วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Red Fort … ป้อมแดง แห่ง เดลฮี


Red Fort … ป้อมแดง แห่ง เดลฮี

Red Fort ... ป้อมแดง ที่ชาวอินเดียเรียกว่า ลาลกีล่า (Lal Qila) เป็นหนึ่งอาคารที่เป็นมรดกโลกของอินเดีย เป็นหลักฐานของระบอบกษัตริย์ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด

ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 17 โดยกษัตริย์แห่งราชปูร์ คือ พระเจ้า  Prithviraj Chauhan ภายในกำแพงเมืองของเดลฮี และหลังจากเมืองราชปูร์ถูกพิชิตลงอย่างราบคาบแล้ว ที่นี่ก็ได้กลายเป็นที่ประทับของมหาราชาแห่งราชวงศ์โมกุล

ป้อมแห่งนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ และเป็นสิ่งก่อสร้างของกลุ่มสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Shahjahanabad ที่มีขนาดมโหฬารแห่งที่ 7 ในเดลฮี ... พระเจ้าชาร์เจฮาลได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองอัครามาที่นี่ เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งราชวงศ์ของพระองค์ อีกทั้งเป็นการสนองพระประสงค์ที่สูงส่งในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่อลังการที่พระองค์ชื่นชอบ

ที่นี่ ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์โมกุลมายาวนาน จนถึงปี 1857 เมื่อจักรพรรดิแห่งโมกุลในขณะนั้น คือ พระเจ้า Bahadur Shah Zafar ถูกขับไล่ให้ออกไปโดยรัฐบาลผสมของอินเดียและอังกฤษ

ป้อมแดง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา ซึ่งมีคลองส่งน้ำเข้ามายังคูรอบๆกำแพงป้อม … กำแพงทางด้านตะวันออกฉียงเหนือ เป็นส่วนที่อยู่ถัดมาจากป้อมดั้งเดิม ชื่อ Salimgarh Fort ซึ่งสร้างโดย Islam Shah Suri ในปี 1546

การก่อสร้างป้อมแดงเริ่มขึ้นในปี 1638 และเสร็จสมบูรณ์ในปี  1648 หลังจากนั้นก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมมาเรื่อยๆอีกหลายครั้งหลังจากรัชสมัยของพระเจ้า ชาร์ เจฮาล และการก่อสร้างเพิ่มครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้า Aurangzeb และอีกหลายครั้งภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุล

ที่นี่ เป็นสถานที่มรดกโลกที่รับรองโดย ยูเนสโก มาตั้งแต่ปี 2007 … ส่วนป้อมแดงในยุคก่อนซึ่งสร้างโดย พระเจ้า Anangpala นั้นปัจจุบันเป็นสุเหร่า Qulb Mosque

Red Fort ได้ชื่อมาจากการใช้หินสีแดงจำนวนมากมายในการก่อสร้างกำแพงที่รายล้อมโอบกอดสิ่งก่อสร้างอื่นๆภายในป้อมปราการ

พระเจ้าชาร์ เจฮาลทรงให้ก่อสร้างป้อมแห่งนี้ขึ้นในปี 1638 เมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยที่จะย้ายเมืองหลวงจากอัครามาที่เดลฮี

นาย Ustad Ahmad และ Ustad Hamid ถูกเลือกให้เป็นสถาปนิกในการออกแบบก่อสร้างพระราชวัง และการก่อสร้างเริ่มขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม 1638 โดยพระเจ้าชาร์ เจฮาลทรงควบคุมงานก่อสร้างด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1648

ป้อมแดง เดิมถูกเรียกว่า Qila-i-Mubarak" หมายถึงป้อมปราการที่ได้รับการประสาทพร ด้วยเหตุที่มันเป็นที่พำนักของพระราชวงศ์ สิ่งที่ทำให้ป้อมแห่งนี้แตกต่างกว่าป้อมอื่นๆ ก็คือ แผนผังของป้อมไม่สมมาตร ทั้งนี้เพื่อรวมเอาป้อม Salimgarh Fort ซึ่เป็นป้อมเก่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของป้อมแห่งใหม่ด้วย

พระราชวังที่เป็นป้อมปราการในตัวแห่งนี้มีความสำคัญในกลุ่มอาคารขนาดใหญ่กลางเมืองที่เรียกว่า Shahjahanabad (ปัจจุบัน คือ Old Delhi) … การออกแบบและก่อสร้างป้อมแดงแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระเจ้า ชาร์ เจฮาล

ต่อมา พระเจ้า Aurangzeb กษัตริย์องค์ต่อมา ได้สร้างมัสยิด โมติ เพิ่มเติมขึ้นมาในเขตพระฐานส่วนพระองค์ด้านในด้วย

โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของป้อมนี้ดูแข็งแกร่ง ดุดัน น่าสะพรึงกลัวไม่น้อย … แค่เดินผ่านยังรู้สึกได้ถึงพลังความกดดันจากตัวป้อม หากเป็นยามสงคราม กำลังใจของข้าศึกคงถูกบั่นทอนอยู่ไม่น้อย

วันที่เราไปเยือน มีผู้คนมากมายเขาแถวรอซื้อตั๋วและเข้าชมอยู่ก่อนแล้วมากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย และหากเป็นผู้หญิงจะแต่งกายสวยงามมากๆ

ฉันเพิ่งจะได้ความรู้ใหม่ค่ะ … ในการเข้าชมป้อมแดงนั้น ชาวต่างชาติต้องเสียค่าเข้าชม 250 รูปี แต่หากแสดงหนังสือเดินทางของประเทศไทยก่อนการซื้อตั๋ว จะเสียค่าเข้าชมเพียง 10 รูปีเท่านั้น … ภูมิใจที่เป็นคนไทยนะนี่

การเข้าแถวรอในประเทศอินเดีย จะแบ่งออกเป็นแถวสำหรับสตรี และบุรุษแยกออกจากกัน … ผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายมาก หญิงสาวจากเมืองไทยจึงได้เข้าไปก่อน โดยมีการตรวจตราเข้มงวดเช่นเคย

ภายในกำแพงสูง ประกอบด้วยอาคารสูงใหญ่หลายแห่งให้เดินชม …

บางแห่งอาจจะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เนื่องจากในช่วงสงครามกับพวกเปอร์เซีย ศัตรูสามารถตีป้อมนี้แตกกระจุย และบุกเข้ามาขุด แงะ แกะ อัญมณีที่ฝังตามเสาและผนัง รวมถึงขนเอาบัลลังก์นกยูงที่ล้ำค่ากลับไปด้วย สมบัติที่เหลืออยู่จึงมีตามสภาพที่เห็น

ป้อมปราการแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ปัจจุบันยังถูกใช้เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีในวันชาติของอินเดียทุกปี เพื่อรำลึกถึงวันประกาศอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี 1947 อีกด้วย

ทั้งมัสยิดหลวง Jarma Masjid และ ป้อมแดง นอกจากจะถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมที่สุด ยังประกอบไปด้วยความฝันและแรงบันดาลใจของผู้สร้าง ผลงานที่ออกมาจึงเปี่ยมคุณค่าและพลัง รวมถึงแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้งมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น

คงไม่ผิดหากจะพูดว่า ที่นี่ เป็นผลงานศิลปะของผู้ที่เคยฝัน … แม้จะถูกวิจารณ์มากมายในยุคต่อมา … แต่เขาก็ได้สร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นแล้วที่นี่

 บริเวณด้านในป้อม มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้าประเภทหัตถกรรมและสินค้าที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่

ด้านในสุดของป้อม

บทสงท้าย

ก่อนเดินทางมาที่ลาดัก ฉันไม่ได้มีความคาดหวังอะไรมากไปกว่าการได้ออกเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเยียวยาตัวเองจากเวลาที่มีเหลือเฟือ … หวังเพียงจะได้บันทึกความแตกต่างของสิ่งที่พบเห็นผ่านเลนส์กล้อง แล้วเก็บไว้ในความทรงจำ

หลังจากหลายวันที่ระหก ระเหินไปตามเส้นทางที่ทั้งลำบากและยาวไกล … ฉันได้พบกับดินแดนที่สวยงามอย่างยิ่ง

ไม่ได้เห็นแค่ดินแดนใหม่ ประเพณี ความเชื่อ และศรัทธา … หากแต่เป็นการได้มองเห็นดวงตาและขอบฟ้าแห่งใหม่ ความเชื่อของผู้คนในอีกซีกโลกที่มีจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใคร … ความเชื่อที่เราผู้มาจากโลกที่แตกต่างจะต้องเลือกว่าจะรู้สึกอย่างไรดี

หลายพันกิโลเมตรที่ได้แบ่งปันความยินดีและความฝัน ในดินแดนแห่งความลี้ลับที่แฝงไว้ด้วยพลัง ความนอบน้อม และความเชื่อ ความศรัทธาที่หยั่งรากฝังลึกมานานหลายชั่วอายุคน

การเดินทางขยายความเข้าใจ … และแน่นอนมันได้ช่วยหล่อหลอมจิตวิญญาณของเราด้วย

 “บ้าน” มีความหมายต่อสรรพสัตว์ไม่ต่างไปจากคน แม้หัวใจจะรักอิสระและพึงใจกับการรอนแรมไปไหนต่อไหน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ทั้งสัตว์และคนก็ต้องกลับบ้าน … เพื่อพักพิงและฝันถึงการเดินทางครั้งต่อไป

การได้รับมิตรภาพระหว่างการเดินทางนับว่าเป็นความอบอุ่นอย่างยิ่งสำหรับฉัน ซึ่งช่วยทดแทนความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคนจริงๆที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งในชีวิตของฉัน

 -------------------------------------------

ขอบคุณ : ความรู้ที่แบ่งปันจาก อั้ม, Tachi, Tanle และเพื่อนร่วมทาง

เนื้อความบางส่วนจากหนังสือ “ทิเบต .. คือซัมบาลาในความทรงจำ” และ “ท่องหลังคาโลก .. ทิเบต” และ “หิมาลัยในความทรงจำ”

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net