วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 6


หลังจากเดินทางกันมานานหลายชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงเวียงพุกามในเวลาใกล้ค่ำ คำปันขับรถตรงไปที่บ้านพักของตาเฒ่าเป็ง ซึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเนินดินเตี้ยๆใต้สุมทุมพุ่มไม้ใบดกหนา ใกล้กับลำห้วยที่ไหลอยู่เบื้องล่างต่ำลงไป ตัวบ้านเป็นกระท่อมเล็กๆทำด้วยไม้ หลังคาถูกปกคลุมจนทึบด้วยเถาพวงแสดซึ่งออกดอกสะพรั่งสีแสดเข้ม ห้อยย้อยเป็นแถบๆลงมาจนถึงชายคา ใต้ถุนสูงปูพื้นด้วยซีเมนต์ มีโต๊ะเล็กๆและเก้าอี้สองตัววางอยู่ กลางโต๊ะมีฝาชีครอบอะไรบางอย่างเอาไว้ ตรงปลายโต๊ะมีถาดที่มีกาชาและถ้วยชาใบเล็กๆทำจากดินเผาสองสามใบ มุมหนึ่งของใต้ถุนก่อเป็นห้องเล็กๆขึ้นมาห้องหนึ่ง

ตรงบริเวณหน้าห้องนี้ มีร่างผอมบางของชายวัยใกล้เจ็ดสิบในเสื้อกันหนาวหนาเตอะ นั่งชันเข่าอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวที่ทำจากไม้เนื้อหยาบไม่ได้ทาสี กำลังสูบบุหรี่ที่มวนจากใบจาก ปลายบุหรี่แดงวาบส่งควันกลิ่นตระหลบอบอวลออกมา

“ตาเฒ่า” หนานคำเรียก “ฝากคนมาพักด้วยจั๊กคนเน้อ”
แล้ว เขาก็กระโดดลงจากรถ เดินเข้าไปยืนตรงหน้าตาเฒ่าคนนั้น โดยมีเคนเดินตามมาด้วย ตาเป็งหรือที่บางคนเรียกว่าตาเฒ่า เอาบุหรี่ออกจากปาก มองมาที่ชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างพินิจพิจารณา

หนานคำบอกกล่าวเจ้าของบ้านแล้วก็เดินขึ้นบันได บุ้ยใบ้ให้เคนเดินตามขึ้นมาด้วย ระหว่างขึ้นบันไดเขาบอกชายแปลกหน้าว่า “อยู่ที่นี่ไปก่อน ข้างบนมีห้องนอนที่ไม่มีใครใช้ แต่ก่อนตาเป็งแกก็ใช้ห้องข้างบนนี้ ตั้งแต่เมียแกตาย แกก็ย้ายไปอยู่ห้องข้างล่างที่เพิ่งต่อขึ้นมาใหม่นั่นแหละ แกอายุมากแล้ว เดินขึ้นลงบันไดทุกวันก็คงไม่ไหว”

หนานคำเปิดประตู ห้องให้เคนเข้าไป ดู ห้องนั้นเป็นห้องมีขนาดไม่แคบนัก มีหน้าต่างซึ่งกรุมุ้งลวดทุกบานล้อมรอบสามด้าน ในห้องไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยอะไรเลย นอกจากตู้พลาสติกสำหรับเก็บเสื้อผ้า ติดกับห้องนี้เป็นห้องเล็กๆแคบๆ ซึ่งชายหนุ่มคิดว่าน่าจะเป็นห้องเก็บของ เพราะมีของหลายอย่างวางสุมอยู่ หน้าห้องเป็นระเบียงวนไปรอบตัวบ้าน จากระเบียงนี้จะมองเห็นลำธารเล็กๆและดงไม้ทึบที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ชายนิรนามวางถุงกระดาษที่ถือติดมือมาด้วยลงใกล้ประตู ก่อนจะเดินตามหลังหนานคำลงไปข้างล่าง

“เดี๋ยวจะให้คำปันเอาเสื่อ หมอนกับผ้าห่มมาให้ ตอนดึกที่นี่หนาวจัดมาก บางทีตาเป็งแกก็ก่อกองไฟ นั่งผิงไฟอยู่อย่างนั้นทั้งคืน ที่นี่ไม่มีครัว เด็กจะเอาอาหารมาให้ตาเป็งวันละสองมื้อ คุณก็กินกับแกไปก่อน ยังไม่รู้เลยว่าท่านกลับมาจะสั่งว่าอย่างไร”

สายตาเหมือนมีคำถามของ เคน ทำให้ชายวัยกลางคนต้องอธิบายสั้นๆว่า “ท่านเป็นเจ้าของที่นี่ ตอนนี้ท่านไปธุระที่กรุงเทพฯ อีกสองสามวันคงจะกลับ”

หลังจากแวะพูดคุยกับตาเป็งเป็นการส่วนตัวอีกสองสามประโยค หนานคำก็กลับไปพร้อมกับคำปัน

ตา เป็งกุลีกุจอลุกจากม้ายาวที่นั่งอยู่ ตรงเข้าไปที่โต๊ะ เปิดฝาชีที่ครอบอะไรบางอย่างอยู่ออก เคนมองเห็นจานเล็กๆสองสามใบ ที่มีอาหารบรรจุอยู่เต็มและหวดข้าวเหนียวใบย่อมๆ

“คุณคงยังไม่ได้ทาน อาหารเย็น” แกหันมาพูดกับเขาด้วยภาษาภาคกลาง ที่แม้จะแปร่งก็ฟังรู้เรื่อง “อาหารทางเหนือพวกนี้ คุณคงพอทานได้กระมัง”

ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าอาหารพวกนั้นมีอะไรบ้าง เขาตอบแทนน้ำใจไมตรีของแกด้วยรอยยิ้มที่สุภาพ “ถึงไม่รู้จักผมก็คงทานได้”

“คุณ เดินทางมาหลายชั่วโมงคงจะเหนื่อย ไปอาบน้ำเสียก่อนดีกว่า ถ้าดึกกว่านี้จะหนาวจัดเกินไป ห้องน้ำอยู่ทางโน้น” ตาเป็งชี้มือไปทางด้านหลังที่อยู่ต่อจากห้องนอนของแก

อาบน้ำเสร็จเคนก็เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นกางเกงขายาวหลวมๆเอวรูดและเสื้อยืดกลางเก่ากลางใหม่สีน้ำเงิน ที่นายแพทย์ประสพชัยให้มา ตาเป็งซึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร มองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็กระย่องกระแย่งเดินเข้าไปในห้องของแก กลับออกมาในสองสามนาที ส่งเสื้อกันหนาวสีดำตัวใหญ่ยาว ที่ถือติดมือออกมาให้เขา

“เอ้า เอาเสื้อนี่ไปใส่เสีย พอตกดึกอากาศจะหนาวกว่านี้ จะหนาวขึ้นไปเรื่อยๆจนใกล้สางแหละ”
เคนรับเสื้อมาแต่ยังมองแกเฉยอยู่ เฒ่าเป็งจึงพูดต่อว่า “เก็บไว้ใช้เต๊อะ ผมมีหลายตัว”

คนทั้งสองลงนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ตาเป็งชี้ชวนให้เขารับประทานอาหารแต่ละจาน พร้อมอธิบายว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร “คุณคงทานข้าวเหนียวได้นะ แต่ถ้าชอบข้าวเจ้า พรุ่งนี้ผมจะสั่งเด็กที่โรงครัวให้เพิ่มมาให้”

“ผมทานได้ครับ ลุงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” เคนตอบพลางก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร โดยไม่รับรู้รสชาติเพราะความหิว

ตา เป็งกินอาหารแต่เพียงเล็กน้อย เมื่ออิ่มแล้วก็ลุกไปหยิบขวดน้ำและแก้วพลาสติก ที่อยู่บนชั้นใกล้ๆมาวางไว้ให้เขา ส่วนตัวแกรินน้ำชาอุ่นๆจากกาชาใบเล็กๆลงในถ้วยชาดินเผาใบจิ๋ว ยกขึ้นจิบช้าๆ ตาเรียวเล็กซึ่งน่าจะฝ้าฟางไปตามอายุขัยแต่ยังมีประกายคมกริบ จับจ้องทุกอิริยาบถของเคนอยู่เงียบๆ หนานคำกระซิบกระซาบเล่าให้แกฟังสั้นๆแล้ว เกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้และขอให้แกช่วยสอดส่องพฤติกรรมของเขาให้ด้วย

“เห็นหนานคำบอกว่าคุณไม่สบายยังไม่หายดี เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้วก็ขึ้นไปนอนเสียเถอะ” แต่แล้วเมื่อนึกขึ้นได้แกก็โวยวายออกมาว่า “โอ๊ะ !ทำไมคำปันไม่เอาเครื่องนอนมาให้จั๊กทีน้อ”

พอพูดขาดคำรถจิ๊ปคันเดิมก็วิ่งเข้ามาจอดใกล้บ้าน คำปันเดินลงมา หอบเสื่อกับหมอน ฟูกบางๆ และผ้าห่มเนื้อหยาบหนาเตอะ มากองไว้ให้บนพื้นซีเมนต์ หยุดพูดกับตาเป็งสองสามคำก็กลับไปขึ้นรถขับออกไป

เคนปูเสื่อลงบนพื้นห้องใกล้หน้าต่าง เอาฟูกบางๆวางทับลงไปแล้วเอนตัวลงนอนหนุนหมอนซึ่งค่อนข้างแข็ง พยายามที่จะหลับ แต่ความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตัวเองไม่ทำให้หลับลงได้ เขาพลิกตัวไปมาอยู่ใต้ผ้าห่มอย่าง กระสับกระส่าย อากาศเริ่มหนาวจัดขึ้นเรื่อยๆ จนต้องลุกมาปิดหน้าต่างให้เหลือเปิดไว้เพียงบานเดียว แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

ข้างนอกมีแต่ความมืดและลมเย็นเฉียบ ที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบหน้า มีเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่งเงียบสงัด บนท้องฟ้าที่มืดมิดปราศจากดวงจันทร์ มีดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสงระยับระยิบแพรวพราว ราวกับกากเพชรบนแผ่นกำมะหยี่สีดำ อากาศในขณะนั้นเย็นเฉียบ แต่หัวใจของเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย

เกิดอะไรขึ้นกับเราหนอ เราเป็นใคร ? มาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ? คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาในสมองตลอดเวลา ตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล และพบว่าร่างกายบางส่วนเจ็บปวดรวดร้าว มีบาดแผลฉกรรจ์ที่สีข้าง ต้นแขนและศรีษะ ขาข้างหนึ่งอยู่ในเฝือก ตามเนื้อตัวก็มีรอยขูดขีดและฟกช้ำดำเขียว มีเข็มน้ำเกลือปักอยู่ที่แขน พยาบาลที่เดินเข้ามาให้ยาคนไข้เตียงที่ถัดจากเขา เดินเข้ามาดูเมื่อเห็นเขาลืมตาและพยายามจะยกศรีษะขึ้นจากหมอน

“อ้อ! ฟื้นแล้วหรือ อย่าเพิ่งลุกนะ อาการคุณยังไม่ดี” แล้วหล่อนก็กระวีกระวาดออกไปตามหมอ

นาย แพทย์ที่เข้ามาดูอาการเขา เป็นหนุ่มใหญ่วัยประมาณสามสิบห้าปี สวมแว่นสายตา หน้าตาใจดี ซึ่งเขารู้ภายหลังว่าชื่อประสพชัย “ฟื้นแล้วหรือ ตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง? หลับไปเสียหลายวันเลยนะ”

เขาไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า “ผมเป็นอะไร ผมอยู่ที่ไหน?”

“คุณอยู่ที่โรงพยาบาล คุณได้รับบาดเจ็บสาหัส” แล้วเขาก็ลงมือตรวจอาการ “ดีขึ้นแยะเลยนี่ แต่คงต้องอยู่โรงพยาบาลอีกสักพักหนึ่ง แผลยังไม่หายดี ขาก็ต้องอยู่ในเฝือกอีกสักสองสามอาทิตย์”

ประสพชัยหันไปสั่งพยาบาล ให้เพิ่มยาบางตัวลงในน้ำเกลือ ก่อนจะออกจากห้องผู้ป่วยเขากล่าวว่า “ตอนมาที่นี่คุณไม่รู้สึกตัวเลย คนที่พามาส่งเขาก็ไม่รู้จักคุณ ทางเราเลยต้องตั้งชื่อให้คุณเอง รอจนกว่าคุณจะฟื้น จะได้เปลี่ยนชื่อในประวัติคนไข้ให้ตรงกับชื่อจริงของคุณ ตอนนี้คุณบอกได้หรือยังว่าคุณชื่ออะไร?”

ชายหนุ่มจำได้ว่าเขาพยายาม คิดถึงชื่อของตัวเอง แต่ก็คิดไม่ออก สมองของเขามึนงงและอ่อนล้า หลังจากที่พยายามคิดแต่ไม่สำเร็จ เขาก็บอกประสพชัยว่า “ผมไม่รู้จริงๆ ผมจำไม่ได้ “

แววตาของนายแพทย์หนุ่มใหญ่ที่มองเขา มีทั้งความเคลือบแคลงและกังวล “เอาเถอะไม่เป็นไร พยายามพักผ่อนให้มาก อีกสองสามวันคุณอาจจะจำได้”

“คุณหมอครับ” เขาเรียก เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเดินออกไป “ทำไมผมถึงจำแม้แต่ชื่อตัวเองไม่ได้เล่าครับ เกิดอะไรขึ้นกับผมหรือ?”

นายแพทย์ประสพชัยหันกลับมามองเขา ตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเหมือนจะปลอบใจว่า “ผมบอกแล้วไงว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก คุณหมดสติไปหลายวัน เพิ่งฟื้นขึ้นมา จิตใจอาจจะยังสับสนอยู่บ้าง ตอนนี้คุณใช้ชื่อเคนไปก่อนก็แล้วกัน”

“เคน ผมชื่อเคนหรือ?” เขาพึมพำชื่อนั้นอย่างครุ่นคิดก่อนจะถามต่อว่า “คุณหมอบอกว่าผมบาดเจ็บสาหัส ผมเกิดอุบัติเหตุหรือครับ?”

นาย แพทย์หนุ่มมีท่าทางลังเลก่อนจะตอบว่า “ผมไม่แน่ใจนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ บาดแผลตรงสีข้างของคุณเป็นบาดแผลที่เกิดจากคมมีด คุณถูกยิงที่ต้นแขนกระสุนฝังใน ส่วนที่หัวอาจจะถูกตีด้วยของแข็งหรือไม่ก็กระแทกกับโขดหินอย่างแรง คุณอาจจะตกจากที่สูงลงไปกระแทกกับหิน”

ประสพชัยยังไม่อยากบอกคนไข้ ว่าเขาถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แล้วอาจจะถูกโยนจากที่สูงลงไปในลำธาร “คุณจำไม่ได้เลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้น ? “

เขาส่ายหน้าปฏิเสธ แทนที่จะได้รู้อะไรมากขึ้นจากหมอกลับกลายเป็นว่าเขารู้สึกมืดมนยิ่งกว่าเก่า ตลอดเวลาที่นอนอยู่โรงพยาบาลเคนจำได้ว่า ทุกวันเขาจะเฝ้ารอเวลาที่หมอประสพชัยจะเข้ามาเยี่ยมไข้ ด้วยความหวังว่า หมออาจจะมีข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเขามาบอก แต่ทุกครั้งไม่มีอะไรคืบหน้า คำถามของนายแพทย์หนุ่มใหญ่ยังเหมือนเดิม คือเขาจำชื่อตัวเองได้หรือยัง และคำตอบของเขาที่ว่าจำไม่ได้ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวันเวลาผ่านไป โดยเขายังไม่สามารถจำอะไรที่เกี่ยวกับตัวเองได้เลย เคนก็เริ่มวิตก ประสพชัยมาซักถามอาการของเขาทุกวัน ทดสอบเขาด้วยวิธีต่างๆ ที่เหมือนเด็กเล่นในความคิดของเขา เช่นให้อ่านหนังสือให้ฟังบ้าง คิดเลขบ้าง ให้เขียนหนังสือตามคำบอกบ้าง ซึ่งเขาก็สามารถทำได้แม้จะไม่คล่องนัก แต่เมื่อนายแพทย์หนุ่มวกกลับมาถามถึงเรื่องส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ วันเดือนปีเกิด ครอบครัว เขาไม่สามารถจะตอบได้ ราวกับว่าเขาสามารถบล็อคสมองของเขาเอง ไม่ให้เข้าถึงเรื่องเหล่านั้นได้ ในที่สุดประสพชัยติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งแนะนำให้ส่งคนไข้ไปรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องสแกนสมองที่นั่น

ก่อน หน้าถูกส่งตัวไปตรวจสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ เขาได้พบหนานคำ ซึ่งตั้งคำถามกับเขา แบบเดียวกับนายแพทย์ประสพชัย เคนจำได้ว่าเขามองหนานคำอย่างหวาดระแวง ตอนนั้นเขารู้แล้วจากคำบอกเล่าของหมอ ว่ามีคนทำร้ายเขา ที่เขาหวาดระแวงเพราะเขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เขาไม่รู้ว่าเขามีเรื่องอะไรกับใครและใครที่ทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัส ทำให้เขาระแวงว่าใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ อาจจะเป็นคนที่ทำร้ายเขา ที่ต้องการมาปิดปากในขณะที่เขาไม่อยู่ในสภาพที่จะป้องกันตัวเองได้ ถ้าจะมีคนที่เขาไว้ใจและพอจะรู้สึกอบอุ่นไม่ต้องหวาดระแวงอยู่บ้าง ก็คงมีแต่นายแพทย์หนุ่มใหญ่คนเดียวเท่านั้นกระมัง

แม้แต่การเดินทาง มาที่เวียงพุกามกับหนานคำก็เถิด เขาไม่ได้อยากมาเลย เพราะยังหวาดระแวงหนานคำอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพราะเขาจำอะไรไม่ได้เลย ที่สำคัญคือนายแพทย์ประสพชัยสนับสนุนให้เขามากับหนานคำ โดยให้เหตุผลว่า อย่างน้อยคนที่ช่วยเขาให้รอดตายและส่งตัวเขามาโรงพยาบาลคือคนที่เวียงพุกาม ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ทำร้ายเขา นอกจากนี้นายแพทย์หนุ่มใหญ่ยังคิดว่า เขาควรจะมีที่พักที่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุมากนัก เพื่อใครก็ตามที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสามารถติดตามหาตัวเขาได้ง่าย ขึ้น

เรื่องที่หนานคำและคำปันคุยกันในรถ เขาฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน คือความหวาดระแวงที่คนทั้งสองมีต่อตัวเขา เคนไม่ได้นึกข้องใจหรือไม่พอใจในเรื่องนี้ เขาคิดว่าถ้าเขาตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนทั้งสอง ที่ต้องมาเกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อคนแปลกหน้า ที่แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังจำไม่ได้ แถมถูกใครก็ไม่รู้ทำร้ายมา คนที่ให้ความช่วยเหลือเขาก็อาจจะพลอยมีอันตรายไปด้วยนั้น เขาก็คงต้องหวาดระแวงและไม่ไว้ใจเหมือนกัน

หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่ นาน ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจได้ว่าขณะนี้ที่เขายังจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ ได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือทิ้งอดีตไปก่อนชั่วคราว คิดเฉพาะวันนี้และวันต่อๆไปเท่านั้น เมื่อยังจำไม่ได้เขาก็ควรอยู่กับปัจจุบัน ปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาจะเลิกพยายามค้นหาว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาจะเป็นคนใหม่ที่ชื่อนายเคน เขาจะสร้างอดีตของตัวเอง ที่นับย้อนหลังไปจนถึงวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงในโรงพยาบาลแห่งนั้น เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

เคนกลับเข้านอนและหลับๆตื่นๆจนใกล้ฟ้า สาง เขาไม่มีนาฬิกาจึงไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นเวลาเท่าไรแล้ว ชายหนุ่มค้นได้ยาสีฟันหลอดเล็กๆ แปรงสีฟันและผ้าเช็ดตัว ในถุงกระดาษที่นายแพทย์ประสพชัยให้มา แล้วเปิดประตูห้อง ค่อยๆย่องลงบันไดไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังห้องนอนของตาเป็ง น้ำในโอ่งเย็นเฉียบเข้าไปถึงหัวใจ แต่เขาก็กัดฟันตักน้ำราดตั้งแต่ศรีษะลงไป โดยพยายามระวังที่จะไม่ทำเสียงดังรบกวนชายชรา ซึ่งนอนอยู่ในห้องใกล้ๆ

อาบ น้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเคนก็เดินออกมาที่หน้าบ้าน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ซึ่งยังมืดมิดและมีละอองบางๆของฝนโปรยปรายลงมา อากาศเย็นเฉียบ ทุกหนทุกแห่งมืดและเงียบ ไม่มีสรรพสำเนียงใดๆนอกจากเสียงไก่ขันแว่วตามลมมาจากที่ใดที่หนึ่ง ในบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของเวียงพุกามแห่งนี้ เขาคะเนเอาเองว่าขณะนี้คงใกล้รุ่งเต็มทีแล้ว

ชายหนุ่มมองไปรอบตัว ก่อนตัดสินใจเดินลงจากเนิน ซึ่งเป็นที่ตั้งกระท่อมของตาเป็ง ขณะนั้นฝนก็ยังตกลงมาปรอยๆอยู่ เขาเดินไปเรื่อยๆตามทางเดินเล็กๆซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังแนวไม้ ทางเดินที่วกเวียนไปมาพาเขาลงมาถึงชายฝั่งลำธาร ซึ่งกระแสน้ำไหลเอื่อยๆเซาะไปตามโขดหินเล็กๆ ที่มีอยู่ระเกะระกะทั่วไปในท้องน้ำ เขามาหยุดยืนอยู่ใกล้โขดหินใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนพื้นดินใกล้ฝั่งน้ำ

เคนยกมือขึ้นกอดอก มองข้ามลำธารไปยังฝั่งตรงข้ามที่รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเบียดเสียด กันอยู่ เขาไม่รู้จักต้นไม้พวกนั้น เขามองไปที่โขดหินกลางน้ำ พยายามนึกภาพตัวเองที่นอนหมดสติอยู่บนโขดหินของลำธารอีกแห่งหนึ่ง ตามที่รู้คร่าวๆจากนายแพทย์ประสพชัย

ยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มออก เดินไปตามชายฝั่ง ซึ่งบางตอนราบเรียบเดินได้สะดวก แต่บางตอนก็มีโขดหินเล็กๆขวางหน้า จนต้องกระโดดหรือปีนป่ายข้ามไป ตลอดทางเขาเห็นแต่ต้นไม้สูงใหญ่หน้าตาประหลาด บางต้นก็มีกล้วยไม้ป่าหลากสีอาศัยเกาะอยู่ตามคาคบ ชายหนุ่มเดินเลาะลำธารไปเรื่อยๆ เขาสังเกตเห็นว่าลำธารสายนี้ คงจะไหลมาจากที่สูงที่อยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก เพราะเส้นทางที่เขากำลังเดินเลียบอยู่ ทอดตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆทีละน้อย กระแสน้ำเริ่มไหลเชี่ยวขึ้นและต้นไม้บนชายฝั่งลำธารทั้งสองด้าน ก็เริ่มรกทึบมากขึ้น

โดย ม่อนหินไหล

 

กลับไปที่ www.oknation.net