วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ทำไมจึงเลือกเป็นบทเรียนในเวทีเสวนาวิชาการวันรพี ประจำปี ๒๕๕๐ ?


        เกิดอะไรขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ?

คงไม่ต้องถกเถียงกันว่า สถา่นการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ อันได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นความกังวลใจที่หนักหนาของทุกคนในประเทศไทย ตลอดจนของเหล่าคนรักสันติภาพทุกคนในประชาคมโลก  จึงไม่ต้องสงสัยว่า องค์ความรู้จากทุกสารทิศต่างถูกระดมมาเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกผู้รู้ก็ชี้ตรงกันว่า รัฐบาลไทยและสังคมไทยทอดทิ้งคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราทรงชี้นำ ตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจสรุปเป็น ๓ ประการได้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือ (๑) เพราะเราเข้าไม่ถึงพวกเขา ในวันนี้ เราจึงต้องเข้าให้ถึงเขา (๒) เพราะเราไม่เข้าใจพวกเขา ในวันนี้ เราจึงต้องเข้าใจพวกเขา และ (๓) เพราะเราทอดทิ้่งให้เขาต้องดำรงชีวิตอยู่ในความด้อยพัฒนา ในวันนี้ เราจึงพัฒนาสภาพแวดล้อมชีวิตของพวกเขาในอยู่ในระดับที่พวกเขาพึ่งพอใจ 

จะเห็นว่า งานในขั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสามจังหวัชายแดนภาคใต้นี้ล่ะที่ยากมาก และสิ่งที่เราซึ่งอยู่ในสังคมนอกสามจังหวัดภาตใต้จะต้องตระหนักให้มาก ก็คือ ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาทั้งสามขั้นตอนนั้นจะต้องไม่กระโดดข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง  เราต้องเรียนรู้ว่า หลายครั้งที่เราเสนอการพัฒนาในลักษณะที่ขัดต่อความเชื่อของคนในสามจังหวัดภาคใต้ ก็เป็นหลายครั้งของการสร้างปมความไม่พอใจให้แก่คนในพื้นที่ดังกล่าว  เราไม่เข้าใจพวกเขา เรากับพวกเขาจึงมีความขัดแย้งทางความคิด และที่สำคัญความขัดแย้งนี้จะส่งผลรุนแรง หากเป็นความขัดแย้งในวิถีชีวิต  และความขัดแย้งที่สะสมหมักหมมมาอย่างยาวนานนี้เองที่นำไปสู่แนวคิดร้ายๆ ในการแบ่งแยกดินแดนของคนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งไม่น่าจะมากนักในวันแรกๆ ของความขัดแย้ง และค่อยๆ ทวีจำนวนสาวกของแนวคิดร้ายนี้ขึ้นในแต่ละวันที่ถูกทอดทิ้ง

-----------------------------------------------

นักกฎหมายควรทำอย่างไรต่อสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ?

-------------------------------------------------

ในวันรพีของปี พ.ศ.๒๕๕๐ นี้ จึงควรกลับมาถามเราทุกคนที่เป็นนักกฎหมายว่า เราได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ร้ายแรงของประเทศไทยแล้วบ้างหรือยัง ?  จงอย่าลืมว่า ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย และกฎหมายมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ถามเราที่เป็นนักกฎหมายกันเถอะว่า (๑) กฎหมายเข้าถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ? (๒) กฎหมายเข้าใจปัญหาในพื้นที่นี้แค่ไหน ? และ (๓) กฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดังกล่าวมีอยู่หรือไม่ ? มีประสิทธิภาพเพียงใด ?

คำถามทางวิชาการดังกล่าวต้องการคำตอบทางวิชาการที่ชัดเจนและมีรูปธรรมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เราซึ่งเป็นนักกฎหมายที่สืบทอดภารกิจในการใช้กฎหมายในการรับใช้ประชาชนตามพระปณิธานของพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ศักดิ์ เรามาถามกันเถอะว่า เรามีงานวิจัยค้นคว้าทางกฎหมายเพื่อตอบคำถามดังกล่าวนี้แล้วหรือยัง ? และเราได้แปลงผลการค้นคว้าของเราสู่ทางปฏิบัติแล้วหรือยัง ?

น่าจะมีสถานการณ์ความรุนแรงหลายเรื่องที่ถูกนำมาเป็น “กรณีศึกษา” ในคณะนิติศาสตร์ สำหรับการเรียนรู้ประสิทธิภาพและความเหมาะสมของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องของสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องเด่นที่ถูกนำมาศึกษามาเป็นเวลากว่า ๕ ปี และยังมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาอีกอย่างมากมาย โดยเฉพาะในทางนิติศาสตร์

-----------------------------------------------

อะไรคือทิศทางที่เหมาะสมในการแสวงหาองค์ความรู้เพื่อจัดการสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ?

-------------------------------------------------

เราเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่วิจารณ์สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยไม่เคยใส่ใจที่จะย้อนถามตัวเองว่า เราเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันเป็นสาเหตุ ปรากฏการณ์ และผลของความรุนแรงดังกล่าวอย่างรอบด้านและทันสมัยหรือไม่ ? ข้อเท็จจริงนั้นมีความผันแปรตามมุมมองและตามช่วงเวลา

ในวันนี้ คำตอบที่คนในสังคมไทยยอมรับมากที่สุด ก็คือ คำตอบจาก กอส.

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙  “กอส” หรือ “คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๐๔/๒๕๔๘”  ได้นำเสนอรายงานอันเป็นการประมวลองค์ความรู้เพื่อจัดการปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง กอส. ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่น่าเชื่อถือ ๔๘ ท่าน และรายงานก็ได้รับการยอมรับจากสังคมไทยว่า เป็นข้อชี้แนะที่เหมาะสมและสร้างสรรค์

กอส.ได้จำแนก “กองทัพทางปัญญา” ออกเป็น ๕ กลุ่ม กล่าวคือ (๑) เรื่องของความไว้วางใจ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (๒) การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี (๓) วิถีทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ (๔) การส่งเสริมพลังความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย  (๕) การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในพื้นที่ และ (๕) การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับความจริงและทางออกของปัญหาต่อสังคมไทย

          และข้อสรุปสั้นของ กอส.ในการจัดการปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์” 

          กอส.มีข้อเสนอหลายประการที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม กฎหมาย และนักกฎหมาย  ดังที่เราควรจะทบทวนกันในสาระสำคัญ

-------------------------------------------------

แนวคิดเรื่องความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ?

-------------------------------------------------

กอส. มีข้อเสนอให้รัฐไทยและสังคมไทยต้องให้ความสำคัญกับ “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ด้วยการส่งเสริมแนวคิดวิเคราะห์ในสังคมไทยให้เรียนรู้การแยกคนผิดออกจากความผิด ตลอดจนเรียนรู้วิธีการมองปัญหาความรุนแรงในบริบทเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม กอส.ไม่ได้เสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการร้าย แต่ กอส.เสนอเรื่อง “การให้อภัย” กอส.เห็นว่า ความยุติธรรมสมานฉันท์เป็นส่วนหนึ่งของ “แนวทางสมานฉันท์ในสังคมไทยเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในระยะยาวและสร้างสันติสุขและความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้นในประเทศ

นอกจากนั้น กอส. ยังเสนอให้มีการสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม และเสริมความเข้มแข็งของสังคมด้วยการให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมรักษาความยุติธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้ย่อมจะทำหน้าที่ “วิธีการแก้ไขปัญหาความรุนแรงตามแนวทางสมานฉันท์เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน” 

กอส.ชี้อย่างเป็นรูปธรรมว่า “เงื่อนไขแรกก่อนจะเสริมสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ก็จะ ต้องเริ่มจากการสลายเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม ในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเสียก่อน ซึ่งอาจทำได้โดยสร้างกลไกช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ยากจน แสดงให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าประจักษ์ชัดว่า รัฐไม่เลือกปฏิบัติ ทำความจริงให้ปรากฏในเรื่องที่ชาวบ้านทุกข์ร้อน เช่น เรื่องคนหาย และใส่ใจกับเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาในที่คุมขังได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเหมาะสม และเร่งคืนของกลางให้เจ้าของเมื่อหมดความสำคัญต่อคดีแล้ว”

และกอสก็ชี้อย่างชัดเจนว่า “การเสริมสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบนั้นนั้น ก็คือ การเสริมสร้างบทบาทของประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมกระบวนการชุมชนบำบัด เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างครบวงจร ตั้งหน่วยพิทักษ์ยุติธรรม ให้ทุกฝ่ายในพื้นที่มามีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนทุกศาสนาวัฒนธรรมในประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมในฐานะยุวชนยุติธรรม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เขาเห็นว่าพวกตนมีพลังอำนาจที่จะทำประโยชน์เพื่อความเป็นธรรมให้พี่น้องของเขาได้”

-------------------------------------------------

แนวคิดเรื่องกฎหมายควรจะเป็นอย่างไรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ?

-------------------------------------------------

กอส. มีข้อเสนอให้มีการบัญญัติ “กฎหมายให้สิทธิชุมชนจัดการทรัพยากรบนฐานความเชื่อทางศาสนา” ทั้งนี้ เพราะการกระทำนี้จะมีผลเป็นแก้ปัญหาความรุนแรงที่โครงสร้าง เราพบว่า พื้นที่ที่เกิดความรุนแรงอย่างสูงสุดจนอยู่ในระดับถสีแดงนั้น มักเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งทางทรัพยากรอยู่ด้วย ความกดดันทางทรัพยากรย่อมผลักชาวบ้านเข้าสู่มุมอับแห่งความยากจน วิธีลดความรุนแรงทางหนึ่ง ก็คือ การลดความกดดันในการเข้าถึงทรัพยากร โดยให้สิทธิชุมชนจัดการทรัพยากร ข้อเสนอของทุกฝ่ายก็คือ การเร่งตรากฎหมายรองรับรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพนั่นเอง

นอกจากนั้น เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่โครงสร้าง กอส.ยังชี้ถึงความจำเป็นที่จะต้องลดทอนปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ด้วย “การกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” เพราะ กอส. เห็นว่า การกระทำทั้งสองนี้ก็คือ “วิธีการแก้ไขปัญหาความรุนแรงตามแนวทางสมานฉันท์เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน” เช่นกัน  ความรุนแรงเป็นผลส่วนหนึ่งของการผูกรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้น ถ้าจะให้ความรุนแรงเจือจางลง ก็ต้องลดการผูกขาดอำนาจรวมศูนย์ในประเทศ เช่น พัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อม หรือในทางกลับกันกำลังประสบ กับภัยความรุนแรงอยู่ ให้เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ อาศัยวิธีการกระจายอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาผ่อนเบาปัญหาความรุนแรง โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ

จากองค์ความรู้เพื่อจัดการสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอส.ประมวลขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๙ จนถึงวันนี้ ใน พ.ศ.๒๕๕๐ สถานการณ์ดังกล่าวก็ยังดำเนินความรุนแรงต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ของคนในพื้นที่ ตลอดจนขวัญกำลังใจของคนทั้งชาติ เราควรจะทำอย่างไรต่อไป ?

-------------------------------------------------

เยาวชนและความรับผิดชอบในเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

-------------------------------------------------

          ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันรพี คณะกรรมการจัดงานวันรพี ประจำปี ๒๕๕๐ ฝ่ายเสวนาวิชาการ[3]เสนอที่จะทำงานเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องเสนอที่เริ่มต้นจากเยาวชนมายังคณาจารย์

ในวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ จึงเกิดการประชุมเพื่อเตรียมเวทีเสวนาวิชาการเพื่อวันรพีในปี พ.ศ.๒๕๕๐ และการประชุมในวันนี้ก็เปรียบประดุจเวทีความคิดเล็กระหว่างคณาจารย์และคณะกรรมการจัดงานวันรพี ประจำปี ๒๕๕๐ ฝ่ายเสวนาวิชาการ โดยได้เชิญท่านจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ มาร่วมให้ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เวทีความคิดเล็กๆ ของเราสรุปสถานการณ์โดยทั่วไปได้ว่า “ปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรื้อรังและรุนแรงมากขึ้นในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ซับซ้อนเกินกว่าที่รัฐจะจัดการได้ด้วยอำนาจรัฐหรือความเข้าใจปัญหาแบบเดิมที่เน้นความเป็นเอกภาพของประเทศเป็นหลัก จนกลายเป็นการละเลยความสำคัญของความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิมนุษยชนลงไป”

นอกจากนั้น เวทีความคิดของเรายังมีข้อสรุปเชิงญานวิทยาทางกฎหมายว่า “วิธีการทางกฎหมายที่รัฐนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งหน่วยงานเฉพาะ เพื่อดูแลพื้นที่ดังกล่าว  การยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการนำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘  มาใช้  การดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับถูกมองจากคนในพื้นที่ว่าเป็นเพียงเครื่องมือรับรองการใช้ความรุนแรงของรัฐเท่านั้น ทั้งยังมีการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อรัฐ  ขาดความเด็ดขาดในการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิด ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆของรัฐเอง ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ  และไม่ให้ความร่วมมือในการปฎิบัติงาน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทางกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจสำเร็จได้หากทุกฝ่ายยังไม่เข้าใจกัน ไม่เชื่อใจกัน  ทั้งที่การแก้ไขปัญหาโดยยึดถือกฎหมายและมุ่งเน้นสันติวิธี เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้”

ในท้ายที่สุด เวทีความคิดของเราก็ตระหนักว่า กระบวนการจัดการปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้นี้ ไม่อาจทำได้โดยปราศจาก “เครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม” อันหมายถึง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ หรือในอีกมิติของเครือข่าย ก็คือ ก็คือ ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเยาวชน  

เยาวชนได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับผู้ใหญ่ในการเข้าถึงและเข้าใจสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้  ในปัจจุบัน มีเครือข่ายนักศึกษาอาสาสมัครหลายกลุ่มที่รวมตัวกันทำงานเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

-------------------------------------------------

การเสวนาวิชาการวันรพี ประจำปี ๒๕๕๐ ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐

: เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเยาวชนผู้รับผิดชอบต่อสังคมและผู้ใหญ่ใจดีเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการจัดการสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

-------------------------------------------------

เสวนาวิชาการในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ จึงเป็นเวทีเสวนาวิชาการที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนทำงานเพื่อสามจังหวัดภาคใต้ในเรื่อง “กฎหมายกับสันติวิธีใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ : มุมมองของเยาวชนเกี่ยวกับบทบาทของกฎหมายในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ ห้อง จิ๊ด เศรษฐบุตร (L.T. ๑) (ท่าพระจันทร์)

เยาวชนที่จะนำเสนอมุมมองมีอยู่ด้วยกัน ๔ ท่าน กล่าวคือ (๑) นายตูแวดานียา  ตูแวแมแง และคณะ เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (๒) นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  (๓)  นายรัชนาท   วานิชสมบัติ บรรณาธิการจดหมายข่าวภาคใต้กองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ  (๔) นายศรตม์  ดิษฐปาน คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีผู้ใหญ่ใจดีซึ่งมีองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ตอบรับที่จะเข้ามาในเวทีเสวนาวิชาการนี้มากมาย แต่บุคคลที่จะนำการเสวนาเพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อมุมมองของเยาวชน ก็คือ (๑) นายชาญเชาว์   ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  (๒)  นายพิภพ  ธงไชย อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (๓)  นายภาสกร  จำลองราช   นักข่าวศูนย์มติชน (๔) นายภัทระ  คำพิทักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและอดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผู้ก่อตั้งศูนย์ข่าวอิสรา (๕) พ.ต.อ.งามศักดิ์  เกื้อจรูญ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ (๖) รศ. ณรงค์  ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (๗)  คุณอังคณา  นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (๘) พลเอกปานเทพ  ภูวนารถนุรักษ์ ประธานคณะกมธ.วิสามัญเพื่อสอบสวนและศึกษาความไม่สงบใน ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (๙) น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ (๑๐) ตัวแทนทนายความศูนย์ทนายความมุสลิม

คณะกรรมการนักศึกษาผู้จัดงานฯ อยากได้มุมมองของ พล.ต.จำลอง คุณสงค์ เสนาธิการ กอ.รมน.ภาค ๔ จึงได้มีหนังสือเชิญไปเช่นกัน แต่ในวันที่เขียนบทความนี้ท่านยังไม่ตอบรับที่จะมาในเวทีนี้

เวทีวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์อยู่ ๕ ประการ กล่าวคือ

ในประการแรก เพื่อเผยแพร่แนวทางและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ผ่านมุมมองของเครือข่ายนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มต่างๆ

ในประการที่สอง เพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านมุมมองของเครือข่ายนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มต่างๆ

ในประการที่สาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและยอมรับบทบาทของเครือข่ายนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มต่างๆในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการแก้ไขปัญหาโดยการใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี

ในประการที่สี่ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเสนอแนะแนวทางและความคิดเห็นของเครือข่ายนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มต่างๆ ในเรื่องบทบาทการใช้กฎหมายโดยสันติวิธี เพื่อแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่สังคมรัฐบาล  และกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ในประการที่ห้าและเป็นประการสุดท้าย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการปรับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในพื้นที่

------------

บทส่งท้าย

------------

การปรากฏตัวของเยาวชนในงานเกี่ยวกับสามจังหวัดภาคใต้ เป็นนิมิตอันดีของสังคมไทย การเรียนรู้เพื่อจะเข้าถึงและเข้าใจปัญหาของเยาวชนร่วมกับผู้ใหญ่ใจดีในวันนี้ ย่อมหมายความว่า  เมื่อเยาวชนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราก็มั่นใจได้ว่า จะมีผู้ใหญ่ใจดีอีกกลุ่มที่เข้าจัดการสถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้ในอนาคตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม นิติธรรม และสิทธิมนุษยชน

การตอบรับของเหล่าผู้ใหญ่ใจดีในการช่วยเตรียมงาน จนถึงมาร่วมงานในบทบาทต่างๆ ก็น่าจะทำให้เรามี “ภาพตัวอย่าง” ของความร่วมมือในการจัดการปัญหา ระหว่างคนต่างวัย ระหว่างคนต่างความรู้ ระหว่างคนต่างความคิดเห็น

๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ นี้.......เราจะใช้สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นบทเรียนในกระบวนการเรียนรู้เพื่อจัดการความรุนแรง ....บทเรียนในการจัดการความต่างที่เกิดขึ้นระหว่างคน

ความสำเร็จของงานนี้ก็น่าจะเป็นนิมิตอันดีเช่นกันของความสำเร็จในการร่วมดูแลสันติสุขในสามจังหวัดภาคใต้ และรวมตลอดถึงศักยภาพของสังคมไทยที่จะดูแลความรุนแรงครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย

กฎหมายเป็น “กลไกในการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” ดังนั้น หากว่านักกฎหมายพบว่า กฎหมายที่ใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้องหรืออย่างมีประสิทธิภาพ นักกฎหมายก็ต้องใส่บทบาทของวิศวกรสังคมเพื่อแก้ไขกฎหมายนั้น หรือหากว่า สถานการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้ชี้ว่า ขาดไปซึ่งกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นักกฎหมายก็ย่อมจะต้องเร่งบัญญัติกฎหมายนั้นขึ้นเพื่อเรื่องนั้น

โดย archanwell

 

กลับไปที่ www.oknation.net