วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) @ ตรัง


สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) @ ตรัง

 

ตรัง… เมืองพระยารัษฎาฯ ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

จังหวัดตรัง หรือเมืองทับเที่ยง … คำว่า “ตรังเค” เป็นภาษามลายู หมายถึง รุ่งอรุณ เป็นคำที่เรียกชื่อเมืองตรังในอดีต … และเพราะตรังนั้นเหมือนได้รับพรจากธรรมชาติ … ป่าดี ทะเลเยี่ยม … ไม่ว่าบนบก หรือในทะเล ล้วนมีส่วนที่ดีกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวตรังทั้งสิ้น

ความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศ ทั้งภูเขา ที่ราบชายฝั่ง แถมเกาะอีกมากมาย มีเทือกเขาบรรทัดทอดตัวอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออก ลาดต่ำลงมาทางทิศตะวันตก มีที่ราบลุ่มและแนวชายทะเล … คนตรังที่ทะเลก็ทำอาชีพประมงในพื้นที่ส่วนของ “ตรังเล” และสำหรับ “ตรังเขา ตรังทุ่ง-ตรังนา” ก็ทำไร่ทำสวน โดยเฉพาะการปลูกยางพารา

ตรัง … บ้านเมืองไม่ตระการตา คงเทียบไม่กับภูเก็ต หากคุณมองหาอารยะธรรมของโลกใหม่ และใช้เป็นเครื่องวัดความเจริญ … แต่ตรังเต็มไปด้วยความจริงใจของผู้คน ชาวตรังยิ้มง่าย ชอบพูดคุย และนั่นอาจเป็นตัวแทนของความจริงใจและมิตรภาพ

 

ฉันเดินทางกลับมาเยือนตรังอีกครั้งเพื่อร่วมทำกิจกรรม “โอเคแหวกเลตรัง ปลูกหญ้าให้พะยูน” กับเพื่อนๆในสังคมโอเคเนชั่นและครอบครัว รวมถึงเพื่อนๆทางใต้

เราเดินทางมาถึงจังหวัดตรังก่อนเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ จึงมีเวลาที่จะไปเดินทบทวนดูความเป็นไปของเมือง …

หากจะพูดถึงบุคคลที่มีคุณูปการต่อเมืองตรัง หรือเมืองทับเที่ยงที่ชาวตรังเคารพนับถือจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คงจะไม่มีใครยิ่งใหญ่เกิน พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ซึ่งได้สร้างความเจริญแก่เมืองตรังเป็นอย่างมาก ทั้งด้าน เศรษฐกิจ การคมนาคม เกษตรกรรม การศึกษา การปกครอง

สำหรับผลงานที่นับว่ามีความสำคัญมากๆต่อเมืองไทยก็คือ พระยารัษฎาฯ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น“บิดายางพาราแห่งเมืองไทย” ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่ ฉันก็เข้าใจตามเอกสารราชการและเอกสารท่องเที่ยวจังหวัดตรังว่าพระยารัษฎาฯเป็นผู้นำยางพาราจากมาเลเซียมาปลูกต้นแรกในเมืองไทยที่กันตัง …

แต่ว่าจากการได้พูดคุยกับผู้รู้และอ่านหนังสือเพิ่มเติม ก็ได้รับความกระจ่างว่าพระยารัษฎาฯเป็นผู้ที่มีแนวคิดที่จะนำยางพารามาปลูกในเมืองไทยแทนการปลูกพริกไทยหลังจากที่เดินทางไปเห็นสวนยางที่มลายู แต่ว่าสมัยนั้นเจ้าของสวนยางส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งและจะหวงแหนยางพารามากมาย ไม่ยอมให้ใครนำยางพาราออกมาจากสวนของพวกเขาได้ง่ายๆ    

จนใน พ.ศ. 2444 พระสถลสถานพิทักษ์(คออยู่เกียด ณ ระนอง) หลานของพระยารัษฎาฯได้เดินทางไปอินโดนีเซีย และมีโอกาสนำกล้ายางออกมาได้ โดยการหุ้มรากด้วยสำลีชุบน้ำ แล้วหุ้มทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนที่จะบรรจุใส่ลังไม้ฉำฉา .... จากนั้นพระยาสถลฯก็รีบนั่งเรือกลไฟกลับเมืองไทยทันที โดยกล้ายางที่พระยาสถลฯนำกลับเมืองไทยมีจำนวน 4 ลังด้วยกันและนำมาปลูกไว้ที่บริเวณหน้าบ้านพักที่กันตัง ซึ่งพระยาสถลฯนับเป็นเจ้าของสวนยางพาราคนแรกแห่งเมืองไทย

นั่นก็คือจุดกำเนิดของยางพาราในเมืองไทย ที่ปัจจุบันที่ อ.กันตัง ณ ริมถนนสายตรัง-กันตัง มียางพาราต้นแรกในเมืองไทยตั้งโดดเด่นเป็นหนึ่งในจุดแวะถ่ายรูปที่สำคัญของอำเภอนี้ ซึ่งผู้รู้บางท่านก็บอกว่าต้นยางต้นนี้น่าจะไม่ใช่ต้นยางต้นแรกที่พระยาสถลฯนำมาปลูกในเมืองไทย แต่น่าจะเป็นหนึ่งในต้นยางต้นแรกๆจากสวนแรกมากกว่า

ส่วนพระยารัษฎาฯที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดายางพาราแห่งเมืองไทยก็เพราะว่าท่านได้เป็นผู้พัฒนากิจการและส่งเสริมการปลูกยางพาราให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ซึ่งท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า

       “ความร่ำรวยในอาชีพด้านการเกษตรนั้น คือ ความร่ำรวยของประชาชนโดยทั่วๆไป และนั่นก็คือความมั่นคงของชาติอันเป็นส่วนรวม”

วิสัยทัศน์ของพระยารัษฎาฯ นับว่ากว้างไกล และนึกถึงทุกข์ สุข ของประชาชนเป็นหลัก (ไม่ใช่บริษัทของฉัน เป็นหลัก) และด้วยคุณความดีของพระยารัษฎาฯ ชาวตรังจึงได้ยกให้ตรังเป็น เมืองพระยารัษฎาฯ โดยได้สร้างอนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯไว้ที่สวนสาธารณะกลางเมืองใกล้ๆกับศาลากลางจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้เข้าไปเคารพสักการะ

 

กองทัพเดินด้วยท้อง … เราตระหนักในความสำคัญของคำกล่าวนี้ดีที่สุด ก่อนอื่นเราจึงแวะที่ร้านอาหารเรือนไทย ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อว่า อาหารอร่อยมาก

ภาพด้านบน คือหน้าตาของอาหารที่เราสั่งมารับประทานกัน …

 

ฉันรู้จักสวนพฤกษศาสตร์สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) ครั้งแรกเมื่อครั้งที่ บอ กอ วานิช สุนทรนนท์ ได้นำภาพมาเผยแพร่โดยการเขียนบทความในบล๊อกที่ OKNation  … นานมาแล้ว

ภาพทางเดินลอยฟ้าปริ่มๆยอดไม้ในป่าโปร่ง ที่ดูเหมือนแค่เอื้อมมือออกไปก็สามารถจับต้องต้นไม้และสัตว์ที่อาศัยป่าแห่งนี้เป็นบ้านได้แล้ว ดึงดูดความสนใจของฉันมากมาย ฉันได้ทิ้งความเห็นในบล๊อกของ บอ กอ วานิช เอาไว้ว่าหากมีโอกาสมาเยือนตรัง อยากจะไปชมสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้บ้าง … และเมื่อได้เดินทางไปเยือนตรังเมื่อหลายปีที่แล้ว บอ กอ หนุ่มใหญ่ใจดี และบล็อกเกอร์คนสวย เลยจัดตารางการท่องเที่ยวของฉันให้รวมสวนสวยแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ไว้ด้วย

การเดินทางไปเยือนตรังครั้งล่าวุด เมื่อ วันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีโอกาสตามเพื่อนๆไปที่สวนแห่งนี้อีกครั้ง

สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) - Peninsular Botanical Garden (Thung Khai) เดิมชื่อ สวนรุกขชาติทุ่งค่าย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 2,600 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทุ่งค่าย หมู่ที่ 2, 3 และ 9 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดตรังประมาณ 13 กิโลเมตร

สวนรุกขชาติทุ่งค่าย เริ่มจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2529 โดยกรมป่าไม้ ตามนโยบายของนายชวน หลีกภัย (ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 และเป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้ - สัตว์ป่า และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนทั่วไป

ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบและที่ราบบนเนินเขาเตี้ย ๆ สภาพป่าเป็นป่าดิบชื้น และป่าพรุ มีป่าพรุธรรมชาติที่เป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยสายเล็ก ๆ ดินเป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย

ในปี พ.ศ. 2536 สวนรุกขชาติทุ่งค่าย ได้ยกฐานะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ตามนโยบายจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ขึ้น อยู่ในกำกับดูแลของส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ชื่อว่า สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ย้ายมาสังกัดสำนักบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 20 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

ภายในสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ มีการปลูกไม้วงศ์ต่าง ๆ ตามสภาพพื้นที่ ๆ เหมาะสมไว้ให้ประชาชนได้เรียนรู้เป็นหมู่เหล่า มีการจัดทำป้ายชื่อชนิดและวงศ์ของไม้ต่าง ๆ ไม้พันธุ์หายากที่ควรได้ดูคือ ปาล์มเจ้าเมืองตรัง ปาล์มหลังขาว ปาล์มพระราหู กะพ้อสี่สิบและปาล์มช้างร้องไห้ เป็นต้น ซึ่งไม้เหล่านี้ล้วนเป็นไม้เฉพาะถิ่นที่หายากและบางชนิดพบได้ที่เดียวที่ภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น

พรรณไม้ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ในป่าดิบชื้นและป่าพรุ พรรณไม้ในป่าดิบชื้น ได้แก่ กระบาก เคี่ยม ยางยูง ยางมันหมู กะออก หว้า สะท้อนรอก ส้าน แซะ ก่อ ตีนเป็ด ฯลฯ ส่วนในป่าพรุจะมีพรรณไม้ขนาดใหญ่ เช่น ชุมแสง กะออก ขี้หนอนพรุ และยาร่วงพรุ และไม้พื้นล่าง ได้แก่ ระกำ หลุมพี คลุ้ม หวายลิง กะพ้อ ฯลฯ

ภายในสวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) มี สะพานศึกษาเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) ความยาว 175 เมตร มีความสูง 10-18 เมตร มีจำนวนหอคอย 6 หอ รองรับน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัม/ตารางเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าทุ่งค่าย มีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบชื้นและป่าพรุ สร้างเสร็จเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 …

 

แม้ว่าเราหลายคนในครธจะเข้าขั้น สว. (สมวัย) แต่ก็เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นในการเดินขึ้นบันไดเพื่อขึ้นสู่เรือนยอดไม้ ไม่หวั่นกับคลื่นความร้อนที่แผ่เข้ามาต้อนรับ

 

การเดินบนสะพานแขวนระหว่างเรือนยอดไม้เป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก …

แม้ทุกย่างก้าวจะมีพื้นของสะพานแขวนรองรับ แต่ความรู้สึกทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้ายังคงเหมือนกับเราก้าวเดินอยู่ในอากาศที่ว่างเปล่า ความรู้สึกอิสระ เหมือนนก เหมือนลิง ค่าง บ่าง ชะนี ที่โยนตัวห้อยโหนจากต้นไม้หนึ่ง ไปยังอีกต้นหนึ่ง มีอย่างเต็มเปี่ยม …

… อยากเอื้อมมือออกไปสัมผัสต้นไม้ ใบไม้ ขณะที่สายตาสอดส่ายหานกที่อาศัยในบริเวณนี้ …

หากแต่อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาเกือบเที่ยงที่ปกตินกส่วนใหญ่จะพักหลบเงาแดด จึงทำให้เราไม่พบนกอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ มีเพียงกระรอก ที่ผ่านเข้ามาในสายตาอยู่บ้าง

อิ่มอก อิ่มใจไปกับธรรมชาติงดงามรอบตัว

ความเขียวชอุ่มของต้นไม้ ทำให้การเดินรื่นรมย์ไม่น้อย

เมื่อลงจากเรือนยอดไม้ จะมีทางเดินลดเลี้ยวไปตามแนวป่าพรุโปร่ง ที่มีดอกไม้แปลกตาสวยๆให้ได้ชื่นชม …

เมื่อครั้งก่อน ขณะที่เดินไปตามสะพานคอนกรีต ฉันได้ยินเสียงโหยหวนของสัตว์บางประเภทที่ฟังดูเหมือนกับลิง หรือค่าง เข้ามากระทบโสตประสาทของฉัน …

“เสียงหมาน้ำค่ะ” บล็อกเกอร์คนสวยบอกกับฉัน พร้อมกับพยายามมองหาตัวเจ้าของเสียงประหลาด เพื่อชี้ให้ฉันดู แต่ตลอดทางเดินเราไม่เจอตัวของมันค่ะ …

ส่วนการเดินในป่าพรุครั้งนี้ เราไม่ได้ยินเสียงของพวกมันเลย …

สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่ายนี้ได้เปิดการฝึกอบรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปด้านพฤกษศาสตร์และสวนพฤกษศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. 2550 สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” 1 ใน 5 แห่งของภาคใต้ จากแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบทั้งหมด 31 แห่ง ทั่วประเทศ ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ

 -----------------------------------------

ขอบคุณ : เนื้อความบางส่วนจากวิกิพีเดีย

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net