วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พะยูน .. ยักษ์ทะเลใจดีที่กำลังจะหมดไปจากทะเลไทย แต่ด้วยสองมือหนึ่งใจ เราช่วยได้


พะยูน  .. ยักษ์ทะเลใจดีที่กำลังจะหมดไปจากท้องทะเลไทย แต่ด้วยหนึ่งกาย หนึ่งใจ และสองมือเราช่วยได้

จังหวัดตรังมีของดีเลื่องชื่อเกี่ยวกับหมูอยู่ในจังหวัดหลายอย่าง โดยที่โด่งดังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดตรังเป็นอย่างยิ่ง นอกจากหมูย่างเมืองตรังแล้วก็ยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าที่นี่มีความผูกพันกับเรื่องหมูพอสมควร

เจ้าสัตว์ที่ว่านี้ก็คือ "พะยูน"หรือ หมูน้ำ หมูดุด หรือในภาษาถิ่นเรียกดูกอง … เพื่อนร่วมโลกที่น่ารักแห่งทะเลตรัง … เชื่อกันว่าพะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกับช้าง แต่วิวัฒนาการมาอาศัยอยู่ในทะเล

พะยูนก็ได้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดตรัง ... มีการทำของที่ระลึกโดยแกะสลักไม้เป็นรูปพะยูนหลากหลขนาดจากไม้เทพธาโรที่มีกลิ่นหอมเป็นโอทอประดับ 5 ดาว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเมืองตรัง

พะยูนในจังหวัดตรังอาศัยอยู่ใน “อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม” และรอบๆเกาะลิบงในทะเลตรัง ... ซึ่งหลายๆคนพูดว่านี่อาจจะเป็นอาณาจักรของพะยูนแห่งสุดท้ายในเมืองไทย ด้วยในพื้นที่ดังกล่าวยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน และจากการสำรวจคาดว่าจำนวนของพะยูนลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันเหลือพะยูนอยู่ประมาณไม่ถึงร้อยตัว

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชอบออกหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ... ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องนานประมาณ 12-13 เดือน ตัวโตเต็มที่ มีอายุประมาณ 13-14 ปี ชอบอาศัยหากินตามพื้นท้องทะเลชายฝั่ง ทั้งกลางวันและกลางคืน … หลายคนเชื่อว่า พะยูน นี่เองที่เป็นต้นฉบับนางเงือกในจินตนาการของสุนทรภู่

ในบริเวณเขตน้ำลึกหน้าเกาะลิบงตลอดแนวและพื้นที่บางส่วนในอุทยานเจ้าไหม ในวันที่น้ำขึ้นเต็มสามารถออกไปเฝ้ามองดูพะยูน ชมแหล่งอาศัยของพะยูนได้ แต่โอกาสที่จะพบตัวพะยูนมีน้อยมาก

ถ้าต้องการชมฝูงพะยูน ... บางครั้งอาจต้องใช้บริการเครื่องร่อนของอุทยานเจ้าไหมที่ตั้งอยู่บริเวณหัวเกาะ …

หรือไม่ก็ต้องตรงไปที่เกาะลิบง นั่งรถสามล้อ ลัดเลาะไปตามสวนยาง

แล้วตะกายเข้าไปในถ้ำ

โหนตัวขึ้นไปตามแนวชะง่อนเขา เข้าถ้ำ แล้วใช้เท้าคืบช้าๆไปตามทางที่เล็กและแคบ หลังติดผา หันหน้าออกทะเล พยายามเลี้ยงตัวไว้ไม่ให้ตก …

พื้นที่ในการยืนกว้างไม่ถึงฟุต ... เพื่อเฝ้าดูพะยูนที่อาจจะโผล่ขึ้นมาหายใจ

ปัจจุบันจำนวนของพะยูนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว .... สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเรืออวนประมงที่ทำร้ายพะยูนทั้งทางตรงและทางอ้อม ..

ทางตรงก็คือ การจับปลาไม่เลือกชนิด ซึ่งมักจะติดพะยูนไปด้วยในบางครั้ง ... เมื่อติดอยู่ในอวนเป็นเวลานานๆ พะยูนจะขาดอากาศหายใจ จนขาดใจตายในที่สุด … ส่วนทางอ้อม คือ ใบจักรเรือที่แล่นรุกล้ำเข้าไปในถิ่นพะยูน แล้วไปฟาดฟันตามตัวและครีบพะยูนจนบาดเจ็บ เป็นแผลเหวะหวะ

นอกจากนี้ ชาวบ้านเชื่อกันว่า น้ำตาพะยูนเป็นยาเสน่ห์ที่ได้ผลชะงัด เวลาจับพะยูนได้จะมีวิธีเพื่อได้น้ำใสๆจากตากลมแป๋วของพะยูน

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่า การกินเนื้อพะยูนเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ ... เนื้อพะยูนปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงกะทิ ผัดพะโล้ ทอด ผัดเครื่องใน

เชื่อกะนว่า น้ำมันพะยูนใช้ทาแก้ปวดเมื่อยและแก้น้ำร้อนลวก ส่วนกระดูกฝนผสมกับน้ำมะนาวกินแก้พิษจากการถูกเงี่ยงหรือหนามของปลาแทง หนังตรงส่วนหลังหั่นตามยาวตามลำตัวแล้วนำไปตากแห้งใช้ทำไม้เท้าได้

โดยธรรมชาติ พะยูนเป็นสัตว์ที่อายุยืนยาวถึง 70 ปี ต้องมีอายุมากกว่า 10 ขึ้นไปจึงจะสมบูรณ์พร้อมที่จะให้กำเนิดลูกได้ ให้กำเนิดลูกเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น และต้องเลี้ยงดูลูกอีกนานร่วม 2 ปี  …

เพราะการถูกคุกคามอย่างรุนแรง บวกกับการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติที่ทำได้ช้ามากนี่เอง จึงทำให้มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่พะยูนจะหายไปหรือสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเล

กิจกรรม “แหวกเลตรัง ปลูกหญ้าทะเลให้พะยูน ” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยความร่วมมือของบล็อกเกอร์โอเคเนชั่น พร้อมครอบครัว เพื่อนฝูงและพันธมิตรในท้องถิ่น … มุ่งมั่นที่จะใช้หนึ่งกาย หนึ่งใจ สองมือของทุกคน เพื่อช่วยพะยูนให้อยู่คู่กับท้องทะเลไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับพะยูนและหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของยักษ์ทะเลใจดี

หญ้าทะเลที่ใช้ปลูกมาจากการเพาะเมล็ดจากผลหญ้าทะเล … เมื่อรากของหญ้างอกและต้นหญ้าสูงราวสามนิ้วจึงจะเป็นต้นกล้าที่นำไปปลูกต่อได้ โดยมีโอกาสรอดและเจริญเติบโตเป็นอาหารของพะยูนต่อไปได้

เราลงเรือมุ่งหน้าไปที่อ่าวบุญคง อันเป็นเวิ้งอ่าวที่เหมาะสมกับการปลูกหญ้าทะเล …

การเดินทางผ่านป่าโกงกางธรรมชาติที่มีพื้นที่รวมหลายพันไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลหลายสายพันธุ์ รวมถึงเป็นแหล่งอนุบาลลูกสัตว์น้ำที่สำคัญ

นอกจากการปลูกหญ้าทะเลแล้ว ในโอกาสเดียวกันนี้เราจะปล่อยลูกปู ลูกปลา ลูกกุ้งรวมกันกว่าห้าแสนตัว …

มหาสมุทรไม่เคยยู่นิ่ง แม้ในวันที่สงบที่สุด … กระแสน้ำ สัตว์น้ำ และสรรพสัตว์อื่นๆที่มีทะเลเป็นบ้านยังคงเคลื่อนไหวตามครรลองของโลก …โลกของเมืองใต้น้ำ

ไม่นาน เราก็มาถึงบริเวณอ่าวบุญคง อันเป็นสถานที่กำหนดการทำกิจกรรมแหวกเลตรัง ปลูกหญ้าให้พะยูน … โดยกิจกรรมแรกคือการปล่อยลูกสัตว์น้ำที่เตรียมมาพร้อมในถุงพลาสติก ก่อนจะปล่อยก็ต้องนำถุงไปปรับอุณหภูมิโพยการแช่น้ำทะเลสักพักเสียก่อน

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และเป็นการสื่อสารให้คนอื่นๆได้ทราบถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ได้รับความสนใจจากสื่อ ...โอกาสนี้จึงมีผู้สื่อข่าวท้องถิ่นตามมาทำข่าวกิจกรรมของพวกเราด้วย

พร้อมแล้ว … การปล่อยลูกกุ้ง ลูกปลา ลูกปู ก็เริ่มขึ้น …

การปลูกหญ้าทะเลนั้นต้องดำเนินการเมื่อน้ำลง เพื่อให้เราสามารถที่จะทำแปลงปลูกหญ้าได้ .. เราไปถึงใน่วงเวลาที่น้ำยังสูงอยู่ หลายคนจึงถือโอกาสเดินสำรวจพื้นที่

เราพบสัตว์น้ำในบริเวณน้ำตื้นหลายชนิด … ปลิงทะเล ปลาปักเป้า ปาดาว ปลาการ์ตูน ซึ่งปกติจะสามารถรถพบเห็นได่ในหมู่ปะการัง

หญ้าทะเลในแปลงปลูกที่ดำเนินการในคราวก่อนๆ ตอนนี้เติบใหญ่ กลายเป็นแห่งอาหารของพะยูนและสัตว์น้ำอื่นๆ

ระดับน้ำลดลง และต้นกล้าหญ้าทะเลพร้อม … ได้เวลาที่ต้องรีบทแปลงปลูกหญ้า ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ..

เมื่อปักหมุดตีขอบเขตแปลงหญ้าแล้ว หนึ่งบล็อกจะปลูกหญ้าราว 30 ต้น และปลูกบล๊อกเว้นบล๊อกเพื่อให้หญ้าสามารถเติบใหญ่ ขยายตัวได้โดยไม่เบียดเสียดกันมาก

ด้วยสองมือเรานี้ สามารถทำให้โลกสวยงามน่าอยู่ … เป็นพันธะสัญญาที่เรามีต่อโลกใบนี้

เปืดโอกาสให้สัตว์เล็กๆ และสัตว์ใหญ่ได้ใช้มหาสมุทรเป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารเพื่อดำรงเผ่าพัธุ์และสืบสานชีวิต

เสียดายมากที่ระดับน้ำในช่วงเย็นเพิ่มขึ้นเร็วไปหน่อย ยังไม่เปิดโอกาสให้เราได้ปลูกหญ้าทะเลจำนวนมากอย่างที่หลายคนตั้งใจมาอย่างเต็มเปี่ยม …

เราหันไปมองแปลงหญ้าทะเลที่ค่อยๆจมหายไปกับกระแสน้ำที่กำลังเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว … พร้อมกับจิตที่ตระหนักว่า ระบบนิเวศน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือมหาสมุทร ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน

การเข้าใจธรรมชาติรอบตัว และความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สรรพสัตว์และมนุษย์เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ … ผลกระทบด้านลบนั้นร้ายแรง จนเราอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะรอให้ธรรมชาติฟื้นตัวขึ้นมาเอง เราจึงต้องพิจารณาพฤติกรรมของเรา ไม่ให้กระทำสิ่งใดอันอาจจะไปทำร้ายสัตว์ในธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมอันเป็นที่อยู่และแหล่งอาหารของมัน

มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลง การที่เราทำให้สายพันธุ์หนึ่งของสัตว์ออกไปจากห่วงโซ่ของธรรมชาติ อาจจะสร้างความไม่สมดุลที่ก่อความเสียหายใหญ่หลวง

เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ เช่นเดียวกับมนุษย์ซึ่งเป็นสายพันธุ์สัตว์อีกชนิดหนึ่งในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน …

ดังนั้น การที่เราตระหนักรู้และปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบ จึงอาจจะเป็นทางเดียวที่จะนำธรรมชาติที่ยั่งยืนกลับคืนมาได้ เพื่อให้เราคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางชีวะภาพ อันจะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้ทุกสรรพชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีวามสุข

อนาคตอยู่ในมือของเราทุกคน … หากเราไม่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ โลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

จงปล่อยให้แสงแดดส่องเข้าไปถึงหัวใจของคุณ …ไม่ใช่แค่บนใบหน้า

จงปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านตัวคุณ … ผ่านเข้าไปถึงภายใน

จงเคารพโลกของธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ … จงหยุดฟังความจริงของจักรวาล

จงนำตัวเองเข้าไปสู่อ้อมกอดและความเคลื่อนไหวของธรรมชาติรอบตัว

จงอย่าบูชาเทพหรือสวรรค์ที่ไหน …. เพราะเราอยู่ในสวรรค์อยู่แล้ว

-------------------------------

 

Sea Cow

 

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=p7txP9MOCqs

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net