วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 4


เช้า วันหนึ่งหนานคำซึ่งแต่งตัวเรียบร้อยผิดจากทุกวัน เดินเข้าไปพบคุณดนัยที่ห้องทำงาน เมื่อเข้าไปถึงเขาพบว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน พอเห็นหนานคำคุณดนัยก็พยักหน้าให้คอย อ่านเอกสารต่อไปจนจบจึงเงยหน้าขึ้น

“ เอาเอกสารนี่ไปให้คุณกิจจาเซ็น แล้วรอเอากลับมาด้วย ”

คุณ ดนัยผลักเอกสารที่เพิ่งอ่านจบไปให้หนานคำ ซึ่งยืนค้อมตัวอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารมาใส่ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เสร็จแล้วยังยืนรีรออยู่ “ มีอะไรหรือ ”

“ ผมคงจะกลับช้าหน่อยนะขอรับ ว่าจะแวะไปดูคนเจ็บ นี่ก็เดือนกว่าแล้วที่เขานอนโรงพยาบาล ”

คุณ ดนัยเงยหน้าขึ้นจากเอกสารอีกฉบับหนึ่งที่กำลังจะอ่าน “ เจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่โรงพยาบาลอีกหรือ ฉันนึกว่ามันหายจนกลับบ้านไปแล้วเสียอีก ”

“ ยังขอรับ ผมว่าจะไปถามไถ่ดูอาการสักหน่อย ”

“ เออ ดีแล้วละ ถ้ามันหายดีแล้วก็ถามมันดู ว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน แล้วก็จ่ายค่ารถและเงินติดกระเป๋าให้มันไปบ้าง ส่วนค่ารักษาก็ให้ทางโรงพยาบาลส่งบิลมาก็แล้วกัน ”

หนานคำค้อมศรีษะ รับคำสั่ง เดินออกจากตึกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ ในรถนอกจากคำปันซึ่งเป็นคนขับแล้ว ยังมีหญิงรับใช้ในบ้านอีกสองคนติดรถเข้าเมืองไปด้วย เพื่อไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นตามคำสั่งของนางบัวศรี

หลัง จากส่งนางสาวใช้ทั้งสองลงใกล้ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ นัดหมายเวลามารับกันเสร็จสรรพแล้ว รถก็พาหนานคำไปที่บริษัทของนายกิจจา ส่งรับเอกสารกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไปส่งหนานคำที่โรงพยาบาล

นายแพทย์ประสพชัยรออยู่แล้วในห้องแพทย์ “ อ้อ หนานคำ เข้ามาเลย เป็นไง คุณดนัยสบายดีหรือ ? ”
หนานคำตอบสั้นๆว่า “ ครับ ” แล้วถามว่า “ คนเจ็บเป็นยังไงบ้างครับ ? ”

“ เดี๋ยวไปดูเขากับผมหน่อย ตอนนี้อาการโดยทั่วไปของเขาไม่น่าเป็นห่วงแล้ว อาการปอดบวมก็ไม่มี แผลก็ดีขึ้นจนเกือบหายสนิทแล้ว ขาข้างขวายังต้องเข้าเฝือกต่ออีกหน่อย ”

ประสพชัยลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินนำหน้าพาหนานคำไปยังห้องพักผู้ป่วย ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางอีกปีกหนึ่งของตัวตึก ระหว่างที่เดินไปด้วยกันตามโถงยาว เขาบอกหนานคำว่า “ผมอยากให้คุณลองพูดคุยกับเขาดูหน่อย ผมถามอะไรเขาก็บอกแต่ว่าไม่รู้อยู่อย่างเดียว เขาอาจจะยอมพูดกับหนานคำก็ได้ ตอนนี้ผมสงสัยอยากเช็คอะไรบางอย่าง ”

ห้อง พักผู้ป่วยที่นายแพทย์ประสพชัยพาไปเป็นห้องพักชายรวม มีเตียงคนไข้อยู่ประมาณยี่สิบเตียง ซึ่งมีคนไข้นอนอยู่เต็มทุกเตียง ชายแปลกหน้าที่ทิพย์สุรางค์และกรไปช่วยมา นอนอยู่บนเตียงสุดท้ายชิดหน้าต่าง ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างหมดทุกบาน ปล่อยให้สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาจนม่านสีขาวปลิวพะเยิบพะยาบ ชายหนุ่มผู้นั้นนอนหลับตา มีผ้าห่มบางๆคลุมอยู่ตั้งแต่หน้าอกลงไป หนานคำสังเกตเห็นว่าเขาดูดีขึ้นกว่าวันที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ทันทีที่มือของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสเบาๆลงไปบนแขนที่อยู่นอกผ้าห่ม คนเจ็บก็ลืมตาขึ้น หันขวับมองมาที่คนทั้งสอง

“ วันนี้เป็นยังไงบ้าง นายเคน ” คุณหมอทักทาย

หนานคำหันไปถามประสพชัยว่า “ อ้อ เขาชื่อเคนหรือครับ ”

คุณ หมอหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ ผมตั้งให้เองแหละ ตั้งแต่วันแรกที่มาแล้วละ เพราะทางโรงพยาบาลต้องทำประวัติคนไข้ ตอนนั้นเขายังไม่ได้สติ ผมนึกชื่อนี้ได้ก็เลยใส่ๆไปก่อน” แล้วเขาก็หันไปพูดกับคนไข้ต่อว่า “หนานคำมานี่แล้ว นายเคนลองคุยกับเขาดูหน่อยนะ ”

คนเจ็บจ้องหนานคำเขม็ง ไม่พูดอะไรเลย มีแววหวาดระแวงไม่ไว้ใจฉายชัดออกมา

“เป็น ยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกหรือเปล่า ” หนานคำลองชวนพูดคุย แต่คนเจ็บก็ยังนิ่งจ้องหน้าเขาเฉยอยู่ แล้วเปลี่ยนกลับไปมองประสพชัย

“ นายเคน จำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย ” นายแพทย์หนุ่มใหญ่ตั้งคำถาม ซึ่งถามซ้ำถามซากมาหลายครั้งหลายหน ซึ่งคนเจ็บจะตอบทุกครั้งว่าไม่รู้ หรือไม่ก็ไม่ตอบอะไรเลย

คนเจ็บที่ถูกอุปโลกน์ให้ชื่อ “เคน ” ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

นาย แพทย์ประสพชัยเล่าให้หนานคำฟังต่อหน้าคนเจ็บว่า “ วันแรกที่เขาฟื้นผมก็ถามเขาอย่างนี้แหละ แต่เขากลับย้อนถามผมว่าเขาอยู่ที่ไหน พอบอกว่าโรงพยาบาล เขาก็ถามต่อว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ ผมถามว่าจำได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ต้องมานอนโรงพยาบาล เขาก็จ้องหน้าผมแบบนี้แล้วก็ตอบว่าไม่รู้ แม้แต่ชื่อตัวเองก็บอกว่าไม่รู้อีก ”

คราวนี้หนานคำเป็นฝ่ายถามบ้าง “ บ้านช่องคุณอยู่ที่ไหน ทางเราจะได้ติดต่อญาติให้มาพบคุณ ? ”

‘ นายเคน ’ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบเบาๆว่า “ ผมจำไม่ได้ ”

“ แล้วจำได้ไหม ว่าคุณมาที่นี่ได้ยังไง ”

หนานคำพยายามซัก แต่ก็ไม่ได้คำตอบเหมือนเดิม เขาไม่แน่ใจว่าชายแปลกหน้าผู้นี้ จำอะไรไม่ได้จริงๆหรือมีเจตนาที่จะทำเป็นจำไม่ได้

อีกครู่ต่อมาหนานคำกับนายแพทย์หนุ่ม เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยกลับไปที่ห้องแพทย์ เมื่อลงนั่งเรียบร้อยแล้วนายแพทย์ประสพชัยก็กล่าวว่า

“ ผมสงสัยว่าเขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ที่หัวของเขามีบาดแผลเหมือนถูกตี หรือถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง อาจจะเป็นโขดหินแถวลำธารที่คุณหนูไปเจอเขาก็ได้ ตอนนี้แผลหายเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ผมอยากจะส่งเขาไปสแกนสมองเพื่อหาสิ่งผิดปกติก่อน เพราะถ้าสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจจะมีผลให้คนไข้จำอะไรไม่ได้ ผมยังไม่แน่ใจว่าเขาสูญเสียความจำหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่ เขาอาจจะจำอะไรไม่ได้เพียงชั่วคราว เพราะเพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่วัน ยังสับสนอยู่ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็คงจะค่อยๆจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ”

“ เขาจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่ครับ ”

“ ต้องรอดูอาการทั่วไปอีกสักพักหนึ่งก่อน ”

ประสพ ชัยนิ่งตรองอยู่อึดใจหนึ่ง มือก็พลิกดูแฟ้มประวัติของชายนิรนามคนนั้น ก่อนกล่าวว่า “ ที่ผมยังกังวลก็เรื่องสมองน่ะแหละ คิดว่าจะส่งเขาไปสแกนสมองที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือ ถ้าผลออกมาแน่ชัดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่กระทบต่อสมอง เขาก็กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ถ้าได้ผลยังไงแล้วผมจะติดต่อแจ้งให้ทราบก็แล้วกัน ตอนนี้เราคงต้องช่วยดูแลเขาไปก่อน จนกว่าเขาจะจำชื่อญาติพี่น้องที่เราจะติดต่อให้เขาได้ ”

“ ความจริงตอนนั้นที่เราช่วยเขา เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังงี้ ไปๆมาๆกลายเป็นว่าเราต้องมารับผิดชอบเขา โดยที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเลย ถ้าเขาเกิดจำอะไรไม่ได้จริงๆ แล้วญาติพี่น้องก็ไม่มี เรามิต้องอุปการะเขาไปตลอดชีวิตหรือครับ” หนานคำยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลใจแทนเจ้านายของเขามากขึ้น

ประสพชัยเห็นท่า ทางของหนานคำแล้วก็ปลอบว่า “ เอาน่า อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย ดูๆไปก่อน คุณก็หมั่นมาเยี่ยมเขาบ้างก็แล้วกัน ไม่แน่นะ เขาอาจจะจำเรื่องต่างๆได้เร็วๆนี้ก็ได้ ญาติพี่น้องของเขาเองก็อาจจะกำลังติดตามหาตัวอยู่ก็ได้ ใจเย็นๆไว้ก่อน ”

แต่ หนานคำก็ยังมีคำถาม “ คุณหมอเชื่อจริงๆหรือครับ ว่าเขาจะจำแม้แต่ชื่อตัวเองก็ไม่ได้ ผมว่าน่าสงสัยนะครับ เขาอาจจะมีเจตนาอะไรสักอย่างเลยแกล้งทำเป็นจำอะไรไม่ได้ อย่าลืมว่าเขาถูกทำร้ายมานะครับ ที่ผมสงสัยคือใครทำร้ายเขา อาจเป็นพวกค้ายาหักหลังกันเอง หรือเขาอาจจะเป็นอาชญากรก็ได้ คนธรรมดาที่ไหนจะดั้นด้นเข้าไปมีเรื่องกับใครในป่าในดงเล่าครับ ถึงยังไงก็น่าสงสัยนะครับ ”

“สงสัยเอาไว้บ้างก็รอบคอบดี ” ประสพชัยพยายามประนีประนอม “ แต่ก็อย่าคิดมากเกินไป รอๆดูเขาไปก่อน ไม่แน่นะ อีกไม่กี่วันเขาอาจจะจำเรื่องต่างๆของเขาได้ หรืออาจจะมีญาติพี่น้องมาตามหาเขาพบ แล้วก็รับตัวกันไป หนานคำก็ไม่ต้องกังวลอีก ผมภาวนาให้เป็นแบบนั้น ”

“ ครับ ผมก็หวังอย่างคุณหมอเหมือนกัน ”

“ เอาเถอะ ระหว่างที่เขายังอยู่ที่นี่ ผมจะพยายามสังเกตดูว่าเขามีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจผมอาจจะไม่ส่งเขาไปเวียงพุกาม ระหว่างนี้ก็เชื่อไปก่อนว่าเขาเป็นคนป่วยธรรมดาๆ ที่เราต้องช่วยเหลือเขาตามหลักมนุษยธรรม ถ้าอาการของเขาดีขึ้น พร้อมที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เราคงต้องมาช่วยกันคิดอีกทีว่าจะทำยังไงกับเขา ”

พูดคุยกันอีกสองสาม คำหนานคำก็ลากลับ ก่อนจะกลับเขาฝากเงินจำนวนหนึ่งไว้กับประสพชัย เพื่อมอบให้คนเจ็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นค่ารถกลับบ้าน ถ้าเขาเกิดจำขึ้นมาได้ว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน

หนาน คำกลับมาที่เวียงพุกามในตอนพลบค่ำ คุณดนัยและบุตรสาวรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว เพิ่งย้ายออกไปที่ห้องนั่งเล่น หนานคำขึ้นมาบนตึก เอาเอกสารที่รับจากในเมืองไปวางไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของคุณดนัย แล้วก็เข้ามารายงานว่า

“นายเคนอาการดีขึ้นมากแล้วขอรับ คงจะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆนี้ ”
คุณดนัยทำหน้าฉงน ถามว่า “ นายเคนน่ะใคร”

หนาน คำยิ้มแหยๆ เขาลืมไปแล้วว่ายังไม่มีใครรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้นชื่ออะไร “เอ้อ ผู้ชายคนที่คุณหนูไปช่วยมาจากลำธารน่ะขอรับ ที่เราส่งไปโรงพยาบาล ”

ทิพย์สุรางค์ซึ่งกำลังฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ พูดลอยๆออกมาว่า “เชยชะมัด ”

“ เอ้อ..คุณหมอประสพชัยเป็นคนตั้งให้ครับ คุณหนู ” แล้วเขาก็รีบขยายความต่อ เมื่อทั้งคุณดนัยและคุณหนูมองเขาเป็นตาเดียวกัน

“ คุณหมอบอกว่าเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ เพราะสมองคงจะกระทบกระเทือนไปบ้าง แต่อีกไม่นานก็คงหายดี คุณหมอจะส่งเขาไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ถ้าไม่มีอะไรก็จะให้กลับบ้าน ”

“ ญาติพี่น้องเขามาแล้วหรือ ”

“ ยังไม่มีใครมาติดต่อเลยครับ คุณหมอประสพชัยกำลังหาทางช่วยเขาอยู่ แกบอกว่าถ้าไม่มีใครมาตามหาเขา ทางเราอาจจะต้องช่วยดูแลเขาไปพลางๆก่อน ”

หนานคำรายงานแบบรวดรัดเท่าที่จำเป็น เพราะรู้ว่าเจ้านายของเขาไม่ชอบฟังอะไรที่จุกจิก

“ถ้า มันไม่ใช่คนร้ายหรือหนีคดีมา เราก็อาจจะพอช่วยได้ แกเองก็รู้นี่ว่าที่นี่ไม่รับคนที่มีประวัติอาชญากรรม แต่ก็ไม่เป็นไร รอให้มันหายออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน ถ้ามันยังไม่มีที่ไปก็จะคิดดูอีกที”

คุณ ดนับพยักหน้าเป็นเชิงว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น ส่วนคุณหนูหมดความสนใจทั้งในเพลงที่กำลังฟังอยู่และเรื่องที่หนานคำกำลัง เล่า เธอหันมาขอตัวกับบิดาแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป



โดย ม่อนหินไหล

 

กลับไปที่ www.oknation.net