วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Shey Palace พระราชวังโบราณแห่งเลห์


Shey Palace พระราชวังโบราณแห่งเลห์

รถของเราแล่นมาหยุดอยู่ที่พระราชวังเชย์ เมืองหลวงเก่าแก่ของลาดักในช่วงก่อนศตวรรษที่ 15 ... พระราชวังฤดูร้อนที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากกว่า 500 ปี ของกษัตริย์ผู้เคยยิ่งใหญ่ในอดีต

พระราชวังเช : มีพื้นที่ครอบคลุมถึงพระราชวัง พระอาราม และผืนดินรอบๆบนเนินเขา ทางตะวันออกของไฮเวย์สายเลห์-มะนาลี หรือราว 15 กิโลเมตรทางเหนือของตัวเมืองเลห์

พระราชวังหลวงและพระอารามสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 เพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ และประดิษฐานพระพุทธรูปทองแดงที่สูงใหญ่ขนาดตึกสามชั้น

กษัตริย์  Deldan Namgyal  สร้างพระราชวังเช ที่เมืองลาดัก ราวปี A.D. 1650 โดยโปรดเกล้าให้สร้างสถูป Numgyal Chorten หรือสถูปแห่งชัยชนะ (Victory Stupa) ที่ด้านบนของสถูปสร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์ขึ้นมาด้วย … ต่อมาในปี 1834 AD กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่ที่พระราชวัง Stok Palace

ยามเย็นเช่นนี้ มีผู้คนไม่มาก ทำให้บรรยากาศรอบๆค่อนข้างจะเงียบเหงา เคล้าบรรยากาศอ้างว้าง

เพื่อนๆหลายคน และผู้แสวงบุญบางคนในชุดเสื้อคลุมยาวจรดข้อเท้า สวมเครื่องประกับทำจากปะการังและหินเทอร์คอยสีฟ้าเข้ม เดินตามวิถีของความศักดิ์สิทธิ์ไปตามกงล้อมนตรา … การหมุนแต่ละครั้งกระดาษจารึกมนตราในกงล้อมนต์ก็จะตื่นขึ้น แล้วเสียงสวดมนต์ก็จะดังไปถึงสรวงสวรรค์

เดินขึ้นเขาเล็กน้อยเห็นภาพวาดบนก้อนหินที่ฉันไม่รู้ความหมาย

ทางเดินบนเนินเขาพาเราไต่ความสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ... ฉันเดินพลาง หยุดพลาง ดูความงดงามของทิวทัศน์ของหุบเขาเบื้องล่าง

พระราชวังตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่หุบเขาเผยให้เห็นความเขียวขจีเบื้องล่าง สลับกับภาพของเทือกเขาสีฟ้าเทาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวเหมือนกำแพงธรรมชาติ

ธงมนต์ผืนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ร้อยยาวเป็นสายเปรียบเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างรอยต่อของมนุษย์และความเชื่อที่มองไม่เห็น เหมือนสายใยของความศรัทธา ความดีงาม ความบริสุทธิ์ ที่โอบกอดโลกให้อบอุ่น

ในวันนี้ พระราชวังที่เคยยิ่งใหญ่เหลือเพียงซากแห่งความหลัง ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาข้างหน้าเรา … มีอาคารเก่าๆทีเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์และพระราชินีอยู่หลายอาคาร ซึ่งยังใช้เป็นที่เก็บพระอัฐิของกษัตริย์หลายพระองค์ พระอัฐินี้ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ที่มีปลายยอดทำด้วยทองแดง

น่าเสียดายที่พระราชวังแห่งนี้ไม่เหลือร่องรอยของความอลังการให้เห็นอีกต่อไป โดยเฉพาะกำแพงพระราชวังที่ฉาบด้วยทองคำแท้ผสมทองแดง

แม้จะหม่นหมองเมื่อมองจากแง่ประวัติศาสตร์ แต่อาคารหลายหลังมีความโดดเด่นทางด้านศาสนา … จากการที่อาคารพระราชวังที่ถูกแบ่งเป็นอาคารย่อยๆออกไปนั้น ถูกใช้เป็นที่เก็บพระคัมภีร์ และงานศิลปะที่สวยงาม

จุดที่น่าสนใจของพระราขวังเชย์ ยังอยู่ที่พระพุทธรูป “พระศรีศากยมุนี (Sakyamuni Buddha)” ปางนั่งสมาธิสูง 7.5 เมตร องค์ใหญ่ สร้างด้วยทองแดงและทองเหลือง และเคลือบผิวด้วยทองคำ และโลหะเงิน พร้อมกับประดับประดาด้วยเพชรพลอย อัญมณีที่ล้ำค่า …

ผู้ที่ดำริสร้าง คือ กษัตริย์เดลดาน นัมเกล นั่นเอง ต้องถือว่าไม่มีพระพุทธรูปในเมืองเลห์องค์ไหนที่จะมีคุณค่ามากไปกว่าพระพุทธรูปองค์นี้อีกแล้ว

น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรูปมาแบ่งปันให้ดู เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปที่นี่ค่ะ

แม้ที่วิหารพระพุทธรูป “พระศรีศากยมุนี (Sakyamuni Buddha)” เราจะไม่มีรูปมาให้ดู แต่ที่วิหารอื่นๆสามารถถ่ายรูปได้

ที่วิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอารยะเมตรัยองค์ใหญ่ก็น่าสนใจไม่น้อย ...

ภายในวิหารมีภาพเขียนสีตามคติความเชื่อทางศาสนาที่ผู้คนนแถบนี้ศรัทธานับถือ และวัตถุเพื่อเคารพบูชาอยู่หลายชิ้น รวมถึงภาพของท่านเจ้าอาวาสของวัด

ที่ปลายฟ้า แสงสีส้มยามเย็นกำลังอาบทาพระราชวัง ดูงดงามและเปี่ยมมิติมากมาย … ความอบอุ่นของลำแสงสีทองค่อยๆไล่ความสว่างทีละน้อยๆ

เพื่อนๆต่างทยอยเดินลงมาตามเนินเขา … ในมุมหนึ่งของห้วงคำนึง ความคิดแทรกผ่านความเหนื่อยอ่อนของร่างกาย เข้ามาในจิตใจว่า ฉันได้เดินทางมายังดินแดนทุรกันดารและแสนไกลมาหลายวัน ได้สัมผัสกับพุทธศาสนาในอีกหน้าหนึ่งที่แตกต่างอยู่บ้างจากความคุ้นเคย ได้เรียนรู้เงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรมที่แปลกไป

ฉันส่งยิ้มให้กับคนแปลกหน้าที่อยู่เนินเขาใกล้ๆกับที่ที่รถเราจอด … วันนี้เกือบจะเป็นวันสุดท้ายในลาดัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความประทับใจทำให้ฉันรู้สุกเศร้าในยามที่ต้องกล่าวคำอำลา … อยากจะให้นาฬิกาข้อมือทีใส่อยู่แพ้ความสูงขึ้นมาทันที มันจะได้เดินช้าๆ รั้งเวลาเอาไว้แค่นี้ ทว่าวิถีแห่งดวงสุริยันและการเดินทางของเวลาก็ล่วงเลยแบบไม่รีรอ …

สำหรับฉัน คงไม่ง่ายที่จะลืมแสงแดดอบอุ่นท่ามกลางสายหมอกที่โอบกอดเราในช่วงเดินทาง … ใบหน้าเหี่ยวย่นของคุณยายใจดี และเด็กๆหน้าตามอมแมม แก้มเล็กๆแตกแดงที่เปี่ยมรอยยิ้มสดใส … ศรัทธาสูงสุดที่ชาวบ้านมอบกายถวายชีวิตให้แก่ศาสนา

ฉันไม่อาจสัญญาว่าจะกลับมาลาดักอีกหรือไม่ หรือเมื่อใด … หากแต่แสงสีสวยจากดวงสุริยันที่สาดส่องมาส่งลานั้น ย้ำเตือนว่าฉันมีความทรงจำที่ดี และสวยงามเช่นเดียวกับพระอาทิตย์ยามนี้ ในทุกย่างก้าวในดินแดนแห่งถิ่นหิมาลัย

 

วันสุดท้ายในเลห์

เราเดินทางกลับมาถึงใจกลางเลห์ในตอนค่ำ … วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่

ฉันถาม อั้ม ถึงจำนวนเงินที่ควรจะมีเผื่อเอาไว้สำหรับค่าทิป ค่าเดินทาง และอื่นๆ … เมื่อคำนวณดูแล้ว ยังเหลือเงินอีกเล็กน้อย เลยคิดหาทางที่จะกำจัดให้หมด

สายตาเหลือบไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่พัก … จึงไปดูๆ แล้วก็ได้กางเกงเลของไทย  ฉันใช้เงินที่เหลือให้หมดไปกับการซื้อกางเกงเล มาจากเลห์ 2 ตัวค่ะ

เย็นย่ำ ในค่ำวันนั้น … อั้ม พาเราเดินลงเนิน ลัดเลาะมาทานอาหารเย็นที่ร้าน Chopstick เจ้าเก่าเช่นเดิม

ฉันเริ่มรู้สึกว่าหลังเจ็บมากขึ้นอีกอักโข และสังเกตเห็นว่าลมหายใจเริ่มจะมีอาการสั่นๆ หายใจติดขัดเป็นห้วงๆ … หลังการเดินมาได้สักพักเดียว … แต่ยังอยู่ในระดับที่ทนได้

ฉันเริ่มรู้สึกตัวว่า ที่หมอบอกให้พักมากๆ ดื่มน้ำเยอะๆ และให้ระวังตัว เดินช้าๆนั้น  มันสำคัญอย่างนี้เอง … แต่ยังดีที่อาการมาเกิดเอาในวันสุดท้าย หากเป็นการต้อนรับตั้งแต่วันแรกคงลำบากมากกว่านี้

ฉันลดความเร็วและสปีดของการเดิน (ที่ช้าอยู่แล้ว) ให้ช้าลงทันที พร้อมทั้งตั้งใจว่าหลังอาหารเย็นคงจะไม่ออกไปจับจ่าย ช๊อปปิ้งอย่างที่พวกเราหลายคนตั้งใจเอาไว้

อั้ม แจ้งให้เรารู้ว่า เที่ยวบินของเราจะออกจากสนามบินเลห์ก่อนกำหนดเดิมราว 3 ชั่วโมง … Amazing มาก ฉันคุ้นเคยแต่กับการที่เที่ยวบินล่าช้า ไม่เคยคิดว่าจะเจอสายการบินอินเดียเล่นกลอีกแล้วแต่เราทั้งหมดไม่มีปัญหาอะไร

การที่เที่ยวบินออกก่อนกำหนดหลายชั่วโมงเช่นนี้ ทำให้เรามีเวลาที่สนามบินนานาชาติ อินทิรา คานธี มากขึ้นด้วย และอั้ม เสนอว่า เราน่าจะไปตะลุยเมืองเก่าเดลฮีเป็นการฆ่าเวลาดีกว่านั่งจับเจ้ารอเวลาเปล่าๆ

ไม่มีเสียงคัดค้าน … เดลฮี เป็นของแถมที่น่าสนใจมาก

 

วันรุ่งขึ้นเราเดินทางจากที่พักกลางเมือง มุ่งหน้าไปสนามบินเลห์ โดยผ่านบ้านเมืองที่เราเคยมาเดินเล่นเมื่อมาถึงที่นี่ครั้งแรก … ทุกสิ่งที่ผ่านตายังดูเหมือนเดิม ทั้งทิวทัศน์ ผู้คน บ้านเรือนและกำแพงหินปนดินเหนียว … แต่ความรู้สึกของฉันกลับเปลี่ยนไป

สิบวันที่ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวของที่นี่ … เปลี่ยนความรู้สึกจากการที่เพียงจะเปลี่ยนที่ เปลี่ยนทาง เปลี่ยนบรรยากาศ มาเพื่อถ่ายรูปสวยๆ  กลับกลายมาเป็นความรู้สึกเบาบางไปกับความสงบ …

ศรัทธาสูงส่งของคนแปลกหน้าที่ดำเนินชีวิตตามคำสอนของศาสนาอย่างจริงใจ ... ที่ที่ผู้คนมีมิติและมุมมองของสัจจะธรรมของชีวิตที่แตกต่าง ความทุกข์ทางกาย มีความหมายน้อยกว่าความสุขทางใจ และความตระหนักว่ามนุษย์นั้นช่างเล็กเหมือนเศษธุลี เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ … เป็นความแปลกใจเมื่อเริ่มแรก แต่เป็นความลึกซึ้งเมื่อเวลาผ่านไป

ทั้งหมดเป็นความทรงจำ ที่อดไม่ได้ที่จะใจหายเมื่อไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก … หรืออาจจะไม่มีวันนั้นอีกเลย

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net