วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทุ่งซัลเฟอร์ น้ำพุร้อน และทะเลเกลือ แห่งลาดัก Hot Spring & Tso Khar


ทุ่งซัลเฟอร์ น้ำพุร้อน และทะเลเกลือ แห่งลาดัก Sulphur Field & Hot Spring & Tso Khar

เราลาจากฟ้าสีคราม น้ำสีมรกตของทะเลสาบ มอริริ ในช่วงสายๆ … ความเยือกเย็นยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางบรรยากาศ

ถนนที่เริ่มห่างออกจากทะเลสาบแสนสวย พาผืนน้ำและภาพงดงามออกจากสายตาเราทีละน้อยๆ จนกลายเป็นภาพเลือนราง จนหายวับไปกับตา … รอบตัวของเราตอนนี้มีแต่ภูเขาที่แห้งแล้ง และผืนทราย

ทางฝุ่นทอดฝ่าทุ่งมุ่งไปหาเส้นขอบฟ้า โดยมีภูเขาที่ไร้ร้างต้นไม้ขนาบไปทั้งสองข้างของถนน

รถแล่นฝ่าฝุ่นคลุ้งตลบข้ามที่ราบสูง … เมื่อไหร่ที่มีอะไรน่าสนใจ ทาชิ ก็จะหยุดรถให้เราถ่ายรูป หรือไม่เช่นนั้นก็จะคว้ากล้องถ่ายรูปของฉันไปกดชัตเตอร์เสียเอง

เราใช้เส้นทางที่ราบสูง Chumathang Platue …

พอพ้นเขตเทือกเขาที่ซับซ้อน ก็ออกมายังทุ่งโล่ แห้งแล้ง แต่กว้างขวาง … กลางทุ่งโล่งทางไม่หฤโหดอย่างขุนเขา ทิวทัศน์เปลี่ยนไป ดูผ่อนคลายสบายๆ

กลิ่นอะไรบางอย่างในอากาศโชยเข้ามาแตะจมูกเมื่อเราก้าวออกมาจากรถ

“Sulphur” .. ทาชิ บอก

ที่นี่คือทุงซัลเฟอร์ที่มีอยู่กล่นเกลื่อน และสร้างบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติขึ้นมา … ระหว่างที่แวะพักชมเราเห็นชาวบ้านหลายคนลงไปวักน้ำมาลูบห้าตา บางคนนั่งแช่เท้า

มีความเชื่อมาตั้งแต่ดั้วเดิมว่า น้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีส่สนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ เป็นยาที่จะช่วยบำบัดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดี

บนพื้นที่ราบของที่นี่ เราเห็นพื้นที่ชุ่มน้ำสวยงาม ที่กลายเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่เรียกกันว่า The Chumathang hotsprings อันเป็นน้ำ hot sulphur springs ที่มาจากแม่น้ำอินดีสที่เย็นจับใจ

ภูเขาสูงเสียดฟ้า ลาดชันลงมาจรดกับทุ่งโล่งที่กว้างขวางแทบมองไม่เห็นขอบ เส้นทางพาเราเลียบริมธารที่ตลิ่งกับลำธารที่ไหลเรื่อยๆแทบเป็นระดับเดียวกัน

มันเป็นสนามรบระหว่างสายน้ำ และสายลม ที่กัดกร่อน เกรากลึง ให้ภูเขากลายเป็นประติมากรรมรูปลักษณ์แปลกตา ที่ทั้งงดงามและยากจะต่อกรด้วยประติมากรใดๆในโลก

ฟ้าใส ไร้เมฆ …

พื้นที่ในบริเวณนี้ เป็นสถานที่ที่ชาว Changpas ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน (ทำนองเดียวกับพวก Drokpa ในทิเบต) มักจะมาตั้งแค้มป์ เลี้ยง ปศุสัตว์ จำพวกจามรี แกะ แพะ และม้า ท่ามกลางดินฟ้าอากาศที่โหดร้าย ภูมิประเทศที่แข็งกระด้าง

แสงแดดที่รุนแรง สภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้ง และลมที่พักแรงตลอดเวลา ทำให้ต้นไม้มีขนาดเล็กและเตี้ย อีกทั้งยังไม่เอื้อต่อการทำฟาร์มที่เป็นหลักแหล่งแน่นอนมากนัก

แสงแดด และอากาศเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของพวกเขา … หน้าร้อนในยามเมื่อธรรมงดงาม แสงแดดมีเพียงพอ ทุ่งหญ้าจะเขียวขจี มีทำเลเหมาะๆ พวกเขาจะนำก้อนหินมาวางก่อเป็นแนวรั้วคอกสัตว์ แล้วพวกเขาก็จะอยู่ที่นี่ แต่เมื่อหิมะตกลงมา อากาศหนาวเย็นหนักหนาสาหัส พวกเขาก็จะกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน ฤดูร้อนจึงจะออกมาใหม่ เปลี่ยนภูเขาให้เป็นที่อยู่ … เท่านั้นเอง

เส้นทางชีวิตของเกษตรกรเหล่านี้จึงยากลำบากมาก แต่งานหนักเป็นความชาชินที่หล่อหลอมกลายเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา … เป็นตัวแทนของความพยายามที่มนุษย์มาอยู่รวมกันกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ การพัก อาจจะทำให้พวกเขาเงียบเหงา เศร้าสร้อย

ชีวิตของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การตั้งหลักแหล่งและการครอบครองทรัพย์สินใดๆ ทุกสิ่งรอบตัวเป็นสมบัติล้ำค่า … ธรรมชาติจึงให้ชีวิตอิสระแก่พวกเขาที่จะรอนแรมไปที่โน่นที่นี่โดยไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่มีคำว่า “จน” ในพจนานุกรมของพวกเขา มีแต่ “ความไม่จีรัง” … แตกต่างมากมายกับโลกของเราในแดนศิวิไลย์

ความจริง เมื่อก่อนพวกเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความจน คืออะไร … เพียงมีบ้านคุ้มหัว มีที่ดินสำหรับเลี้ยวสัตว์ ทำมาหากินเลี้ยงชีพก็เพียงพอแล้วสำหรับวิถีการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมที่ผ่านจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีคำสอนจากพุทธศาสนาเป็นรากแก้วยึดเหนี่ยว … จนกระทั่งมาจรวัดจากการพัฒนาจากซีกโลกอื่นเข้ามาชี้วัด

คนผ่านทางมักจะเห็นพวกเขาได้ง่ายๆ ด้วยการสังเกตกระโจมที่พักสีดำๆของพวกเขา ที่เรียกกันว่า Robos  … กระโจมเหล่านี้ทอจากหนังจามรีให้เป็นชิ้นยาวๆ แล้วขึงตรึงกับเสาไม้ โดยใช้แท่งไม้เรียวแหลมกลัดผืนหนังจามรีให้ต่อกันเป็นผืนในขนาดที่ต้องการ มองไกลๆคล้ายกับใยแมงมุมขนาดใหญ่อยู่กลางท้องทุ่ง

เต้นท์หรือกระโจมเหล่านี้ช่วยกันความร้อนในเวลากลางวัน และให้ความอบอุ่นในตอนกลางคืน ทนทานต่อลมและพายุในพื้นที่สูง … เบาแต่ทนทาน และขนย้ายง่าย

ใต้หลังคากระโจมของครอบครัว เป็นทั้งที่หลับนอนและเก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่กี่อย่าง เช่นเสื้อผ้า เครื่องครัว ชานมจามรี และทุกกรโจมจะมีมุมสำหรับสวดมนต์

ว่ากันว่า … คนเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธ เป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารีสูง มีชีวิตที่อุทิศให้กับครอบครัวและฝูงสัตว์ของพวกเขา … เป็นชนเผ่าที่รักดนตรีและการเต้นรำ

พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่สมถะมากที่สุดในโลกที่ฉันรู้จัก ด้วยการเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ค้นหาจุดยืนของตัวเองในจักรวาล และนี่คือโลกที่จิตวิญญาณอยู่เหนือโลกของวัตถุอย่างแท้จริง

อากาศที่เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ฝนตกน้อยลงทุกที … บางที คนที่นี่อาจจะต้องปรับตัว บางคนอพยพเข้าเมือง ทำงานอื่น ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว … มากกว่าการรอคอย และอดตาย

หากมีเวลาพอ คุณอาจจะได้ยินเสียงเพลงที่คนพื้นเมืองขับร้องลอยมาตามสายลม เป็นเสียงสวดอ้อนวอน บูชาเทพเจ้า รอการอำนวยพร … บางทีหมู่เมฆ จะทำให้สายฝนโปรยปรายลง มาในไม่ช้า 

Tso Kar (Salt Lake)

“ม้าป่า … เอากล้องมาจะถ่ายรูปให้” … ทาชิ คนขับคนของฉันบอก เมื่อเขามองเห็นสัตว์ที่มองเหมือนกับม้าป่าหลายตัววิ่งเล่น ไล่กันอยู่ในพื้นที่ราบของหุบเขา

ความจริงสัตว์ที่ ทาชิ พูดถึงคือสัตว์ที่คนท้องถิ่นเรียกกว่า  "Kyang" (ลาป่า) … และหากโชคดีก็อาจจะเห็น หมาป่าแดง หรือสัตว์ที่หายากมากอย่างเสือดาวภูเขา

Tso Kar หรือทะเลสาบเกลือ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงราว 4500 เมตร ห่างจากทะเลสายมอริริราว 50 กิโลเมตร

เกลือเหล่านี้มาจากไหน?

คำตอบอาจจะต้องอิงตำรา และตำนานที่ว่า เมื่อหลายล้านปีที่แล้วพื้นที่ในบริเวณนี้เคยเป็นมหาสมุทรมาก่อน  … เมื่อเปลือกโลกสองแห่งได้เลื่อนเข้ามากระทบกัน มันได้ดันพื้นทะเลให้นูนสูงขึ้น จนกลายเป็นหมู่เทือกเขาน้อยใหญ่ รวมถึงเทือกเขาหิมาลัย และน้ำทะเลจากมหาสมุทรก็ถูกดันตามมาด้วย …

เมื่อน้ำทะเลเหือดหายไป เกลือมากมายยังคงตกเป็นตะกอนอย่างที่เห็น ซึ่งเกลือที่นี่จับตัวเป็นชั้นหนามาก

ในช่วงฤดูร้อน ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งที่มีนกอพยพหลายชนิดแวะมาพัก เช่น bar-headed geese และเป็นอีกหลายสายพันธุ์ ที่สำคัญคือมีนกกะเรียนคอดำด้วย

ในทุกๆปี ก่อนที่บริเวณนี้จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว เราสามารถจะพบเห็นนกกะเรียนคอดำ ซึ่งเป็นนกที่มีถิ่นที่อยู่ในแถบเทือกเขาสูงของหิมาลัยตั้งแต่ระดับ 3000 เมตรขึ้นไป … ในฤดูร้อนพวกมันจะมาที่นี่ตรงเวลาทุกปี เพื่อผสมพันธ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำ อันเป็นวิถีในการดำรงเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติ

ชาวบ้านเชื่อกันว่า นกกะเรียนคอดำเป็นนกจากสวรรค์ ลึกลับและมีค่า มีชีวิตที่ยืนยาว … มันมีเสียงร้องที่ไพเราะ แม้กระทั่งสัตว์ป่าอื่นๆก็ไม่ทำร้ายพวกมัน

การปรากฏตัวของยกกะเรียนจะนำมาซึ่งโชคดีสำหรับหมู่บ้าน … เป็นความเชื่อของชาวบ้านหลายร้อยปีติดต่อกัน และเมื่อถึงเวลาที่นกกะเรียนต้องจากไป ชาวบ้านจะร้องเพลงที่มีท่วงทำนองเศร้าสร้อย เป็นการสั่งลา และตั้งตารอการกลับมาของพวกมันในปีถัดไป

เสือดาวภูเขา … เป็นอีกหนึ่งสัตว์หายาก และเห็นยากในพื้นที่แถบนี้

รูปแบบของศาสนาในลาดัก ถือว่าสิ่งที่มีชีวิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และต้องคุ้มครอง … แต่บางครั้งเสือดาวหิมะที่หิวโซ และเข้ามาจับสัตว์ในฝูงปศุสัตว์กินก็เป็นสิ่งที่เหลืออด รวมถึงสร้างความเสียหายให้ชาวบ้านมากมาย

ปัจจุบัน เพื่อเป็นการคุ้มครองเสือดาวหิมะไม่ให้ถูกฆ่า และเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านเป็นการชดเชย จึงมีโครงการโฮมสเตย์ขึ้นในแทบภูเขาสูงของลาดัก เพื่อให้ผู้สนใจเดินทางไปพักกับครอบครัวของคนพื้นเมือง และออกไปดูเสือดาวหิมะในธรรมชาติ เป็นการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดทีเดียว

โครงการนี้ได้รับผลดีในระดับหนึ่ง และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ … ฟังแล้วเหมือนๆกับที่เขมรที่มีภุตตาคารแร้ง เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวดู หรือให้นักถ่ายรูปนกตามไปเก็บภาพ

แก่งกระจาน เป็นอีกตัวอย่างบที่มีแนวความคิดคล้ายๆกัน … ครั้งหนึ่งมีการล่าดักจับนกมาเป็นอาหารและซื้อขายมากมาย จนจำนวนของนกในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากมีการแนะนำให้พรานในพื้นที่หันทำบ่อนก ให้นักดูนกและถ่ายรูปนกมาใช้บริการ นกก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น และชาวบ้านก็มีรายได้เพียงพอ … เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ รวมถึงสัตว์ป่าอย่างได้ผลทีเดียวค่ะ

ขอบคุณ : ส่วนหนึ่งของสารคดีทางโทรทัศน์ เรื่อง The Himalayas ..Land protected by Gods.

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net