ามาบรรจบกับความงามของภูเขาอย่างลงตัว

สวย … สงบ คือคำอธิบายถึงธรรมชาติรอบๆตัวในขณะนี้ .. เวลาบนนาฬิกาข้อมือเดินด้วยความเร็วคงที่ แต่ฉันกลับมีเวลาเหลือเฟือให้กับตัวเอง ต่างไปจากเวลาในเมืองใหญ่ที่ฉันจากมา ที่เวลาของฉันหมดไปอย่างรวดเร็วกับเรื่องราวมากมายในแต่ละวัน

 ทะเลสาบที่สวยราวกับสวรรค์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรนะ?

อาจจะเป็นเพราะหิมะขาวโพลนบนยอดเขานั่นก็เป็นไปได้ … ความร้อนของแสงอาทิตย์ในฤดูร้อนที่แผดจ้า รวมถึงไอร้อนที่หินดูดซับเอาไว้ คงช่วยหลอมละลายธารน้ำแข็งจากยอดเขาสูง จนกลายเป็นเศษก้อนน้ำแข็งที่ถูกพัดลงมาก้อนแล้วก้อนเล่า สะสมเป็นพลังจนเกิดทะเลสาบแสนสวย

ฉันรู้สึกเสียดายที่อากาศหนาวมาก จนไม่สามารถจะออกมานั่งจิบชาร้อนๆหน้าร้านกาแฟเก๋ๆ ชมวิวที่งดงาม ยามเขียนโปสการ์ดหาเพื่อน … สิ่งที่ดีที่สุดที่นี่ ดูเหมือนว่าจะเป็นการนั่งดูวิว

อยากจะให้แดดอุ่นมากกว่านี้ จะได้ออกไปนั่งแช่แดดอยู่ริมทะเลสาบ ยิ้มให้กับแผ่นฟ้าและผืนน้ำที่ลื่นไหลเข้ามาทักทาย … อยากจะออกไปโยนหินก้อนเล็กไปกระทบกับผิวน้ำ ก่อนที่มันจะกระเด็นกระดอนเหมือนระลอกคลื่นตามผิวน้ำในทะเลสาบที่ราบเรียบ …. และอยากจะทำอะไรอีกหลายๆอย่างเหมือนช่วงที่เป็นเด็กที่ใช้ชีวิตริมน้ำ

ความจริงก็คือ ความหนาวไม่ร่วมมือให้ฉันทำเช่นนั้นได้ ณ ที่ที่ความบริสุทธิ์ของสายน้ำมาบรรจบกับภูเขาสูง

 ช่วงเวลาสั้นๆที่ฉันอยู่ที่นี่ เห็นเด็กๆออกไปกระโดด โลดเต้น วิ่งเตะฟุตบอลในสานาม … น่าทึ่งมาก แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะทางร่างกายที่สุดยอดของพวกเขา … เมื่อหันกลับมามองตัวเอง แค่เดินเร็วๆ 3-5 นาทีก็คงไม่ไหวแล้ว

ผู้รู้บางคนบอกว่า การอยู่ที่นี่ หรือแค่ผ่านมา ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น เพื่อความอยู่รอด … ดังนั้นการวิ่งเล่นฟุตบอลเป็นไปได้ โดยไม่ต้องการเทคนิคอะไรใหม่ เพียงแต่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม

ฉันเดินถ่ายรูปสวยๆของทะเลสาบ รูปบ้านของชาวบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินไม่ห่างจากที่เราพักมากนัก … ด้านหนึ่งมองเห็นอาคารเตี้ยๆอันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล ส่วนสูงขึ้นไปคือเต้นท์สีขาวที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว

แต่ไม่ว่าที่นี่จะสวยงามอย่างไร การนั่งรถที่ใช้เวลายาวนาน บนถนนที่วิบากขนาดนี้ ทำให้หลังเจ็บมากมาย และอาการเหนื่อยสะสมเริ่มออกอาการ … ฉันจึงเลือกที่จะนอนพัก โดยไม่ใยดีกับข้อเสนอของไกด์ที่จะพาขึ้นไปที่ยอดเขา เพื่อดูทิวทัศน์อันตระการตาของ Tso Moriri (เจ็บใจไม่หาย เมื่อเห็นภาพสุดสวยจากเพื่อนร่วมทริป จะกลับไปอีกดีไม๊นี่?)

อั๊ม เป็นห่วง … แต่ต้องนำคนอื่นไปเที่ยวบนยอดเขา แต่ไม่วายให้พนักงานของโรงแรมนำกระติกน้ำร้อนมาให้ เผื่อให้เราจะชงชาและต้มโจ๊กถุงกิน

ด้วยความรู้สุกเหมือนกับร่างกายเป็นรถเก่าๆที่ถูกใช้งานมาอย่างไม่บันยะ บันยัง และเครื่องยนต์มันประท้วงให้แล้ว และต้องการพักให้พอ … ฉันจึงทิ้งตัวลงนอนโดยไม่นำพากับสิ่งรอบกาย แล้วหลับไปในความอบอุ่นและเงียบงัน แต่กระนั้นเสียงหวีดหวิวของลมหนาวก็ยังผ่านเข้ามาในโสตประสาทเป็นระยะๆ แม้บานหน้าต่างจะปิดสนิทแล้วก็ตาม

ราว 2 ทุ่ม … อั๊ม แวะมาถามไถ่อีกครั้ง

ฉันไม่ลงไปทานอาหาร แต่ขอถั่วเขียวต้มน้ำตาลใส่เนื้อลำไยแทน … จากนั้นดื่มน้ำ แล้วหลับใหลตลอดคืนด้วยความสงบ ใกล้ๆกับทะเลสาบที่ดั้นด้นมาหา

เช้ามืด … ภายนอกเงียบสนิท ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกว่าเมื่อวาน

ฉันเติบโตมากับแม่น้ำ การได้มองดูภูเขาจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทุกครั้ง โดยเฉพาะภูเขาที่สูงเสียดฟ้าอย่างที่นี่ … เช้ามืดที่ฟ้ายังไม่สว่าง ฉันหวังว่าจะไดเห็นท้องฟ้าคลี่ขจายไปด้วยดวงดาวสุกใสชัดเจน และตามมาด้วยการแสดงที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ … รุ่งอรุณเหนือหุบเขาที่มีทะเลสีมรกตเป็นส่วนประกอบ

ยืนรอรุ่งอรุณท่ามกลางความเงียบ เสียงหวีดหวิวของลม และความหนาวเหฯบที่แทรกซอนผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงเนื้อใน … จินตนาการเริ่มผ่านเข้ามาในสมอง

… แสงแรกของพระอาทิตย์ยามที่ส่องมาชโลมผืนดิน … ขอบหยักๆของภูเขาสูงตระหง่านเริ่มมีสีส้มทองไล่โทนสว่างในทิศทางที่ตรงข้ามกับพระอาทิตย์ น่าพิศวง น่าหลงใหล ไล่เฉดสีลงมายังจุดที่ฉันรอคอยด้วยใจจดจ่อเพื่อต้อนรับตะวันกับเช้าวันใหม่ ไม่ยอมแม้จะกระพริบตา ด้วยเกรงว่าจะพลาดช่วงเวลาที่สำคัญ … A moment in time …

ฉันอยากจะเห็นพระอาทิตย์ลืมตา … แต่เช้าวันนี้ ท้องฟ้าขมุกขมัว มีแต่เมฆหมอก ไม่มีดาวค้างฟ้า และพระอาทิตย์ยังแอบขี้เซา ทำตาปรืออยู่หลังเมฆได้ตามใจอีก … จินตนาการล้มไม่เป็นท่า ช่างเป็นเช้าที่เศร้าจริงๆ

รุ่งเช้า เพื่อนร่วมทริปอวดภาพของทะเลสาบ Tso Moriri ให้เราอิจฉาตาร้อนผ่าวๆ

หากฉันอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น นี่คงจะเป็นความรู้สึกในช่วงเวลานั้น …

ความงดงามของทะเลสาบสีน้ำเงินสวยจัดจ้าน … แลนด์สเคปที่อลังการจนแทบลืมหายใจ สร้างบรรยากาศที่แสนโรแมนติก ส่งให้จินตนาการในเวลานี้ล่องลอยไปไกลเหมือนลูกโป่งอัดแก๊ส จนต้องรีบสาวเชือกดึงกลับมาก่อนที่จะลอยละล่องข้ามหิมาลัยไปในที่ไม่อาจคาดเดา

ความจริงที่โหดร้ายเบื้องหลังภาพสวย

ทาชิ เล่าให้ฟังว่า … แม้ทะเลสาบในภาพที่ฉันเห็นนั้นจะสวยงามเพียงใด แต่ความจริงก็คือ ที่นี่เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ที่มีที่พักสร้างด้วยคอนกรีตเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่จะพักได้ และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ยารักษาโรค การรักษาพยาบาลและความช่วยเหลือทางการแพทย์ น้ำร้อน ส้วมแบบตะวันตก ล้วนเป็นสิ่งที่หายาก

การขาดแคลนออกซิเจนจะทำให้คุณลำบากสุดๆ หากไม่เตรียมร่างกายมาให้พร้อมกับการสู้กับสภาพอากาศที่โหดร้ายในบริเวณภูเขาสูง หรือต้องผจญกับโรคแพ้ความสูง อันจะทำให้วันพักผ่อนกลายเป็นฝันร้ายสุดๆ

คำกล่าวของทาชิ อาจจะเป็นเรื่องจริงจัง … ความสูง คีบคลานมาพร้อมกับความเจ็บป่วยได้ง่ายๆ

ขณะที่ฉันนั่งดื่มชาร้อนๆในห้องอาหารของเกสเฮ้าส์ พ่อของโอ๋เดินมาและบอกว่า โอ๋ไม่สบายตั้งแต่กลับมาจากการชมทะเลสาบ เช้านี้ มีอาการเวียนหัว ลุกไม่ขึ้น  … แค่นี้ก็พอจะอนุมานได้ว่า เธอคงถูก “โรคแพ้ความสูง” เล่นงานเข้าให้แล้ว โรคนี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่เกี่ยวกับเพศ วัย หรือรูปร่างด้วยซิคะ

ฉันออกจะเป็นห่วง เลยขอให้ไปปรึกษาคุณหมอที่เป็นเพื่อนร่วมทาง

หลังจากทานยา ฝืนใจทานอาหาร และดื่มชาร้อนๆ … โอ๋ ก็รู้สึกดีขึ้น และเราพร้อมจะออกเดินทางไกลอีกครั้ง

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net