วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตรังบนเกลียวคลื่น ... อีกครั้งของการแบกกล้อง ท่องทะเลตรัง


 

ตรังบนเกลียวคลื่น ... อีกครั้งของการแบกกล้อง ท่องทะเลตรัง

 

… Wake up it’s a beautiful morning

The sun’s shining for your eyes … wake up it’s beautiful ..

For what could be the very last time …

ฉันคิดถึงเพลง Wake up Boo! ของวงลิเวอร์พูล เพลงป๊อบที่ฟังง่ายสบายหู เพลงแห่งการตื่นขึ้นมาดูลำแสงแรกของสาดส่องพื้นโลกด้วยความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า …

ฉันชอบสีสัน และความสดใสของฤดูท่องเที่ยวทะเล … แสงอาทิตย์เจิดจ้า กระตุ้นให้ดอกไม้บาน ความงดงาม เบ่งบาน แต่งแต้มโลกนี้ให้มีสีสันสวยงาม เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนสร้างสรรค์ผลงานกวี เพลง และงานศิลป์อื่นๆออกมามากมายให้เราได้ชื่นชม …

แต่ร้อนๆอย่างนี้ เป็นช่วงเวลาที่หลายๆคนต่างเก็บข้าวเก็บของแพ็กใส่กระเป๋าออกเดินทางไปดับร้อน พักผ่อนกายใจให้ชุ่มชื่นฉ่ำใจกับฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีมรกต … สถานที่เที่ยวยอดฮิตติดลมบนของนักเดินทางหลายๆ คนที่เมื่อยามลมร้อนพัดผ่านมากระทบผิวกาย เป็นต้องนึกถึงสายลมเย็นๆ และผืนผิวน้ำอันเย็นใส ที่พร้อมจะกระโจนตัวและกระโจนใจให้โลดแล่นไปให้สมอารมณ์หมาย

ฉันเป็นหนึ่งในจำนวนผู้รักการเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทย ที่เมื่อลมร้อนเริ่มมาเมื่อใด สถานที่ที่นึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในหัวสมองก็ไม่พ้นท้องทะเลอันสวยงามของเมืองไทยเช่นกัน โดบเฉพาะช่วงปลายปีที่ดูเหมือนว่าท้องทะเลบ้านเราจะสวยใสไฉไลเป็นพิเศษ … ฉันจึงมุ่งหน้ามาที่ทะเลตรัง

ตรัง … เมืองที่เหมือนได้รับพรจากฟากฟ้า ด้วยที่เที่ยวทั้งบนบก และที่เที่ยวทางทะเลโดดเด่นด้วยกันทั้งคู่ ทำให้สามารถวางโปรแกรมทัวร์แบบผสมผสานได้สนุก อีกทั้งหมู่เกาะน้อยใหญ่ในทะเลตรังก็อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่ง ไม่ต้องนั่งเรือออกไปไกลๆเหมือนเกาะในจังหวัดอื่นๆ แม้จะพักอยู่บนฝั่งก็ยังสามารถไปดำน้ำ เที่ยวเกาะได้วันหนึ่งๆตั้งหลายเกาะ

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องทะเลตรัง คือระหว่างเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน หลังจากนั้นจะเป็นหน้ามรสุม คลื่นลมแรง ไม่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวทางทะเล

วิธีท่องเที่ยวทะเลที่สะดวกที่สุด คือซื้อแพกเกจทัวร์ ซึ่งมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพักค้างคืนบนเกาะ หรือเที่ยววันเดียว แพกเก็จทัวร์ส่วนใหญ่นอกจากจะมีเรือทัวร์แบบ Speed Boat ให้เลือกแล้ว ยังมีไกด์พาเที่ยว พาไปดำน้ำ ไปดูจุดเด่นว่าแนวปะการังสวยๆนั้นอยู่ตรงไหน ฝูงปลาอยู่ที่ไหนบ้าง ฉันว่าสะดวกมากสำหรับกรุ๊ปที่มีคนไม่มากและต้องการความเป็นส่วนตัว

ชายฝั่งทะเลตรังมีความยาวถึง 120 กิโลเมตร มีหาดต่างๆมากมาย แต่หาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ต้องยกให้ “หาดปากเมง”  ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลไม้ฝาด ห่างจากตัวเมืองตามถนนสายตรัง-สิเกา-ปากเมง ตามทางหลวงหมายเลข 4046–4162 ระยะทาง 38 กิโลเมตร

ภาพแรกที่ดึงดูดสายตาผู้มาเยือนได้แก่ เกาะน้อยใหญ่ในทะเล และโขดเขาใหญ่กลางน้ำรูปร่างคล้ายคนนอนหงายอยู่ในทะเล ทอดตัวยาวไปทางด้านเหนือ นั่นคือ เขาเมง หรือเกาะเมง สัญลักษณ์ประจำหาดนี้

หาดปากเมง เป็นหาดทรายที่ยาวเหยียดไปตามชายฝั่งทะเลอันดามัน หาดเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ที่สวยงามและเงียบ สร้างบรรยากาศของการพักผ่อนริมทะเล … และมีต้นสนทะเลตามธรรมชาติขึ้นอยู่สวยงาม

ร่มเงาของต้นสนริมทะเล … เป็นที่นั่งพักผ่อนของผู้มาเยือน มีอาหารรสอร่อยจากร้านในบริเวณเดียวกันให้บริการ ทานอาหารเพลินๆ แล้วพักสายตาไปกับวิวสวยริมหาด และทุกสิ่งที่เป็นความเคลื่อนไหวสีสวย กลมกลืนไปกับบรรยากาศดีๆ ในวันพักผ่อนสบายๆ

ด้วยเป็นอาณาเขตที่อาจจะประสบเหตุภัยสึนามิ … ริมถนนตามชายหาดบริเวณนี้จึงมีป้ายแนะนำ แสดงทิศทางของการเคลื่อนย้ายผู้คน ให้ปลอดภัยจากความรุนแรงของคลื่นยักษ์

 “ปากเมง” นอกจากหาดจะสวยแล้ว ยังเป็นท่าเรือศูนย์กลางเที่ยวหมู่เกาะ ที่จะนำนักท่องเที่ยวไปเพลิดเพลินกับการท่องทะเลตรังทั้งเกาะมุก ถ้ำมรกต เกาะกระดาน เกาะรอก มีเรือโดยสาร เรือทัวร์มากมายอยู่ที่นี่ ที่พร้อมจะพานักท่องเที่ยวออกทะเลไปได้หลายเกาะ กลุ่มเกาะเหล่านี้อยู่ไม่ห่างจากฝั่งมากนัก ทำให้ไม่ต้องนั่งเรือนานๆ ..

หาดปากเมง ยังทอดยาวต่อเนื่องไปเชื่อมกับหาดฉางหลาง และหาดเจ้าไหม ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานฯหาดเจ้าไหม … ริมหาดมีรีสอร์ทหลายแห่งให้เลือกพัก มีร้านอาหารมากมายให้เลือกใช้บริการ

นักท่องเที่ยวที่ต้องการล่องทะเลตรังมักจะมาลงเรือที่ท่าเรือปากเมง … สิ่งที่สะดุดตา สะดุดใจทุกคน เยื้องๆสะพานเพื่อลงเรือ คือ ตู้ไปรษณีย์สีสันสดใส ลวดลายปะการรัง ปลาและโลกใต้น้ำที่เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับบรรยากาศการเที่ยวทะเลจริงๆคะ จนพวกเราหลายคนต้องโพสท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และบางคนเลือกซื้อโปสการ์ด เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ตาเห็นในวันนี้ส่งไปยังเพื่อน ญาติมิตร และผู้คนอันเป็นที่รัก ที่ไม่มีโอกาสมาเห็นด้วยกัน …

พวกเราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า อันเป็นเวลาที่น้ำทะเลสูงเพียงพอที่จะให้เรือแล่นเข้าออกจากท่าเรือได้สะดวก … ก่อนที่เรือจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง ไกด์ก็ได้ให้พวกเราทุกคนใส่เสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย … ฉันเกิดความรู้สึกดีๆขึ้นมาทีเดียวค่ะ เพราะเชื่อว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล มีอารมณ์แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา “ปลอดภัยไว้ก่อน” ยังเป็นคติพจน์ที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเมื่ออกทะเลทุกครั้งค่ะ

เรือเร็วตะลุยพาเราออกจากท่าเรือปากเมง ทะยานฝ่าแสงแดดยามสายที่สาดส่องลงมายังผิวน้ำสีเขียวส่องแสงระยิบระยับ ท่ามกลางคลื่นเล็กๆ ที่ม้วนตัวไล่เป็นจังหวะกระทบกันเป็นระลอก พร้อมกับละอองน้ำทะเลที่ซัดผ่านเข้ามา

วิว ทิวทัศน์ตามรายทางที่งดงามของทะเลตรัง … ความงดงามที่ทำให้เราเพลิดเพลิน พร้อมกับรับกลิ่นอายของทะเล และสีเขียวมรกตตามธรรมชาติของท้องทะเลตรัง

จุดหมายปลายทางแรกของเรา คือ “เกาะมุก”  เพื่อเข้าไปชม “ถ้ำมรกต” …. เราใช้เวลาการเดินทางไม่นานมากนัก คนขับเรือนำเรามาถึงเกาะมุกที่เห็นลิบๆ ข้างหน้านั่นแล้ว ลักษณะของเกาะมุกคล้ายกับผู้หญิงนอนหงาย ซึ่งมีตำนานของชาวเรือเล่าขานถึงที่มา …

เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เรือของเราก็จอดนิ่งบนเกลียวคลื่นที่ตอนนี้รอบข้างมีแต่ผืนน้ำสีเขียวใส และก็เกาะมุกที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แถมด้วยฝูงชนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทั้งฝรั่งทั้งคนไทย

สุดยอดของทะเลตรัง คือการได้สัมผัสกับ  “ถ้ำมรกต” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ถ้ำน้ำ” เป็นถ้ำกลางทะเลบนเกาะมุกซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีความยาวทั้งหมด 80 เมตร กลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นได้เข้ามาถ้ำมรกตครั้งแรกเพื่อหารังนกนางแอ่น เนื่องจากในอดีตในถ้ำนี้จะมีนกนางแอ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และต่อมาโจรสลัดจะนำของที่ปล้นมาได้ซุกซ่อนไว้ในที่แห่งนี้ระยะหนึ่ง แล้วจึงจะนำเอาของดังกล่าวออกไป

“ถ้ำมรกต”  ถ้ำสวรรค์ที่นักเดินทางหลายๆ คนที่พิสมัยความงามของธรรมชาติโดยเฉพาะความงามของท้องทะเลต้องดั้นด้นมาให้ถึง เป็นตัวแทนของทะเลตรัง .. เป็นถ้ำที่ติดหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ของเมืองไทยที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เขาประกาศไว้

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวถ้ำมรกต คือช่วงที่น้ำขึ้นเต็มที่ในแต่ละวัน เนื่องจากจะเห็นทะเลสาบสีมรกตงดงามและเวลาที่แสงจะลอดปากปล่องถ้ำมรกตลงมา คือระหว่างเวลา 10.00-14.00 น. การลอดถ้ำสามารถทำได้ตลอดเวลา เดือนที่เหมาะสมในการท่องเที่ยว คือระหว่างเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม

เสน่ห์ของถ้ำมรกตเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมเข้าไปในถ้ำ หลังจากใส่เสื้อชูชีพกระโดดลงน้ำเรียบร้อยแล้ว นักท่องเที่ยวต้องไปเข้าแถวเรียงหนึ่งเกาะไหล่คนข้างหน้า หรืออีกนัยหนึ่งคือเกาะเสื้อชูชีพไว้ให้แน่นๆ เพื่อเตรียมตัว “ถีบจักรยานน้ำ” เข้าถ้ำมรกต … ไม่ใช่จักรยานอย่างที่เห็นกันทั่วไปหรอกค่ะ … แต่เป็นการถีบขาใต้น้ำเพื่อให้ขบวนเคลื่อนไปได้นั่นเอง

ทุกคนจะจับไหล่กันหรือเสื้อชูชีพให้มั่น และต้องระวังอย่าทำมือหลุด เพราะอาจจะเกิดการพลัดหลงทางกันในถ้ำที่มืดมาก

หลังจากลูกทัวร์ทั้งหมดลงมาเข้าแถวเรียงหนึ่งกลางทะเลกันหมดแล้ว ไกด์คนนำทางส่งสัญญาณให้พวกเราออกแรงปั่นจักรยานน้ำพร้อมๆกัน เพื่อให้เกิดแรงดันเคลื่อนไปข้างหน้าและเคลื่อนขบวนเข้าสู่ถ้ำมรกต       

ข้อแนะนำคือ ให้ทุกคนถีบขาลงไปตรงๆ อย่าถีบไปข้างหน้าหรือข้างหลังมิฉะนั้นจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองและคนอื่น …. ก่อนลงไปในน้ำจึงมีใครบางคนบอกว่าให้ระวัง “ปลาตีน” เป็นพิเศษ … แต่ในเมื่อต้องเกาะไหล่ใกล้ชิดกันขนาดนั้นก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการให้อภัยคือสิ่งที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น

จากปากถ้ำด้านหน้าที่ยังพอมีแสงส่องถึงให้เห็นความสว่างอยู่บ้าง น้ำในช่วงนี้เป็นสีเขียวมรกตสวยมากจริงๆ … บางซอกหลืบ หินมีรูปร่างแปลกๆ เว้าๆ แหว่งๆด้วยแรงน้ำ แรงลมที่กัดเซาะมานานที่เกิดกับผนังถ้ำก่อเกิดเป็นภาพที่ให้มิติในการมองที่สวยงาม เสียดายที่ไม่มีกล้องกันน้ำไปด้วย เลยไม่มีรูปมาฝาก …

พอเคลื่อนตัวเข้าไปในถ้ำเรื่อยๆ ความเงียบและความมืดก็ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ภายในถ้ำมืดไปหมด เราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ถ้าไม่มีแสงไฟจากไฟฉายของไกด์ที่นำทาง มีเพียงแสงไฟที่ริบหรี่และเสียงกระทุ้งน้ำของพวกเราเป็นจังหวะ ขบวนของพวกเราก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ

การมาเยี่ยมชมสถานที่แบบ Grotto นี้ นักท่องเที่ยวควรจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเงียบๆ ชื่นชมกับซอกหลืบของหินและสร้างจินตนาการตาม แล้วเงี่ยหูลองฟังเสียงของสายน้ำและหินผาที่จะคุยกับคุณ นอกจากจะเป็นมารยาทที่ดีในการท่องเที่ยวแบบนี้แล้ว ยังเป็นการแบ่งปันให้นักท่องเที่ยวคนอื่นได้ชื่นชมความงามอย่างสงบไม่ถูกรบกวน

หลังจากปั่นจักรยานน้ำถีบคนข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างอย่างสนุกสนานแล้ว ไม่นานเราก็เริ่มเห็นแสงสว่างเรืองๆ อยู่ข้างหน้า เป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะพ้นจากความมืดไปยังความสวยงามอีกแห่งหนึ่ง

      

 “โอ้โห!! สวยจัง มรกตจริงๆ” ภาพที่ปรากฏในสายตาของพวกเรา คือลำแสงที่ปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง สาดส่องกระทบกับผิวน้ำทะเลสีเขียวสด กลายเป็นประกายแสงสีเขียวที่ดูเขียวราวกับมรกตจริงๆ

พอพ้นจากปากถ้ำอันเขียวมรกต ความงามของธรรมชาติที่ซ่อนเร้นก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ชายหาดเล็กๆ แต่สวยงาม ทรายขาวละเอียดกับผืนน้ำทะเลเขียวสดใสเหมือนมรกตที่ซ่อนอยู่ภายใน แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากปากโพรงปล่องถ้ำด้านบนที่มีแผ่นฟ้าเป็นหลังคา ทำให้หลายๆ คนรู้สึกว่า นี่แหละ...สวรรค์กลางทะเลของจริง

ความงดงามภายในถ้ำมรกตแห่งนี้นอกจากเวิ้งหาดทรายขาว น้ำทะเลเขียวใสแล้วนั้น เมื่อเรามองไปรอบๆ เหมือนกับว่าเรายืนอยู่ในปล่องขนาดใหญ่ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่เกิดจากการยุบตัวของหินปูนในอดีต น้ำทะเลสีเขียวเหมือนมรกตสมชื่อ โอบล้อมด้วยผาหินสูงชันรอบด้าน ทรายขาวนวลเม็ดละเอียด

สภาพธรรมชาติที่มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ขึ้นอยู่บริเวณหาดทราย แต่ละพันธุ์ล้วนแล้วแต่เป็นไม้ป่าชายหาด ไม่ว่าจะเป็นต้นหูกวางทะเล เตยทะเล จิกทะเล และบริเวณหน้าผาเป็นป่าหินปูนมีต้นสลัดได จันทน์ผา บอนชนิดต่างๆ

 “ถ้ำมรกต” จัดอยู่ในประเภทถ้ำทะเลที่มีน้ำไหลลอดผ่านถ้ำ เมื่อน้ำซัดหินทรายเข้าไปนานวันก็เกิดเป็นเวิ้งหาดอยู่ภายใน ซึ่งยามที่มีแสงจากภายนอกส่องกระทบ ทำให้เกิดน้ำสีมรกตงดงามาก ฝรั่งเรียกถ้ำประเภทนี้ว่า “กรอตโต้ (Grotto)”

คนตรังแต้โบราณมักจะเล่าขานว่า ทีนี่เป็นแหล่งซ่อนสมบัติของโจรสลัด สอดรับกับตำนานของชาวเรือแห่งอันดามันที่ว่า กาลครั้งหนึ่ง มีตากับยายส่งลูกชายไปเรียนในดินแดนไกลโพ้น พอเรียนจบเขาล่องเรือกลับมาพร้อมกับเมียที่ทั้งสวยทั้งรวย

ชายหนุ่มเกิดอับอายที่พ่อแม่ยากจน เลยเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก พ่อแม่จึงสาปแช่งให้เรือล่ม ทรัพย์สมบัติที่บรรทุกมากระจัดกระจาย กลายเป็นหมู่เกาะแห่งกระบี่และตรัง คือ เกาะเภตรา เกาะสุกร เกาะแหวน เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะม้า …. ส่วนชายหนุ่มกลายเป็นเขาเมง ยืนทะมึนหน้าหาดปากเมง ขณะที่เมียสาวชื่อมุกกลายเป็นเกาะมุก นอนหลับใหลชั่วนิรันดร … ถ้ำมรกตและหาดมรกตจึงเป็นอนุสรณ์แห่งความงามของนางผู้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานชาวเรือแห่งอันดามัน

เราใช้เวลาดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติภายในถ้ำมรกต ตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขนี้พวกนานพอสมควร บางคนลงเล่นน้ำให้หายร้อนจนชื่นฉ่ำปอด บางคนเดินสำรวจตรวจตราหาสมบัติของโจรสลัดที่อาจจะหลงเหลือเอาไว้

บรรยากาศที่สวยงาม ทำให้ฉันอยากนั่งข้างๆใครสักคน แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยกัน … เหมือนครั้งหนึ่งที่ฉันเคยทำ .. นานมาแล้ว .. และคงเป็นเรื่องสุดยอด หากการเดินทางสู่โลกกว้าง จะทำให้เรามีเวลาสวยงามแบบนั้นกับใครบางคน … หรือแม้กระทั่งลำพังคนเดียว

 

จนกระทั่งเสียงไกด์ตะโกนเรียกกลุ่มขบวนของพวกเราให้เตรียมความพร้อมออกเดินทางออกจากถ้ำกันได้แล้ว “พร้อมกันนะทุกคน เตรียมเคลื่อนขบวนได้ เอ้า!! ซ้าย ขวา ซ้ายๆๆๆๆ”

แล้วการขับเคลื่อนด้วยพลังขา (ปั่นจักรยานใต้น้ำ) ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับที่พาพวกเราออกมาสู่ปากถ้ำด้านหน้าอีกครั้งหนึ่ง แล้วพวกเราก็ต้องจำใจโบกมือลาหันหลังให้กับปากถ้ำที่ส่องแสงเขียวสดใส กลับออกมาพร้อมกับความตราตรึงในจิตใจ ที่ได้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของ “ถ้ำมรกต” ด้วยตัวเอง

 

“เกาะกระดาน” เกาะที่ได้รับการยกย่องว่ามีแนวชายหาดที่สวยที่สุดของทะเลตรัง โดยเฉพาะทรายสีขาวนวลเม็ดละเอียด ที่หยุ่นเท้ายาวเหยียบเดิน …

เราเตรียมอาหารมาเอง ด้วยการไปเดินแบบชิล ชิล ดูอาหารพื้นเมืองแบบชาวบ้านๆในตลาดกลางเมืองตรัง … อาหารกลางวันของวันที่สดใสนี้จึงประกอบด้วยอาหารปักษ์ใต้เป็นเมนูหลัก แต่รับรองว่าอร่อยซี๊ดซ๊าดแน่นอนค่ะ

ชายหาดของเกาะกระดานมีทรายขาวนวล เป็นที่ชื่รชอบของผู้มาเยือนในการนั่งชมทะเล เดินเล่น หรือแม้แต่นอนอาบแดดหรืออ่านหนังสือ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้าๆ ไม่กังวลกับความเคลื่อนไหวของสิ่งรอบกาย

น้ำทะเลที่เกาะกระดานไม่ลึกนัก และเพียงเดินลงน้ำหน้าชายหาด ก็มีแนวกว้างขวางของโลกปะการังให้ชมอย่างง่ายๆ ทั้งปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังใบเฟิร์น …

คุณไม่จำเป็นจะต้องว่ายน้ำเก่ง หรือดำน้ำเป็น แค่สวมหน้ากาก ลอยตัวไปมาก็มองเห็นสีสัน ฝูงปลา และโลกใต้น้ำที่สวยน่าอัศจรรย์มากๆค่ะ

แนวปะการังแข็ง ตลอดชายฝั่งของเกาะกระดานมี ปะการังอ่อน และกัลปังหาทางด้านทิศใต้ของเกาะ ปะการังที่พบเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ปะการังเขากวางชั้น ปะการังเขากวางก้านยาว ปะการังเห็ด ปะการังสมอง ปะการังอ่อน

บนเกาะกระดานเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯหาดเจ้าไหมด้วย เนื่องจากพื้นที่ส่วนหนึ่งบนเกาะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ … นอกจากชายหาดแล้ว ตอนกลางของเกาะยังมีป่าไม้ร่มรื่น สลับกับทุ่งหญ้า มีทางเดินเท้าตัดไปยังด้านหลังของเกาะ มายัง “อ่าวช่องลม” ซึ่งอยู่ด้านหลังของเกาะกระดานทางทิศตะวันตก มีทางเดินผ่านทุ่งหญ้าจากหาดหน้าไปถึงหลังเกาะ หาดเล็กๆที่สวย สงบ … ที่นี่วิวพระอาทิตย์สวยนักหนา และหากเป็นวันที่อากาศดี อาจจะสามารถมองออกไปได้ไกลถึงเกาะลันตาใหญ่ ของกระบี่เลยทีเดียว

หากคุณเหมาเรือมาเที่ยวเอง บนเกาะกระดานมีลานกางเต็นท์หน้าหาด ใกล้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานฯให้บริการ พื้นที่บางส่วนเป็นเขตอุตทยานฯหาดเจ้าไหม บางส่วนเป็นสวนมะพร้าว และที่ดินของเอกชน บนเกาะไม่มีชุมชน แต่ยังมีรีสอร์ทแห่งเดียวของเกาะตั้งอยู่คือ เกาะกระดานรีสอร์ท …

รอบๆเกาะมีชายหาดอยู่ 4 แห่ง คือ หาดหน้าทางทิศตะวันออก เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ … หาดอ่าวเนียง ทางทิศใต้ของอุทยาน มีแนวปะการัง มองเห็นเกาะลิบง … หาดอ่าวไผ่ อยู่ตอนเหนือของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ สามารถมองเห็นเกาะเชือก เกาะแหวน ชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงาม … สุดท้าย คือ หาดอ่าวช่องลม ทางทิศตะวันตก ห่างจากอุทยานฯ 800 เมตร มีทางเดินเท้าผ่ากลางเกาะ

ขณะที่เรือนำคณะของเราออกจากเกาะกระดานเพื่อมุ่งหน้ามาที่ “เกาะเชือก” อันเป็นเกาะเล็กๆที่เป็นแท่งหินคล้ายกัน ที่นอกจากจะมีมีสัมปทานรังนกแล้ว ใต้น้ำยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่สามารถดำน้ำชมปะการังเจ็ดสีที่สวยงาม … หนึ่งเดียวในท้องทะเลตรัง …

ที่นี่มีปะการัง ที่สวยมาก และเมื่อทุกคนดำน้ำลงไปดูปะการังก็พบว่ามีปะการังอ่อนบานเฉิดฉายอย่างที่เราคาดหวัง ต้องบอกว่าโชคดีมากๆ ด้วยหลายครั้งที่มาเที่ยวที่นี่ ไม่ค่อยมีโอกาสจะเห็นได้บ่อยนัก บางครั้งมีฝนและคลื่นลมแรง จนต้องล่าถอยด้วยเกรงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ บางครั้งน้ำขุ่น ทำให้มองไม่ค่อยจะเห็น … แต่ทุกครั้ง ยังมีปลาสวยๆ แต้มสีสันให้กับทะเลตรังหลายชนิดให้ดำดูอย่างเพลิดเพลิน

 

“เกาะม้า” เกาะนี้ดูเหมือนแท่งหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือทะเล ไม่มีชายหาด ว่ากันว่าเกาะนี้มีโลกใต้น้ำที่วิเศษสุด นั่นคือปะการังอ่อนหลายชนิด และที่น่าตื่นตา ตื่นใจเป็นพิเศษก็คือ ฝูงปลาการ์ตูนลายเสือจำนวนมาก ที่คุ้นเคยกันดีกับนักท่องเที่ยว

แต่น่าเสียดาย … เราไม่ได้ไปดูกันหรอกค่ะ เพราะเวลาที่จำกัดไม่เป็นใจให้ทำเช่นนั้นได้

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net