วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Hemis Gompa … The story of time


Hemis Gompa … The story of time

เสาไฟสูงกระจายไปตามแนวเขา ไม่ไกลนักมองเห็นสถานีจ่ายกระแสไฟฟ้า …

ความเจริญเริ่มคืบคลานเข้าไปตามหบเขาเบื้องหน้า

ขณะที่รถแล่นเข้าไปตามถนนที่มุ่งสู่วัด เราสังเกตเห็นเศษซากของสถูปรูปแบบต่างๆกระจายอยู่ในพื้นที่ที่เราผ่าน …

เข้าใจว่า ในบริเวณนี้ครั้งหนึ่งคงเคยเป็นอาณาเขตของวัดมาก่อน เป็นตำนานที่ค่อยๆเลือนหายไปตามยุคสมัยบนความเปลี่ยนแปลงของวิถีของชีวิตและเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

วัดเฮมิส เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเลห์ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 45 กิโลเมตร … เป็นพระอารามในแบบของทิเบตที่เรียกกันว่า Gompa เป็นวัดพุทธศาสนานิกายหมวกเหลือง ตั้งอยู่ในเขตเอมิส ลาดัก แคว้นจัมมูร์และแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย

ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระอารามเดิมสร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นใหม่ในปี 1672 ณ ที่ตั้งที่เราเห็นในปัจจุบัน โดยกษัตริย์ Sengge Namgyal แห่งลาดัก … วัดนี้จัดให้มีการแสดงระบำหน้ากากประจำปีในเดือนมิถุนายน

ประวัติของวัดเฮอมิส

ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าวัดเฮอมิส สร้างขึ้นเมื่อใด หากแต่มีหลักฐานการคงอยู่ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 11 … นโปลา ซึ่งเป็นศิษย์ของโยคี ทิโลปา และเป็นครูของ มาร์ปา นักแปลที่เลื่องชื่อ มีความเกี่ยวข้องกับวัดนี้ โดยเคยมีการพบเอกสาร ซึ่งแปลโดย A. Grünwedel (Nӑro und Tilo,: Festschrift Ernst Kuhn, München 1916) ซึ่งกล่าวถึงประวัติของ นโปลา ในวัดแห่งนี้ด้วย

ในพระคัมภีร์ มีการบรรยายถึงการที่ นโปลา มาพบกับอาจารย์ ทิโปลา หรือที่มีฉายาว่า"dark blue" … นโปลา ได้รับมอบหมายจาก อาจารย์ทิโปลา ให้ทำงานที่สำคัญ และงานที่ไม่สำคัญให้สำเร็จ ประเภทละ 12 อย่าง เพื่อให้ รู้แจ้ง เห็นจริง และบรรลุธรรมขั้นสูงสุด มีความว่างเปล่าและปราศจากสิ่งลวงตาทั้งปวง

ในกาลต่อมา นโปลา ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะ สังฆราชาแห่งนาลานดา (abbott of Nalanda : F. Wilhelm, Prüfung und Initiation im Buche Pausya und in der Biographie des Naropa, Wiesbaden 1965, p. 70) ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ในกรุง Bihar ประเทศอินเดีย … พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองจนถึงขั้นสูงสุดในพื้นที่แห่งนี้ จนกระทั่งถูกโจมตีโค่นล้มจากกองทัพมุสลิมจากตุรกีและอัฟกานิสถาน

การโค่นล้มครั้งนั้น น่าจะเป็นฉากเบื้องหลังของการมุ่งเข้ามาสู่พื้นที่ของเฮอมิสของท่าน นโปลา

การพบกันระหว่าง ท่านนโปลา และท่าน ทิโปลี ณ เมืองฮามิส ทำให้ทั้งคู่เดินทางรอนแรมไปยังวัดบางแห่งในอาณาจักร Maghada ซึ่งไม่มีตัวตนหลงเหลือให้เห็นแล้วในปัจจุบัน วัดที่กล่าวถึง คือวัดโอทรานตา ( Otantra) ซึ่งปัจจุบันเรียกขานกันว่า Otantapuri

ท่าน นโปลา เป็นผู้กอตั้งศาสนาพุทธนิกาย Kagyu หรือ Himalayan esoteric Buddhism … อย่างไรก็ตาม วัดเฮอมิสก็ยังเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกาย Kagyu ที่สำคัญมากตลอดมา

ในปี 1894 หนังสือท่องเที่ยว ซึ่งเขียนโดยนักเขียนชาวรัสเซีย ชื่อ Nicolas Notovitch กล่าวในหนังสือของเขา คือ The Life of Saint Issa, Best of the Sons of Men ว่า วัดเฮอมิส เป็นรากเหง้าของศาสดา เมื่อพระเยซู ได้เดินทางมายังอินเดียในระหว่างช่วงปีที่ว่างเปล่าของพระองค์

Notovitch กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดของวัดเฮมิส และเขาได้เห็นเอกสารที่มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งนำมาให้ดูในขณะที่เขาไปพักรักษาตัวจากการบาดเจ็บที่นั่น

ต่อมา เจ้าอาวาสของวัดได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ในเอกสารที่ Notovitch พูดจาแลกเปลี่ยนกับ F. Max Mueller เขากล่าวว่า เจ้าอาวาสของวัดมีเหตุผลและแรงจูงใจในการกล่าวเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้

นักวิชาการ มีความเห็นว่าหนังสือของ Notovitch เป็นเรื่องเหลวไหล … แม้ว่าคำกล่าวอ้างของ Notovitch จะได้รับการสนับสนุนจาก Swami Abhedananda (1866-1939) of the Ramakrishna Mission

อย่างไรก็ตาม Norbert Klatt ได้เปิดทางเอาไว้ว่า เอกสารที่ Notovitch ได้เห็นในส่วนที่เกี่ยวกับพระเยซู ที่วัดทิเบตแห่งนี้ มีโอกาสเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง … อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเพียงสิ่งที่ Heinrich August Jäschke แปลมาเมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว

 

วัดเฮอมิสแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยมีสถาปัตยกรรมที่จำลองมาจากพระราชวัง “โปโปตาลา” ในทิเบต ที่มีความหมายว่า “สวรรค์ของพระอวโลกิเตศวร” … ซึ่งพระราชวังโปตาลานั้นฝรั่งได้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า เหมือนกับวาติกันแห่งลาซา ด้วยเดิมเป็นที่พำนักขององค์ดะไลลามะ ซึ่งเป็นตำแหน่งเปรียบได้กับพระสังฆราชา และพระราชวังจึงกลายเป็นพระอารามหลวงโดยปริยาย

พุทธศาสนาแบบวัชระยานนั้น พระสงฆ์มีความเคร่งครัดนพระธรรมวินัยเหมือนกับฝ่ายเถรวาท แต่มุ่งไปยังโพธิสัตว์บารมี เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารอย่างเดียวกับฝ่ายมหายาน … ด้วยวิธีการสืบทอดธรรมจากคุรุ หรือลามะอาจารย์สู่ศิษย์ ในแง่นี้เองถือว่าได้กลับมาเกิดอีกเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์นั้นเป็นความสุข

วัดต่างๆมีเจ้าอาวาส เรียกว่า “คุช๊อค” คอยดูแลปกครอง เมื่อท่านมรณภาพลง จะมีการสืบค้นว่าท่านไปเกิดใหม่ที่ไหน กระบวนการค้นหานั้นใกล้เคียงกับการค้นหาทะไลลามะองค์ใหม่ … เชื่อกันว่าการตายของคุช๊อคมีเครื่องบ่งชี้บางอย่างแสดงถึงสถานที่ที่จะไปเกิดใหม่

คุช๊อค ถือเสมือนเป็นพระโพธิสัตว์ ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติ์จากชาวบ้านผู้ศรัทธา

วัดสร้างขึ้นบนเนินเขา เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวพุทธมากที่สุดแห่งหนึ่งนอกทิเบต  … ความยิ่งใหญ่อลังการของวัดเฮอมิส แผ่กระจายกว้างใหญ่อยู่หน้าภูเขาสูง

วัดนี้ มีอารามสีแดง ขาว และเหลืองตามลักษณะการใช้งาน … ดูสงบนิ่ง ไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก

สีแดง คือสัญลักษณ์แห่งความฉลาดรู้

สีขาว คือสีแห่งความเมตตา

สีดำ คือตัวแทนของอำนาจทางศาสนา

 

ภาพประทับใจของผู้มาเยือนอย่างเราก็คือ ภาพปราสาทสีขาว แดง ตั้งสูงตระหง่านอยู่บนท้องฟ้าสีสด ถูกโอบล้อมด้วยแนวเขาและเงาไม้ … เหมือนป้อมปราการ หรือ ซอง (Dzong) ในภูฏาน

ฉันแหงนหน้ามองดูอาคารหลักของวัด … ความงดงามที่มากกว่าอิฐ และหิน … ไม้ และสีสันที่ฉูดฉาด และแม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นสถาปนิกของที่นี่ แต่ก็รู้สึกชื่นชมกับฝีมือที่เป็นสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมแบบทิเบต

แสงธรรมชาติที่มีคอนทราสกันสูงมากเช่นในวันนี้ ทำให้การถ่ายภาพทำได้ลำบากมากขึ้น … แต่ก็ชอบนะ และด้วยความสวยที่ท้าทายอยู่เบื้องหน้า ทำให้มือรัวชัตเตอร์เป็นระวิง

บานประตูทำด้วยไม้แท่งหนา มีการวาดลวดลาย สีน้ำเงินตัดด้วยสีแดง แต้มด้วยสีเหลือง ตัดกันฉูดฉาดสวยงามนักหนา .. แม้พยายามทบทวนความรู้ที่เคยมี แต่ก็นึกไม่ออกว่า ทวารบาลหล่านี้มีชื่อว่าอะไรบ้าง

ทุกๆปี … จะมีผู้แสวงบุญมากมายหลั่งไหลมาที่ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทางเดินของที่นี่ไม่สลับซับซ้อนมาก … เมื่อขึ้นไปถึงอาราม เราเข้าไปในห้องด้านในเพื่อนมัสการรูปปั้น คล้ายจะเป็นพระประธานขนาดใหญ่ แต่ห้องแคบจนต้องแหงนคอดูและถ่ายภาพ

พระคัมภีร์โบราณ … กระดาษสีเหลืองหนา แผ่นขนาดใกล้เคียงกับพระไตรปิฎกของบ้านเรา มองดูแล้วรู้ว่าได้ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนทีเดียว

ภายในจารึกบทสวดมนต์ภาษาทิเบต ที่เราอ่านไม่ออก และไม่เข้าใจความหมาย … หากรู้ การเที่ยวชมคงได้อรรถรสมากกว่านี้

 รอบๆวิหาร มีภาพวาดสีสันสดใสในคติความเชื่อทางศาสนาบนผนัง กระจายอยู่รอบๆ

ด้านหนึ่งมีลามะหนุ่มนั่งสวดมนต์ สลับกับการตีกลอง

เสียงสวดมนต์ ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเราดูขลึมขลัง ให้ความรู้สึกได้ถึงความศักิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบๆ

เราออกจากวิหารด้านล่าง แล้วเดินไปตามบันไดแคบๆ เพื่อไปสักการะกูรูที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งของวัดแห่งนี้

มองผ่านประตูทางเข้า เห็นประติมากรรมรูปปั้นในลักษณะของพระพุทธรูปอยู่ชิดด้านในของวิหาร

มีทางเดินปูพรมตรงไปยังหน้าแท่นบูชา และมีพระลามะนั่งที่กำลังสวดมนต์อยู่ด้านหนึ่ง

ด้านหลังของพระปรัะานมีสิ่งที่มองดูเหมือนกับสถูปของบ้านเรา ซึ่งฉันเองไม่รู้ว่าเป็นอะไร หรือมีความหมายอย่างไร

มีภาพเขียนแนวพุทธแบบทิเบตอยู่ด้านหลังด้วย

พระลามะอีกสองรูปนั่งสวดมนต์

ภาพของพระศรีอารยะเมตรัยในปางต่างๆ เขียนด้วยสีในสไตล์พุทธแบบทิเบตมีอยู่รอบๆวิหาร

ความหมายและที่มาเคยเขียนถึงมาแล้ว และคงจะไม่เล่าซ้ำ ณ ที่นี้

พิพิธภัณฑ์วัด ฮีมิส

ด้วยการที่เป็นวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปีนี่เอง ทำให้วัดเฮมิสเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมและสิ่งของล้ำค่าจากอดีต จากการที่วัดมีความโยงกับกษัตริย์ของลาดักมายาวนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ทำให้ส่วนหนึ่งของวัดกลายเป็นที่เก็บสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย จนต้องจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ในการเก็บรักษา และเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชม

ที่นี่ มีวัตถุโบราณมากมายจัดแสดไว้ให้ชมโดยเสียค่าเข้าชมเล็กน้อย ก่อนจะเข้าชมทุกคนต้องฝากกระเป๋า กล้องถ่ายรูป และข้าวของต่างๆไว้ในล๊อกเกอร์ … ที่นี่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปโดยเด็ดขาดค่ะ

สิ่งที่จัดแสดง เป็นวัตถุโบราณที่มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระอวโลกิเตศวร ชุดที่ใช้ในการเต้นระบำหน้ากาก ของใช้ ของตกแต่ง … รวมถึงมีการแสดงตู้ใส่คัมภีร์  

บางตู้จัดแสดงเครื่องแต่งกายที่ดูเหมือนของนักรบโบราณ อีกส่วนหนึ่งเป็นผ้าทังก้าเก่าคร่ำคร่า อันเป็นงานฝีมือที่ทำด้วยมือ ใส่จิตวิญญาณแลความศรัทธาสูงสุดเข้าไว้ในผืนผ้า … หยาดเหงื่อ คือความภาคภูมิใจ

ที่นี่สร้างขึ้นโดยถอดแบบมาจากพระราวังโปทาลา ในทิเบต ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของจีน … พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จึงอาจจะเป็นการรวบรวมสิ่งสำคัญที่เราอาจจะได้รันรู้จากการไปเยือนทิเบตเท่านั้นมาไว้ด้วยกัน

 

**** Mask Dance photographed at Punakar Dzong, Bhutan ****

เทศกาลระบำหน้ากาก

อาคาร วัตถุโบราณ และอีกหลายๆสิ่ง ทำให้เรารู้สึกได้ถึงมนต์สะกดของที่นี่ เห็นได้ชัดว่าทำไมมันจึงมีความหมายมากมายต่อผู้คน … แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นพิธีกรรมที่สำคัญมากต่อชาวบ้านที่นี่ “ระบำหน้ากาก” หรือ Chum

ระบำหน้ากาก … จัดขึ้นปีละครั้ง เป็นวัฒนธรรมของผู้คนเชื้อสายทิเบตที่ได้กลายเป็นมนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของลาดัก

ช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมของทุกปี วัดเฮอมิส จะมีการแสดงระบำหน้ากาก เพ่อเป็นการรำลึกถึง “กูรู รินโปเช” ผู้ซึ่งเป็นศูนย์รวมของความศรัทธาทางศาสนา รวมถึงเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆให้ออกไปด้วย เชื่อกันว่า ผู้ที่ไปร่วมงานจะได้รับบุญกุศลอันแรงกล้า จึงทำให้มีผู้คนไปร่วมงานล้นหลามทุกปี

ด้วยระยะทางที่ไกลแสนไกลจากถนนใหญ่ และที่ทางในการจอดรถที่มีน้อยมากๆ ดังนั้นฉันอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อถึงเทศกาลคลี่ผ้าทังก้า และระบำหน้ากาก อันเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนที่นี่ จะต้องใช้ความพยายามมากมายแค่ไหนในการมาร่วมงาน

ผู้คนคงต้องตื่นแต่เช้า เดินตามทางพร้อมคนอีดกหลายหมื่นคนมาตามถนนเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เตรียมน้ำดื่มและอาหารให้พร้อม … เพื่อมาชื่นชมกับผ้าศักดิ์สิทธิ์ที่จะคลี่ออกปีละครั้งเท่านั้น

หลายคนที่เยมีประสบการณ์ในการมาร่วมงาน กล่าวว่า … ผ้าทังก้าผืนใหญ่จะถูกแบกมาโดยชายที่เลี่ยมใสศรัทธาหลายสิบคน และการคลี่ผ้าจะต้องกะให้พอดีกับเวลาที่แสงอาทิตย์จะตกต้องมาที่พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าในผ้า

ฉันเคยไปร่วมงาแบบนี้ที่ภูฏานมาแล้ว จึงพอจะนึกภาพออกได้ไม่ยาก

เราไม่มีโอกาสได้ชมระบำหน้ากากที่เลห์ … แต่ฉันเคยชมมาแล้วที่ภูฏาน จึงขอนำมาเล่าให้ฟังเพื่อความสมบูรณ์ของบทความค่ะ

การร่ายรำระบำหน้ากาก หรือ ชัม ในช่วงฤดูร้อน เป็นการสะท้อนแก่นคำสอนทางศาสนาในการสังหารมารร้ายลง แสดงถึงการที่ความดีมีชัยต่อวิญญาณชั่วร้าย ผู้ร่ายรำคือพระลามะซึ่งผ่านการฝึกฝนนานหลายปีก่อนจะออกงานได้ พระลามะเหล่านี้จะสวมหน้ากากเทพจ้าและอสูรต่างๆ ร่ายรำแต่ละท่าอย่างเชื่องช้า กระจายเป็นวงรอบๆลานวัด มีจังหวะการบรรเลงดนตรี ปี่ กลอง และฉาบ บรรเลงเป็นฉากหลัง

ตัวละครที่ใช้แสดงโดยทั่วไปคือ ยมเทพ หรือเทพแห่งความตาย ซึ่งหนาตาดุร้าย มีหัวกะโหลกเล็กๆประดับเหนือศีรษะ … ส่วนเหล่าปีศาจ และสัตว์ต่างๆ ก็ใช้เครื่องแต่งกายและหน้ากากที่แตกต่างออกไป แต่ยังเปี่ยมสีสันจัดจ้าน เด่น สะดุดตา

ความเชื่อเรื่องความดี ความชั่ว ทำให้ผู้คนในหลายภูมิภาคของหิมาลัยมีอาชญากรรมน้อยมาก ไม่มีการปล้น หรือการข่มขืนที่รุนแรง คดีอาชญากรรมมีน้อย ตำรวจไม่ต้องทำงานหนัก และหากมีส่วนใหญ่ผู้ก่ออาชญากรรมก็มักจะมาจากที่อื่นๆ

พิธีการร่ายรำหน้ากากนี้จะดำเนินไปตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเย็น ซึ่งอาจจะหยุดพักเป็นช่วงสั้นๆบ้าง หรืออาจะคั่นด้วยจำอวดสั้นๆที่แฝงนัยยะทางศาสนา แต่ตลกขบขัน เรียกเสียงหัวเราะจากชาวบ้านได้เสมอ เพราะพวกเขารู้ถึงบุคลิกของตัวละคร … ตัวตลกเหล่านี้อาจจะนำผ้าสีขาวไปคล้องคอคนดู และตามธรรมเนียม ผู้ที่ได้รับผ้าก็ควรจะบริจาคเงินเล็กน้อยเพื่อบำรุงวัดด้วย

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net