วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สถานีรัก ที่ กันตัง


สถานีรัก ที่ กันตัง

นับตั้งแต่หมุดยึดรถไฟหมุดแรกถูกตอกยึดรางเหล็กเข้ากับผืนแผ่นดินไทย รางเหล็กคู่ขนานที่ทอดยาวต่อกันไปจากเหนือจรดใต้ก็เปรียบเสมือนสายใยของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงการคมนาคมทั้งประเทศ ที่พาสยามประเทศในครั้งกระโน้นก้าวขึ้นทัดเทียมนานาอารยะประเทศอย่างสง่าผ่าเผยจนถึงปัจจุบัน

รถไฟไทยอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน แนบแน่น ทำหน้าที่รับใช้ชาวไทยอย่างซื่อสัตย์ ช่วยให้พี่น้องจากแดนไกลได้ส่งสินค้าเข้ามาขายยังหลายหัวเมือง รับส่งนักเรียนอย่างคุณชวน คุณจิระนันท์ ไปแสวงหาความรู้ยังต่างถิ่น นำความรัก ความหวังมาสู่ถิ่นเกิด …

กันตัง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวีดตรัง ระยะทางตามรางรถไฟจากสถานีหัวลำโพง สุดปลายทางที่สถานีกันตัง ระยะทางยาวทั้งสิ้น 850 กิโลเมตร ถ้าเรานั่งรถไฟสายใต้ เส้นทางสายอันดามันจะแยกจากทางรถไฟที่จะมุ่งต่อลงใต้ที่ชุมทางทุ่งสง แยกตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านตัวเมืองตรังและจบที่สถานีกันตัง

สถานีรถไฟกันตัง เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 วันที่เราไปเยือนจึงโอกาสพิเศษ ด้วยเป็นช่วงครบรอบ 100 ปีของสถานีรถไฟประวัติศาสตร์แห่งนี้

กันตังในอดีตมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เส้นทางสายอันดามันที่เคยทอดยาวไปจนถึงท่าเรือน้ำลึกที่เป็นจุดเทียบเรือขนส่ง ขนสินค้าไปยังมาเลเซียและปีนัง รวมถึงเป็นท่าเทียบเรือประมงขนาดใหญ่ เพื่อลำเลียงปลาที่จับได้กระจายไปยังผู้บริโภคในแถบภาคใต้

สมัยก่อนที่การท่องเที่ยวจะเป็นธุรกิจหลักของกระบี่และภูเก็ต ร้านค้าปลาใหญ่ๆต้องส่งจากท่าเรือน้ำลึกที่กันตังแห่งนี้ ... ยางพาราจำนวนมากที่ผลิตในภาคใต้ถูกส่งสู่ตลาด แล้วเปลี่ยนมือกันที่สิงคโปร์หรือมาเลเซีย ก็ต้องผ่านที่ท่าเรือแห่งนี้เช่นกัน

รางรถไฟต่อไปเป็นระยะทาง 500 เมตร จากตัวสถานีถึงท่าเทียบเรือกันตัง ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ … ปัจจุบันทางรถไฟส่วนนี้ถูกชาวบ้านรุกล้ำที่ และรางรถไฟในส่วนนี้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว …

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการย้ายท้าเรือน้ำลึกไปยังสถานที่ใหม่ ทำให้จากเดิมที่ตลาดปลาของกันตังจะได้ต้อนรับพ่อค้าจากกระบี่ หรือภูเก็ต กลับกลายเป็นว่าคนกันตังต้องไปซื้อปลาจากท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ … น่าเศร้า ที่ความรู้สึกหลายๆ และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างถูกรื้อถอนออกไปพร้อมๆกับรางรถไฟ

จากความทรงจำของอดีตวิศวกรรถไฟ ทราบว่า สินค้าที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ขนส่งเข้ามา ที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อกิจการรถไฟในยุคแรกๆ นั่นคือ หัวรถจักรรุ่นต่างๆ ตลอดจนโบกี้รถไฟที่ผลิตในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรืออินเดีย โดยสินค้าเหล่านี้จะมาทางเรือและขึ้นเทียบท่าที่กันตัง ก่อนออกวิ่งบนรางรถไฟต่อมายังกรุงเทพฯอีกทอดหนึ่ง

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เส้นทางในการส่งสินค้าแปรเปลี่ยนไปตามแหล่งผลิต เช่น การที่การรถไฟหันไปสั่งซื้อหัวรถจักรจากญี่ปุ่น … นั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้เส้นทางรถไฟฝั่งอันดามันที่ต่อเชื่อมไปยังท่าเรือกันตังถูกทิ้งร้างลง ดังเช่นทุกวันนี้

ปัจจุบันมีแนวความคิดของใครบางคนที่จะผลักดันประเทศเข้าสู่ยุคของ "ความทันสมัยสุดขั้ว" โดยการนำซุปเปอร์ไฮสปีดเทรนเข้ามาใช้สอยในเมืองไทย "เพื่อนำพืชผักสดๆใส่รถไฟลงมายังกรุงเทพฯ"

ฉันเคยนั่งรถไฟ TGV จากสตาร์บรูก เยอรมันไปยังปารีส ในฝรั่งเศส ใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงกว่าๆ และนั่ง Bullet Train ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรถไฟที่เร็วแต่ไม่เร็วเท่า High Speed Train ในจีน ... ค่าโดยสารที่จ่ายค่อนข้างแพงมาก เช่นในยุโรปราคาเกือบสี่พันบาทต่อเที่ยว (70+21 Euro)

ฉันชอบดูสารคดีและดูเกือบตลอดเวลาที่อยู่บ้าน เลยได้รู้ว่า การลงทุนในการสร้างรางรถไฟและตัวรถไฟของจีนเองนั้นใช้เงินจำนวนมหาศาล ค่าตั๋วรถไฟจึงต้องแพงมากขึ้นตามการลงทุน ... แม้จะใช้เวลาในการเดินทางรวดเร็วพอสมควร (แต่ก็ยังไม่เร็วเท่าเครื่องบินที่หากคุณวางแผนล่วงหน้าได้ ก็อาจจะจ่ายค่าโดยสารราวเที่ยวละพันบาท หรือน้อยกว่าในการใช้บริการสายการบินราคาประหยัดที่มีการแข่งขันกันมากมายหลายสายการบินในขณะนี้) แต่คนจีนส่วนใหญ่อีกมากมายที่ไม่มีเงินเหลือเฟือ ไม่สามารถที่จะเดินทางด้วยรถไฟซุปเปอร์ไฮสปีดนี้ได้

อดสงสัยและตั้งคำถามแบบโง่ๆกับตัวเองไม่ได้ว่า ... แล้วเกษตรกรจากภาคเหนือจะสามารถเสียเงินในการขนส่งผ่านรถไฟชนิดนี้เพื่อส่งผักมาขายในกรุงเทพฯได้แน่หรือ หากทางการปล่อยให้กลไกทางการตลาดทำงานอย่างเสรี โดยทางการไม่เข้าไปจ่ายเงินชดเชย (ด้วยเงินภาษีของประชาชน อีกแระ) ... พืชผลทางการเกษตรราคาถูกจากจีนที่ปัจจุบันก็ท่วมตลาดไทย จนเกษตรกรไทยล้มละลายไปมากมายแล้วนั้น จะทะลักเข้ามาอีกเท่าไหร่ ด้วยการขนส่งผ่านรถไฟสายนี้ และไทยจะต้องเสียค่าชดเชยที่ว่านี้ให้คนอื่นมากอบโกยผลประโยชน์ทำไม?

อีกทั้ง ความเจริญ (ที่ว่านั้น) จะถูกเนรมิตเข้าสู่ส่วนอื่นๆของประเทศ (ที่ไม่ใช่พื้นที่ของฐานเสียงส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองบางพรรค) อย่างเท่าเทียมได้อย่างไร? และลูกหลานไทยจะต้องเป็นหนี้หัวโตไปอีกนานแค่ไหน รัฐฯจะมีแผนการที่จะจ่ายหนี้อย่างไรโดยยังคงไม่มารีดภาษีจากคนชั้นกลางในประเทศ

คนที่เสียภาษี ... ระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการทำงานที่จะเป็นแบบขั้นบันได โดยซอยย่อยมากขึ้นจากเดิม หากคิดดีๆคุณเสียภาษีมากขึ้นกว่าแบบเดิมหรือไม่?

อ่านบทความสถานีรถไฟต่อเถอะนะ ... คิดมาก บ่นมากไปแล้ว

ตัวสถานีรถไฟกันตัง เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาสีเหลืองมัสตาดสลับกับสีน้ำตาล อันเป็นสีคู่หลักที่คุ้นตาของอาคารรถไฟทั่วไป … ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของตัวอาคาร และชานชาลา … ด้านหน้าของอาคารมีมุขยื่น ตกแต่งประดับมุมเสาด้วยลวดลายไม้ฉลุ

ตัวอาคารที่ทำเป็นห้อง มีผนังไม้ตีตามตั้งโชว์แนวคร่าว พร้อมช่องลมระแนงไม้ตีทแยง บานประตูหน้าต่างไม้แบบเก่า ส่วนที่เป็นโถง มีรั้วลูกกรงไม้พร้อมบานประตูขนาดเล็กน่ารักกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน

 

ด้านหลังอาคาร เป็นชานชาลามีหลังคาจั่วคลุมแยกต่างหาก โดยเสารับหลังคาชานชาลามีค้ำยันไม้ฉลุตกแต่งให้เข้ากับตัวอาคาร … ปัจจุบันสินค้าที่ส่งขึ้น-ล่องจะมีปริมาณไม่มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกๆวันยังคงมีรถไฟเข้าเทียบชานชาลาอย่างซื่อสัตย์วันละ 2 ขบวน … เสียงระฆังตีบอกเวลารถออก และธงปลอดภัยสีเขียวที่นายท่าแตะกับเจ้าหน้าที่บนรถ เป็นสัญญาณให้รถไฟเคลื่อนขบวนก็ยังปฏิบัติงานตามหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ … เวลาส่วนที่เหลือชานชาลาสถานีจึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนในละแวกใกล้เคียง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

หากมีโอกาสได้ลองนั่งรถไฟจากสถานีกันตังมาที่สถานีเมืองตรัง ในระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาราวๆครึ่งชั่วโมง … คุณจะได้อารมณ์เสมือนนั่ง Time Machine ที่รถไฟขบวนนี้แล่นออกจากอดีตอันรุ่งเรืองของกันตัง สู่กาลเวลาปัจจุบัน … นั่นเป็นอารมณ์ที่ “พิเศษ” มิใช่น้อยเลยค่ะ

ภายในตัวสถานีเคยมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตอยู่บ้าง … รวมถึงมีภาพแสดงกิจกรรมของสถานีรถไฟแห่งนี้ในอดีต

หากมองรวมๆแล้ว สามารถพูดได้ว่าสถานีรถไฟกันตังยังรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เอาไว้ได้อย่างดี จึงเป็นสถานีรถไฟที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ … จากสถานะที่มีความสำคัญต่อกิจการรถไฟในอดีตที่กล่าวมาในเบื้องต้น จึงไม่แปลกใจที่สถานีปลายทางเล็กๆแห่งนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันมาก … สถานีรถไฟกันตัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของจังหวัดตรัง จากกรมศิลปากร เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539

พื้นที่รอบๆสถานีรถไฟในอดีตเคยคึกตักไปด้วยโรงเก็บรถจักร และบ้านพักพนักงานรถไฟ … แต่ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา คงไว้แต่ร่องรอยของอดีตผ่านตัวอาคารและคำบอกเล่า ที่คนรุ่นหลังนึกภาพได้ยากเต็มที

ฝั่งตรงข้ามกับตัวอาคารของสถานี เป็นที่ตั้งของห้องสมุดรถไฟกันตัง ภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ (ข้อมูลจากบล๊อกกอร์เจ้าหญิงฯ) ... ฉันไม่มีโอกาสเข้าไปชมด้านใน แต่หากมีโฮกาสจะเข้าไปนั่งอ่านหนังสือในนั้นบ้าง

ด้านข้างของอาคารสถานี มีป้าย “สถานีรัก” ปักเอาไว้ … ไม่รู้ว่าเป็นไอเดียของใคร แต่ก็ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับสถานที่เป็นอย่างดี เป็นพร๊อพที่เมื่อใครมาเยี่ยมสถานีนี้ต้องเข้าไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คู่รัก” ให้คนอื่นอิจฉาเล่นซะงั้น

อาคารถัดจากอาคารสถานี เป็นที่ตั้งของร้านขายเครื่องดื่ม หรือ คาเฟ่เก๋ๆ ที่ครูแดง บอกว่าต้องมาแวะให้ได้ เพราะร้านนี้มีเครื่องดื่ม “น้ำมะม่วง” ที่อร่อยมากชนิดที่มีกี่นิ้วก็ต้องยกให้ทั้งหมด

อาหารว่าง … เค้กหลากชนิด และอาหารขบเคี้ยวนำเข้าจากญี่ปุ่น และมีหลายอย่างที่เมดอินไทยแลนด์

น้ำมะม่วง เครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ของคาเฟ่แห่งนี้ โดยนำมะม่วงเบาซึ่งเป็นมะม่วงพื้นบ้านของภาคใต้มาปั่นกับน้ำเชื่อม เหยาะเกลือป่นนิดหน่อย เติมน้ำแข็งเล็กน้อย แล้วปั่นรวมกัน ก่อนจะเทลงในแก้วพร้อมสริฟ

ห้องนั่งเล่นด้านข้าง ตกแต่งในสไตล์รีโทร ย้อนยุค … ฉันชอบโคมไฟแขวนเพดานสีเขียวเป็นพิเศษ

จักรยานที่แขวนไว้หลังร้าน (หรือหน้าร้านก็ไม่แน่ใจนัก) … ทำให้มุมนี้น่านั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ทอดสายตาไปมองสิ่งรอบกาย แล้วปล่อยให้จินตนาการล่องลอยไปยังภาพในอดีตในช่วงที่สถานีแห่งนี้ยังคึกคักไปด้วยผู้คนที่ใช้รถไฟเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทาง

อ้าอดีตที่ล่วงไป          เคยสุขสนุกใจ

ฤา จักหวนกลับมาเนาว์

โอ้ โอ๋ อดีตดั่งเงา        เลือนรางว่างเปล่า

ลอยผ่านแล้วลับ … วับหาย

ถ่ายภาพหมู่ เป็นที่ระลึกกับ สถานีสุดท้าย ปลายฝัน ที่กันตัง

ออกจากสถานีรัก เราแวะรับประทานอาหารที่ "ร้านลำพู"

อาหารทะเลสดๆหลายเมนู ได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถัน และเสริฟร้อนๆ ... ปูทะเลนึ่ง ตัวใหญ่อวบอ้วน ทางร้านบุบให้กะดองและส่วนต่างๆด้านนอกที่ห่อหุ้มตัวปูแตกออกพอที่จะให้เราแกะทานได้ง่ายๆ

เพียงจิ้มกับน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้านที่มีพริกขี้หนูกับน้ำมะนาวและเกลือเป็นหลัก แค่นี้ก็ได้รสชาติที่ยอดเยี่ยมมากๆค่ะ

สะตอผัดกุ้ง : เป็นเมนูอาหารปักษ์ใต้จากร้านลำพู เมนูนี้ต้องสั่งเลยค่ะ พลาดไม่ได้ …

สะตอกรุบกรอบผัดกับกะปิ มีกุ้งตัวเขื่องๆเด้งในปาก อืมมมม ขออีกจานค่ะ

ปูหลน แม่ครัวฝีมือดีปรุงได้อร่อยไม่มีที่ตอ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ แกล้มกับผักสด ... อร่อย ไม่ยอมแลกกับอะไนแน่นอน

กุ้งแช่น้ำปลา ... เมนูนี้ทำให้คิดถึงเพื่อนที่ดูนกด้วยกันอีกหลายคน ...

 ใบเหลียงผัดไข่ : เป็นเมนูที่ต้องสั่งมากินเมื่อมาเยือนปักษ์ใต้ ด้วยใบเหลียงเป็นผักพื้นบ้านที่มีเฉพาะทางภาคใต้ นำมาทำเป็นเมนูง่ายๆ ผัดใส่ไข่ในรสชาติกลางๆ ไม่เข้มข้นมากนัก

ขอให้มีความสุขกับอาหารอร่อยๆนะคะ ... Eat today, diet tomorrow and please have a good day ahead!

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net