วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปเมืองโรแมนติก เวียนนา-ปราก ตอนที่ 3


30 เมษายน 2550

เช้าวันนี้ตื่นสายกว่าที่ตั้งใจไว้ ด้วยว่าเมื่อวานสมบุกสมบันไปหน่อย เลยหลับกันยาวเลย สำหรับแผนการในวันนี้เราจะเริ่มด้วยการไปสำรวจสถานีรถไฟกันก่อน เพื่อความมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะได้ขึ้นรถไฟถูกสถานี แล้วก็ถือโอกาสเช็ครถไฟไปยังปราสาท Karlstein ปราสาทสวยนอกเมืองที่คิดไว้คร่าวๆว่าจะไปกันวันรุ่งขึ้นก่อนกลับ

ออกจากที่พักพร้อมด้วยแผนที่แผ่นใหญ่ที่ได้มาจากที่พัก แต่ด้วยว่าในเขตเมืองเก่าถนนหนทางค่อนข้างซับซ้อน สองกะเหรี่ยงเลยมายืนงกๆเงิ่นๆกันกลางถนน รู้ว่าสถานีรถไฟอยู่ตรงไหนในแผนที่แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนในแผนที่หนะสิ งงอยู่ซักพักก็มีคนใจดีแถวๆนั้นเข้ามาช่วย เลยตั้งต้นเดินถูกทิศทางหน่อย จากจุดที่เราอยู่เดินทางไปสถานีรถไฟก็ไกลเอาการอยู่ แต่เช้าๆอย่างนี้ยังมีแรงอยู่ก็เลยไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ ถึงสถานีรถไฟก็ทำการเช็คว่าพรุ่งนี้มีรถไฟกลับเยอรมันรอบที่เอาจองไว้แน่นอน อีกทั้งยังได้ตารางรถไฟไปยังปราสาท Karlstein จากเจ้าหน้าที่ที่หน้าบอกบุญไม่รับ สำหรับปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของปรากลงไป ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

เสร็จภารกิจที่สถานีรถไฟก็ได้เวลาเที่ยวซะที วันนี้เรากะว่าจะไปปราสาทแห่งเมืองปรากเป็นที่แรก แล้วค่อยเดินเที่ยวภายในเมือง จากสถานีรถไฟ เราเดินมุ่งไปยังใจกลางเมือง แวะร้านหนังสือระหว่างทางเพื่อหาหนังสือท่องเที่ยวเมือง เพราะก่อนมาไม่ได้เตรียมอะไรเลย ครั้นจะเดินสุ่มๆคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เลยต้องกัดฟันซื้อหนังสือนำเที่ยวเล่มที่ต้องการ ราคาตกเล่มละ1200บาท ทั้งๆที่พี่สาวมากระซิบว่าเห็นที่งานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ เล่มละ 600 กว่าบาทเอง แต่มาถึงที่แล้วจะไม่ซื้อก็ไม่ได้ ได้แค่บ่นว่าแล้วทำไมไม่ซื้อมาจากเมืองไทย    

เรากลับมาตั้งต้นกันที่ Old Town Square หรือเรียกว่าเป็นลานกลางเมืองเก่า รอบลานแห่งนี้รายล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างสำคัญๆหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Old Town Hall, Church of Our Lady before Tyn หรือแม้แต่เรือนแถวที่รายล้อมลานแห่งนี้ก็ดูสวยงามไปหมด สำหรับ Old Town Hall แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1338 ประกอบด้วยหอคอยและเรือนแถวที่เชื่อมติดต่อถึงกัน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวบนหอคอยได้ แต่เราไม่ได้ขึ้นไปเพราะจุดหมายวันนี้อยู่ที่ปราสาท เลยเดินผ่านไปท่ามกลางเสียงบ่นของพี่สาวว่าหิวข้าวแล้ว เดินกันมาตั้งแต่เช้าตรู่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

จาก Old Town Square เราเดินผ่านไปยังสะพานชาร์ล สะพานที่เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ของเมืองปราก ด้วยความสวยงามของรูปปั้นของนักบุญ ที่เรียงรายสองข้าง อีกทั้งทิวทัศน์ที่มองไปทางไหนก็สวยไปหมด ขนาดตอนนั้นเพิ่งเริ่มสายๆ แต่นักท่องเที่ยวก็แวะเวียนมาไม่ขาดสาย จนทำให้ตัวสะพานที่กว้างขวางดูแคบไปถนัด เราตัดสินใจหาอะไรกินกัน หลังจากเดินข้ามสะพานมาอีกด้าน มองซ้ายมองขวาหาร้านที่พอจะฝากท้องได้ก็เจอกับร้านอาหารจีนแบบอาหารจานด่วนร้านหนึ่งเข้า ดูจากรูปหน้าร้านแล้วน่าสนใจ แต่ร้านนี้ดันเปิดสิบโมงเลยตัดสินใจไม่รอดีกว่า สุดท้ายก็ฟาร์ทฟู๊ดอีกแล้วครับ แต่คราวนี้เอาเป็น Subway ก็แล้วกัน เรากินกันแบบด่วนจริงๆเพราะจะรีบไป จากร้าน Subway ใกล้ๆสะพานชาร์ล ทางเดินเริ่มสูงชันขึ้นโดยสองข้างเป็นร้านขายของทีระลึกเก๋ๆ ส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือเลยทำให้ราคาค่อนข้างสูงเลยได้แต่แวะดูนิดๆหน่อยๆ หลังจากเดินขึ้นเนินมาได้ซักพักก็มาถึงทางเข้าปราสาทซะที จากด้านหน้าทางเข้าสามารถมองลงไปเห็นเมืองปรากได้โดยรอบ นับเป็นจุดชมวิวที่สวยงามจุดหนึ่งโดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่พลาดที่จะมาเก็บภาพความทรงจำ ณ.จุดนี้ไว้เป็นที่ระลึก

พอเขาเขตของตัวปราสาทก็ต้องอึ้งกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เรียกว่ามหาศาลจริงๆ แค่คิวซื้อตั๋วก็ต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงในการรอแล้ว คงเป็นเพราะวันนี้เป็นช่วงวันหยุดยาวคนเลยแห่มาเที่ยวกันจนเต็มไปหมด โดยคิวที่ยาวที่สุดก็คือคิวเข้าชม St Vitus’s Cathedral จากการสันนิษฐานของเรา อาจเป็นเพราะการเข้าชมโบสถ์แห่งนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมคนเลยเยอะเป็นพิเศษ สำหรับพวกเราใช้เวลาซื้อตั๋วเข้าชมปราสาทเกือบชั่วโมง เลยไม่รอคิวเข้า St Vitus’s Cathedral ขอดูภายนอกก็พอ สำหรับโบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์แบบโกธิค ตั้งตระหง่านรายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในเขตปราสาท เราเลือกที่จะเข้าชมส่วนที่เป็นพระราชวังเก่า ส่วนนี้เป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปราสาทเมืองปราก ภายในประกอบด้วยห้องโถงสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เมื่อเดินออกมายังระเบียงของห้องโถงนี้ สามารถมองเห็นวิวอันสวยงามของปรากได้

จากพระราชวังเก่าเราหลบลี้หนีผู้คนไปยังส่วนพิพิธภัณฑ์ที่ค่อยข้างจะปลอดคน ภายในแสดงศิลปะชิ้นสำคัญๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพวาดจากจิตรกรที่มีชื่อเสียงของเชค การเข้ามาในส่วนนี้เหมือนเข้ามาพักผ่อนเพราะปลอดผู้คนดี เลยได้เดินดูภาพเพลินๆ เราเดินเข้าออกส่วนต่างๆของปราสาท จนมาถึงส่วนสุดท้ายที่แวะเวียนไปคือ Golden Lane หรือก็คือแนวถนนสั้นๆที่เรียงรายด้วยตึกแถวหลังเล็กๆสีสันสดใส จุดประสงค์ในการสร้างเมื่อแรกเริ่มคือเป็นที่พักอาศัยของทหารที่ดูแลความเรียบร้อยของปราสาท  ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยของช่างทำทองซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Golden Lane นั่นเอง สำหรับสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักอาศัยของ Jaroslav Seifert และ Franz Kafka นักเขียนรางวัลโนเบลซึ่งเคยพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 22 ดังนั้นบ้านสีฟ้าหลังนี้เลยเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาดที่จะเก็บรูปไว้เป็นความทรงจำ ปัจจุบันบ้านแต่ละหลังใน Golden Lane เปิดแสดงอาวุธในสมัยโบราณ และร้านขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวได้เลือกชม

ออกจาก Golden Lane ก็มานั่งเล่นกันที่สวนข้างๆปราสาทเพื่อพักเหนื่อยกันหน่อย ขนมปังที่แวะซื้อก่อนขึ้นมาปราสาทหมดไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังไม่สามารถบรรเทาความหิวได้ เลยรีบเดินลงไปในเมืองหาอะไรกินดีกว่า ไม่รู้ว่าจะเรียกอาหารเที่ยงได้หรือเปล่าเพราะตอนนั้นก็ปาไป 3 โมงแล้ว เราเลือกฝากท้องกับร้านอาหารจีนที่เจอเมื่อเช้านี้ รสชาติก็พอกินได้ดีต้องกว่ากินฟาส์ตฟู๊ดอีกมื้อ

บ่ายนี้เราไม่มีโปรแกรมอะไรมากมาย ก็แค่เดินเล่นในเมือง ช้อบปิ้งของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ที่ต้องบอกว่าเล็กๆน้อยๆเพราะราคาของแต่ละอันก็ไม่ได้ถูกเลย แค่พวงกุญแจเพ้นท์สีอันเล็กๆก็ร้อยกว่าบาทแล้ว อีกอย่างคือสองคนมีแค่เป้กันคนละใบ แล้วยังต้องสมบุกสมบันกันอีกเยอะกว่าจะกลับถึงเยอรมันเลยไม่กล้าซื้ออะไรใหญ่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ราคาถูกคือโปสการ์ต ราคาตกใบละสิบกว่าบาท เทียบกับประเทศอื่นๆที่ตกแผ่นละเกือบ 40 บาท เราเลยซื้อกันใหญ่ทั้งส่งไปให้เพื่อนแล้วก็เก็บไว้เองด้วย

กะไว้ว่าเดินเล่นกันจนเย็นแล้วจะกลับไปถ่ายรูปที่สะพานชาร์ล นึกว่าคนน่าจะน้อยกว่าตอนกลางวันแต่ที่ไหนได้ยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะ ตอนรอให้พระอาทิตย์ตกก็นั่งเขียนโปสการ์ดกันตรงสะพานนั่นเลย ภาพพระอาทิตย์ตกที่สะพานแห่งนี้จะเห็นแสงสีทองทาบทากับบรรดาอาคารและรูปปั้นต่างๆ เรียกว่าสวยอย่างบอกไม่ถูกเลย เสียดายคนเยอะไปหน่อยถ่ายรูปมาเลยติดคนมาตรึม คืนนั้นเลยได้ไอเดียใหม่ว่าพรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้าตรู่มาถ่ายรูปที่สะพานแห่งนี้อีกที โดยหวังไว้ว่าจะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่

สำหรับมื้อเย็นวันนี้ด้วยว่าเพิ่งกินข้าวกันเมื่อตอนบ่ายๆ เลยอาศัยแค่เคบับ เป็นอาหารมื้อเย็นของเรา สำหรับเคบับนี้เป็นอาหารตุรกี ลักษณะคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ คือเป็นขนมปังยัดใส้ด้วยไก่งวงย่างฝานบางๆ ผักสด แล้วก็น้ำสลัด เป็นอาหารราคาประหยัดที่หาได้ง่ายๆเกือบทุกเมืองในยุโรปครับ

คืนนี้ขอนอนแต่หัววันหน่อยเพราะขาระบบกันทั้งสองคน พรุ่งนี้ค่อยลุยกันต่อก่อนจะกลับเยอรมันกันตอนเย็นครับ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net