วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสกสรรค์-ธีรยุทธ และสัญญาณถึง ชนชั้นนำ @satien_nna


            40 ปี 14 ตุลา ปีนี้กลายเป็นงานรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองที่ทรงพลังขึ้นมามากกว่าแค่เป็นเวทีที่ผู้เฒ่ามาเล่าความหลัง เมื่ออดีตผู้นำนักศึกษาคนสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และธีรยุทธ บุญมี ได้ขึ้นเวทีอีกครั้ง เพื่อบอกกล่าวถึงความคิดความอ่าน และความฝัน ของคนเดือนตุลา จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ตามบทบาทและห้วงวัยที่ล่วงผ่านมา 40 ปี


         ปาฐกถาของอดีตผู้นำนักศึกษาทั้งสองคน แม้จะมีความหวือหวาแตกต่างกัน "ธีรยุทธ" ได้แสดงลีลายั่วโมโหฝ่ายที่กุมอำนาจ ตามสไตล์ที่ถนัด จนเป็นที่มาของสหบาทาที่ลอยไล่หลังเสื้อกั๊กไปติดๆ จากฝ่ายรัฐบาล แต่ทั้งสองคน ได้ทิ้งร่องรอยความฝันและเจตนารมณ์ของคนเดือนตุลา ไว้ให้สังคมไทยได้สัมผัสอย่างแจ่มชัด กว่าการปาฐกถาครั้งก่อนในรอบหลายปีที่ผ่านมา

         ปาฐกถาครั้งนี้ ทั้งสองได้วางประเด็นซึ่งเป็น "จุดร่วม" ที่ใกล้เคียงกัน คือ "ชนชั้นนำ" ที่ครอบงำ และครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเวลายาวนาน พฤติการณ์รวมศูนย์นี้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรผลิตความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ แม้การต่อสู้ของประชาชนจะเกิดขึ้นหลายวาระ สังเวยชีวิตวีรชนไปหลายร้อยศพ แต่ไม่อาจสั่นทะเทือนโครงสร้างอยุติธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เลย

   

        "ธีรยุทธ" ชี้ว่า จาก พ.ศ. 2475 จนถึง 14 ตุลาคม 2516 สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหลักก็คือ กองทัพและสถาบันอนุรักษ์แย่งชิงการเป็นอธิปัตย์ ซึ่งก็คือการดำรงอำนาจสูงสุดทางการเมือง ทั้งสองส่วนนี้หันมาผนึกแน่นกันมากขึ้นในภารกิจการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนในที่สุดในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 กองทัพซึ่งมีบทบาทเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2475 ก็ได้ยอมกลับมาอยู่ใต้สถาบันพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง สังเกตได้จากคำขวัญของกองทัพซึ่งในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ใช้คำขวัญ “ชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ” มาเป็นจะปกป้องเทิดทูน “ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์”

        ....ในปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่า ตลอด 50-60 ปีที่ผ่านมาสองสถาบันนี้ไม่ได้เน้นไปที่ประชาธิปไตย แต่โฟกัสอยู่ที่ความมั่นคงของชาติ ซึ่งก็คือความมั่นคงของ “สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

        ....กลุ่มทุนดั้งเดิมของไทยนอกจากไม่สนใจประชาธิปไตยแล้ว ยังกลัวอันตรายการผูกพันกับการเมือง แต่ก็เกาะอาศัยสถาบันกษัตริย์ กองทัพ เพื่อการอยู่รอดมาตลอด เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการกำกับและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทางตำรวจ ข้าราชการ จึงมีความคึกคักและความเพลิดเพลินในการขยายตัวและแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจของตนอย่างเต็มที่ และพยายามเกื้อกูลทั้งข้าราชการ กองทัพ พรรคการเมือง สถาบันอนุรักษ์ ให้เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจตน


       เช่นเดียวกับเสกสรรค์ ที่บอกว่า

        ......ผมจึงคิดว่าเราควรมองความจริงให้เต็มตา บ้านเมืองจึงจะพอทางออกได้บ้าง เราควรเปิดบาดแผลของประเทศออกมาดู และมองให้เห็นความเกี่ยวโยงอันใกล้ชิด ระหว่างความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วกับภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง สำหรับชนชั้นที่ได้เปรียบ ท่านควรยอมรับว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะมีอุปาทานว่าตนเองไม่เดือดร้อนกับสภาพเช่นนี้ หมดเวลาแล้วเช่นกันที่จะโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะจริตฟุ้งซ่านของคนไม่กี่คน หรือแค่ขจัดคอรัปชั่นแล้วบ้านเมืองจะดีเอง

        .......ผู้คนในประเทศไทยควรจะต้องตระหนักให้มากขึ้นว่าปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากการโกงบ้านกินเมืองอย่างเดียว แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีจริงและสมควรแก้ไข แต่คนที่ดูเหมือนมือสะอาดก็ใช่ว่าจะผุดผ่องอันใดนักหนา เพราะเงื่อนไขที่ก่อเรื่องมากกว่าคือระบบที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรวยได้อย่างเหลือล้นโดยไม่ต้องโกง ขณะคนส่วนใหญ่ลำบากได้อย่างเหลือเชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกียจคร้าน"

       แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ แต่เป้าหมายซึ่งหมายถึง "จุดเปลี่ยน" ของสังคม ทั้งเสกสรรค์และธีรยุทธ ยังยึดกุมมันไว้อย่างมั่นคง ไม่ผ่อนคลายไปตามกาลเวลา

       ฟังปาฐกถาของสองนักคิด นักเคลื่อนไหว ที่มีชะตากรรมผูกพันกับความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองมายาวนานอย่างน้อยในห้วง 40 ปีที่ผ่านมา พอจะเห็นเค้าลางว่าวันนี้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่ "ชนชั้นนำ" หรือบรรดาผู้คนที่สังกัดอยู่บนยอดสุดของปิระมิดเพียงหยิบมือ แต่ผูกขาดทรัพยากรส่วนใหญ่ในสังคมไทย ต้องเปิดตามองความจริงแล้วยอมรับว่าความท้าทายใหม่ได้เดินทางมาเคาะประตูบ้านแล้ว

       และมันจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
       หากปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน อาจจะกลายเป็นผู้แพ้ตลอดกาล โดยไม่มีโอกาสแก้ตัว


โดย เชลยเนชั่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net